posttoday
ของเก่าเล่าใหม่ ก้าวต่อไปของ Apple และ Tim Cook

ของเก่าเล่าใหม่ ก้าวต่อไปของ Apple และ Tim Cook

22 กรกฎาคม 2560

ระยะเวลาสิบปีจะว่านานก็นานจะว่าสั้นก็สั้น ระหว่างที่บริษัทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกกำลังวุ่นวายอยู่กับการผลิต PDA รุ่นใหม่

โดย...โสภณ ศุภมั่งมี ภาพ  : เธมส์THINKต่าง

ระยะเวลาสิบปีจะว่านานก็นานจะว่าสั้นก็สั้น ระหว่างที่บริษัทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกกำลังวุ่นวายอยู่กับการผลิต PDA รุ่นใหม่ (ยังจำกันได้ไหมที่ใช้ปากกาเล็กๆ จิ้มหน้าจอ) ที่ตอนนั้นถือว่าไฮเทคล้ำหน้าสุดๆ เป็นสินค้าที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองการทำงานของประชากรแค่หยิบมือ ราคาที่สูงและความซับซ้อนในการใช้งานทำให้เข้าถึงได้ยาก

ส่วนบริษัทโทรศัพท์มือถือเจ้าใหญ่ๆ ก็ยังผลิตโทรศัพท์ในรูปแบบเดิมๆ มาป้อนสู่ตลาดโดยไม่มีการคิดค้นอะไรใหม่ๆ (อาจจะมีหน้าจอสี กล้องถ่ายรูปนิดๆ หน่อยๆ แต่รูปแบบก็ยังคงเดิม)

จู่ๆ สตีฟ จ๊อบส์ ก็เปิดตัวไอโฟนเป็นครั้งแรกสู่สายตาชาวโลกในวันที่ 29 มิ.ย. 2007 เป็นการผสมผสานของเทคโนโลยี PDA iPod และโทรศัพท์เข้าด้วยกันภายในเครื่องเดียว แถมยังใช้นิ้วรูดสัมผัสหน้าจอได้เลยโดยไม่ต้องอาศัย Stylus นวัตกรรมเปลี่ยนโลกถือกำเนิดขึ้นในวันนั้น

สิบปีต่อมา แอปเปิ้ลขายไอโฟนไปแล้วทั้งหมด 1.2 พันล้านเครื่อง นับเป็นเงินจำนวน 740 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 26 ล้านล้านบาท) ในปีที่แล้วรายได้กว่า 2/3 ของแอปเปิ้ลมาจากเทคโนโลยีชิ้นนี้

ถึงแม้ตัวเลขดูสวยหรู ยังไม่ต้องกังวลว่าอยู่ๆ ทุกคนจะหยุดซื้อไอโฟน แล้วหันไปใช้ยี่ห้ออื่นกันหมดคงเป็นไปไม่ได้ แต่บนยอดเขามักไม่ค่อยมีที่ให้ไปนัก นอกจากทางเดินลงไปข้างล่าง มีคนเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าก้าวต่อไปของไอโฟน คืออะไร?

แอปเปิ้ลยังคงจะสร้างสินค้าที่สามารถเปลี่ยนโลกได้อย่างไอโฟนอีกครั้งไหม? ทิม คุค กำลังจะพาแอปเปิ้ลเข้าสู่ยุคตกต่ำรึเปล่า? หรือแอปเปิ้ลได้ผ่านจุดสุดยอดมาแล้ว?

ตัวเลขการเติบโตของผู้ใช้สมาร์ทโฟนนั้นช้าลงทีละนิด โดยเฉลี่ยแล้ว 2/5 ของประชากรโลกใช้อยู่เป็นประจำทุกวัน แต่นับวันตลาดสมาร์ทโฟนยิ่งมีการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างการเปิดตัวของออปโป อาร์9 เมื่อปีก่อนในประเทศจีน ยิ่งทำเราสังเกตเห็นได้ง่ายขึ้นว่ายอดขายไอโฟน ในประเทศที่เป็นตลาดใหญ่อันดับสองรองจากอเมริกานั้นลดลงกว่าปีก่อนๆ

ทุกปีแอปเปิ้ลใช้เงินประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สำหรับการทำวิจัย แต่ก็เหมือนว่าคนก็ยังไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไรว่าบริษัทจะสร้างอะไรใหม่ๆ ได้อีก มีหลายครั้งที่แอปเปิ้ลพยายามบริหารความเสี่ยงโดยการหันไปลงทุนในส่วนอื่นๆ แต่ส่วนมากก็ยังไม่เป็นที่นิยมกันสักเท่าไหร่นัก

ยกตัวอย่างเช่น แอปเปิ้ล ทีวี ที่ผ่านมาไม่รู้กี่ปีก็ยังคงเป็นเพียงตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้กับเซอร์วิสของบริษัทอื่นๆ  อย่างเน็ตฟลิกซ์ ไม่สามารถสร้างเม็ดเงินจากธุรกิจนี้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือเพิ่งที่ผ่านมาไม่นาน ทิม คุค ออกมาพูดถึงจุดมุ่งหมายใหม่ของบริษัทในการก้าวเข้าสู่ตลาดการคมนาคม

โดยทางบริษัทมีแผนที่จะสร้างระบบรถยนต์ไร้คนขับเหมือนกับอูเบอร์ และกูเกิล แต่ถึงแม้ว่าแอปเปิ้ลอาจจะสร้างดีไซน์สวยๆ ให้กับรถยนต์สักคัน แต่การเปลี่ยนจากผู้ขายสินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาเป็นผู้ให้บริการในระบบขนส่ง ไม่ใช่ว่าแอปเปิ้ลไม่มีทางทำได้นะ แต่มันดูเป็นก้าวที่ใหญ่โตเกินไปและมองออกยากว่าจะเป็นจริงได้สักแค่ไหน

