
ดวงตาคู่ใหม่บนข้อมือ
จะมีสักกี่ครั้งที่เราเห็นเทคโนโลยีสักชิ้นแล้วรู้สึกว่า “เฮ้ย...รู้สึกอบอุ่นหัวใจดีจังเลยที่มีคนคิดสิ่งนี้ขึ้นมา”
โดย...โสภณ ศูภมั่งมี ภาพ : เอเอฟพี
จะมีสักกี่ครั้งที่เราเห็นเทคโนโลยีสักชิ้นแล้วรู้สึกว่า “เฮ้ย...รู้สึกอบอุ่นหัวใจดีจังเลยที่มีคนคิดสิ่งนี้ขึ้นมา”
เพราะไม่บ่อยนักที่เราเห็นอุปกรณ์ Gadget ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้กลุ่มคนผู้พิการได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยสาเหตุเรื่องผลกำไรของธุรกิจ จึงเป็นเรื่องปกติที่เราจะเห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ มักถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์คนกลุ่มแมสที่เป็นคนธรรมดา เหล่าผู้พิการที่เป็นคนกลุ่มน้อยจึงมักถูกมองข้ามอยู่เสมอ แต่อุปกรณ์ที่อยู่บนข้อมือที่รูปร่างหน้าตาคล้ายนาฬิกาอัจฉริยะ (Smart watch) ที่บริษัท Sunu สร้างขึ้นมาจะทำให้ผู้พิการทางสายตาสามารถเดินบนถนนเหมือนคนทั่วไปได้อีกครั้ง ได้ไม่ต้องพึ่งพาสุนัขนำทางหรือแม้แต่ไม้เท้าคำทางอีกต่อไปแล้ว
ผู้ที่สวมอุปกรณ์ชิ้นนี้บนข้อมือจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของวัตถุรอบๆ ตัว ยกตัวอย่าง เช่น ผู้คน ประตู ถังขยะ หรือแม้แต่เสาไฟฟ้า โดยที่พวกเขายังจำเป็นต้องเดินเข้าไปใกล้สิ่งเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ
เทคโนโลยีชนิดนี้ใช้เทคนิคส่งคลื่น Sonar (Sound navigation and ranging) เพื่อหาระยะห่างของวัตถุ คล้ายกับเรือที่อยู่บนผิวน้ำที่ส่งคลื่น Sonar ลงไปด้านล่างเพื่อหาตำแหน่งของปลาหรือหาความลึกของท้องทะเล เมื่อคลื่นเสียงนี้ไปกระทบกับวัตถุและสะท้อนกลับมาที่เซ็นเซอร์ตัวรับ อุปกรณ์ชิ้นนี้ก็จะตอบสนองด้วยการสั่นเพื่อบอกว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ข้างหน้า สั่นแรงหรือเบาขึ้นอยู่กับระยะห่างใกล้หรือไกลของวัตถุจากตัวผู้ใช้
เฟอร์นันโด อัลเบอร์ดตริโอ ซึ่งเป็นทั้งผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทและผู้พิการที่มีความบกพร่องทางสายตา (Legally blind) เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่มคนที่มีความสามารถทางการมองเห็นต่ำกว่าคนปกติ ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น รวมทั้งมีลานสายตาไม่เกิน 20 องศา (คนปกติคือ 180 องศา) เขาบอกระหว่างให้สัมภาษณ์ว่า
“อุปกรณ์ชิ้นนี้ช่วยให้รู้สึกมั่นใจมากขึ้นเวลาเดินไปมาตามท้องถนน ซึ่งโดยปกติแล้วต้องคอยถามตัวเองอยู่เสมอว่า นี่เรากำลังเดินไปไหน?"
เขาและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทหวังว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้พิการทางสายตาทั้งหลาย โดยจากสถิติแล้วมีมากกว่า 10 ล้านคนทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา (ในประเทศไทยมีประมาณ 1.9 ล้านคน) แต่ด้วยจำนวนการผลิตที่ยังน้อยและความยุ่งยากของเทคโนโลยีชนิดใหม่
ปัญหาหลักของอุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้คือราคาที่ค่อนข้างเข้าถึงได้ยาก (ชิ้นหนึ่งตกอยู่ราวๆ 1 หมื่นบาท) และคงใช้เวลาอีกสักพักว่าจะมีการแข่งขันในตลาดเพื่อช่วยดึงราคาให้ต่ำลงมาได้อีกนิดหน่อย แต่อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น กลุ่มเป้าหมายลูกค้าไม่ได้มีจำนวนมากมายเท่าไรนัก ถึงมีแต่ก็อาจจะไม่ได้มีทุนทรัพย์ที่สามารถหาซื้อมาสวมใส่ได้อีกนั้นแหละ
Sunu ไม่ใช่คนกลุ่มแรกที่พยายามใช้เทคนิคคลื่นเสียงเพื่อช่วยให้ผู้พิการทางสายตาเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น บริษัท iMerciv ก็มีผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันแต่เป็นคลิปติดหน้าอกเพื่อส่งคลื่นเสียงไปข้างหน้าเพื่อตรวจสอบว่ามีวัตถุอะไรขวางทางอยู่รึเปล่า
หรือแม้กระทั่งมีคนอย่าง แดเนียล คิช ที่สูญเสียการมองเห็นตั้งแต่อายุ 13 เดือน เขาฝึกฝนใช้ความสามารถในการกระดกลิ้นแล้วฟังเสียงสะท้อนกลับมาเพื่อให้ “เห็น” ว่ามีอะไรที่อยู่ข้างหน้า (ลองนึกถึงค้างคาว) หรือแม้แต่อุปกรณ์รูปร่างหน้าตาคล้ายแว่นตา VR (Virtual Reality) ที่เรียกว่า eSight ที่เป็นอุปกรณ์ช่วยในการมองเห็นก็ใหญ่เทอะทะและนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันค่อนข้างยาก แต่สิ่งที่อุปกรณ์ของ Sunu ต่างออกไปคือมันสามารถนำไปใช้กับคนอื่นที่ไม่ใช่ผู้พิการได้อีกด้วย อย่างคนปั่นจักรยานในเมืองที่ต้องคอยระมัดระวังตัวจากอุบัติเหตุต่างๆ เป็นต้น
การได้เห็นอุปกรณ์เหล่านี้โผล่ขึ้นมาเป็นครั้งคราว ทำให้ผมรู้สึกว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ยังไม่ถูกสังคมหลงลืมทั้งหมดซะทีเดียว ยังมีผู้คนที่อยากช่วยพัฒนาการใช้ชีวิตพื้นฐานของพวกเขา อย่างแค่การยืนเข้าแถวเพื่อซื้อของหรือการเปิดประตูเป็นเรื่องที่ไม่ลำบากเกินไปนัก
มันคงจะดีไม่น้อยถ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ของ Sunu กลายมาเป็นดวงตาคู่ใหม่ของผู้พิการทางสายตาในโลกยุคใหม่ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น หรืออย่างน้อยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐช่วยออกค่าใช้จ่ายแม้เพียงบางส่วน
เพราะสำหรับผมถ้าเลือกได้ว่าอยากให้เงินที่เสียภาษีของตนเองไปไหน ก็คงเป็นการพัฒนาคุณภาพขีวิตของพวกเขาเหล่านี้ให้มากขึ้นแม้เพียงสักนิดก็ยังดี