แต่แอปเปิ้ลถือว่ามีบุญเก่าอันแข็งแกร่งที่สะสมมาตลอดทศวรรษ ถึงแม้ว่าไอโฟนไม่ได้เป็นสินค้าใหม่ที่สร้างความตื่นตะลึงช็อกโลกอีกต่อไป แต่รุ่นต่อไปอาจจะมีอะไรใหม่ๆ ที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ยอดขายถล่มทลายกันอีกครั้งหนึ่ง

มีแหล่งข่าวหลายสำนักถึงขั้นพูดเอาไว้เลยว่า สำหรับแอปเปิ้ลแล้ว ไอโฟนอันต่อไปคือ "The iPhone" หรือเป็นไอโฟนที่เข้าขั้นเพอร์เฟ็กต์ชั่น แน่นอนว่ามีคนพยายามสร้างกระแสต่างๆ นานา เกี่ยวกับรายละเอียดของไอโฟนตัวใหม่สำหรับการฉลองครบรอบสิบขวบ

มีทั้งการใช้กล้องสามมิติ การล็อกอินแบบ facial recognition มาพร้อมหน้าจอแบบ OLED และอื่นอีกมากมาย แต่ในบรรดาข่าวที่ลือกันตามโลกโซเชียลทุกวัน มีเทคโนโลยีหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าจะทำให้แอปเปิ้ลกลับมาสร้างความฮือฮาได้อีกครั้งหนึ่ง นั้นก็คือ Augment Reality (AR)

ถ้าใครไม่คุ้นกับ AR ขอให้นึกถึงเกม Pokemon GO ที่เป็นกระแสในบ้านเราในช่วงก่อน อธิบายสั้นๆ ว่ามันคือการเอาข้อมูลของโลกดิจิทัลมาวางทับไว้บนภาพของโลกแห่งความจริง ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้แอปเปิ้ลได้ประกาศว่ากำลังพัฒนา ARKit เพื่อให้นักซอฟต์แวร์โปรแกรมเมอร์นั้นเอาไปใช้สร้างแอพสำหรับ AR

ตรงนี้เองที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคล้ายกับตอนที่แอปเปิ้ลเริ่มต้นเปิดให้ใช้แอพสโตร์ ในปี 2008 ต่อจากนั้นคลื่นซึนามิของแอพพลิเคชั่นก็โหมกระหน่ำกันเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน มันเป็นระบบนิเวศอันสมบูรณ์แบบ เมื่อมีแอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ คนเหล่านี้ก็มีเหตุผลที่จะใช้ไอโฟนต่อไปเรื่อยๆ

ตอนนี้มีแอพพลิเคชั่นของอิเกีย ที่ทดลองใช้ AR โดยวิธีการทำงานของมันคือให้ผู้ใช้ชี้กล้องถ่ายรูปไปในพื้นที่ต่างๆ แล้วสามารถเอาเฟอร์นิเจอร์ของอิเกีย (ซึ่งเป็นข้อมูลดิจิทัล) ลองจัดวางดูได้ทันทีว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหนในพื้นที่นั้นๆ

ลองคิดถึงความเป็นไปได้ของการใช้ AR ในแอพพลิเคชั่นอื่นๆ อย่างการเล่นเกมหาของตามที่ต่างๆ การช็อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ต การก่อสร้าง หรือแม้แต่แค่การเดินบนถนนในเมือง แล้วยกกล้องขึ้นมาชี้ไปข้างหน้า เปิดแอพพลิเคชั่นขึ้นมาแล้วมันบอกรายละเอียดของร้านค้าต่างๆ ที่อยู่ข้างหน้าเราตอนนี้ได้ทั้งหมด แค่นั้นมันก็เปิดโลกของความเป็นไปได้ในการใช้ AR ได้อย่างมากมายเลยทีเดียว

ถ้าตอนนี้แอปเปิ้ลสามารถยึดหัวหาดของตลาด AR ได้ พวกเขาก็จะสร้างระยะห่างจากคู่แข่งตัวฉกาจอย่างกูเกิลได้อีกพักใหญ่ๆ เพราะถึงแม้ตอนนี้กูเกิลจะมี Tango ที่เป็นแพลตฟอร์มของ AR แต่ก็ใช้ได้แค่โทรศัพท์เพียงสองรุ่น คือ Lenovo Phab 2 Pro กับ Asus Zenfone AR โดยมีจำนวนผู้ใช้แค่หนึ่งหยิบมือและแอพพลิชั่นน้อยมาก

ถึงตรงนี้เรายังบอกไม่ได้หรอกว่า ทิม คุค จะตัดสินใจยังไงกับอนาคตของบริษัทแอปเปิ้ล อาจจะทุ่มสุดตัวกับระบบรถยนต์ไร้คนขับเพื่อสู้กับอูเบอร์ และกูเกิล หรือจะหันกลับมาให้ความสำคัญกับโปรดักส์ที่สร้างเม็ดเงินมหาศาลของบริษัทอีกครั้งหนึ่ง

ไอโฟนรุ่นต่อไป มันอาจจะมีทุกอย่างที่เราคาดหวังกันไว้ หรืออาจจะไม่มีอะไรให้หัวใจเต้นแรงเท่าไหร่นัก เหมือนช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ตอนนี้แอปเปิ้ลอาจจะยังกินบุญเก่าไม่หมด แต่ถ้าไม่เริ่มสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาบ้าง สิ่งที่มีก็อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน