
ระเบิดเชิงสัญลักษณ์
ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
เพิ่งเขียนประณามกลุ่มบีอาร์เอ็นที่วางระเบิดห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีใน จ.ปัตตานี ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน วันนี้ต้องเขียนประณามคนร้ายที่วางระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งซุกซ่อนมาในกระเช้าดอกไม้เยี่ยมคนป่วยเพื่อการอำพรางไม่ให้คนสงสัย การกระทำดังกล่าวถือว่าผิดวิสัยของมนุษย์ทั่วไป ซึ่งบางคนแม้จะมีความโหดเหี้ยม แต่จะไม่เคยวางระเบิด หรือก่อเหตุร้ายในโรงพยาบาล แม้แต่ในสงครามก็ยังมีข้อตกลงว่าจะไม่มีการทิ้งระเบิดหรือโจมตีโรงพยาบาล คนที่เกี่ยวข้องกับการวางระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อเช้าวันที่ 22 พ.ค. 2560 ไม่ว่าจะเป็นคนสั่งการ คนวางแผน คนลงมือ รวมทั้งพวกที่สนับสนุนในการจัดหาอุปกรณ์ ไม่รู้ว่าจิตใจของมันทำด้วยอะไรถึงโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ ที่กล้าทำร้ายคนป่วย การทำร้ายพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ถือว่าเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมป่าเถื่อน แต่การทำร้ายคนป่วยซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์และมีความทุกข์อยู่แล้ว ถือว่าชั่วช้าสามานย์ยิ่งกว่าจนยากจะสรรหาถ้อยคำใดๆ มาพรรณนาได้
โรงพยาบาลเป็นสถานที่ที่เป็น กลางทางการเมือง รับรักษาคนป่วยโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา เพศ เผ่าพันธุ์ ไม่คำนึงถึงว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองเช่นไร คนเสื้อแดง เสื้อเหลือง จะได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์และพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน คนเจ็บป่วยถือว่าเป็นผู้ที่มีความทุกข์อยู่แล้ว แต่กลุ่มคนร้ายกลับไปซ้ำเติมความทุกข์ของเขาอีก ถือว่าเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม และเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง จะเรียกว่าเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติก็คงไม่ผิดนัก
เชื่อว่าคนทั่วไปสามารถสรุปได้อย่างไม่ลังเลใจเลย ว่า ระเบิดดังกล่าวเป็นเรื่องการเมืองที่ต้องการลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล คาดว่า การวางระเบิดหน้าห้อง “วงษ์สุวรรณ” ซึ่งเป็นห้องพักรอของคนป่วย ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจของกลุ่มคนร้ายที่เลือกปฏิบัติการที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และใช้หน้าห้องนี้เป็นเป้าหมาย (ทั้งที่มีห้องชื่อนามสกุลของผู้นำทหารคนอื่นอยู่ติดกัน) คนร้ายตั้งใจกระทำในวันที่ 22 พ.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 3 ปีที่ คสช.ยึดอำนาจจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หากจะสรุปในชั้นแรกว่าคนที่ทำน่าจะเป็นคนที่สูญเสียอำนาจและเป็นกลุ่มที่ต่อต้าน คสช.และรัฐบาลปัจจุบันก็คงจะไม่ผิดนัก
พล.อ.ประวิตร เป็นรองหัวหน้า คสช.และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ซึ่งมีผลงานโดดเด่นมาก ที่รัฐบาล คสช.ได้คะแนนสูงสุดทุกครั้งที่มีการสำรวจความคิดเห็นประชาชน ซึ่งพอใจกับการฟื้นฟูรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ไม่มีการชุมนุมประท้วงให้เกิดความวุ่นวาย ไม่มีการเดินขบวน การเอาอาวุธสงครามมาลอบทำร้ายฝ่ายตรงข้ามจนบาดเจ็บล้มตาย มีการจัดระเบียบสังคมด้านต่างๆ ปราบปรามผู้มีอิทธิพล อาวุธเถื่อน ยาเสพติด อาชญากรรม ความมั่นคงชายแดนที่ไม่มีใครเกเรกล้ามารุกล้ำล่วงเกิน จัดการเรื่องการค้ามนุษย์ ประมงผิดกฎหมาย จนสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทยได้ ท่านเป็นกำลังหลักสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้
นอกจากนั้น ท่านยังเป็นมือประสานสิบทิศกับพรรคและกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่อาจรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้ง หากฝ่ายตรงข้ามสามารถลด ทำลายความน่าเชื่อถือของท่านลงได้ไม่มากก็น้อย ก็อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังการเลือกตั้งได้ ดังนั้นการวางระเบิดหน้าห้องวงษ์สุวรรณจึงไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ
เป็นความตั้งใจของกลุ่มที่ลงมือปฏิบัติการก่อการร้ายที่เลือกเอาโรงพยาบาลเป็นเป้าหมาย เพราะเป็นสิ่งที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่คิดไม่ถึง และเป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ มาตรการรักษาความปลอดภัยอยู่ในระดับต่ำ การที่คนร้ายตั้งใจเลือกเอาวันที่ 22 พ.ค. 2560 เป็นวันลงมือปฏิบัติการเพราะเป็นวันครบรอบ 3 ปีที่ คสช.ยึดอำนาจ บังเอิญวันดังกล่าวเป็นวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันที่มีคนไปโรงพยาบาลมากที่สุด เพราะอั้นมาตั้งแต่วันเสาร์และอาทิตย์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของโรงพยาบาลทุกแห่ง นอกจากนั้น คนร้ายได้ตั้งใจใส่เศษตะปูและเหล็กตัดเพิ่มเข้าไปอีก จึงทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
เมื่อมีระเบิดการเมืองใน กทม.ครั้งใด คนร้ายจะพยายามทำให้เหมือนว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาปฏิบัติการใน กทม. โดยทำระเบิดให้มีลักษณะ หรือมี “ซิกเนเจอร์” คล้ายคลึงการระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เจ้าหน้าที่ก็ดูออก วิธีการตบตาให้ดูเหมือนว่าเป็นฝีมือของกลุ่มชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องเก่า ทำกันมาตั้งแต่ปี 2550 หรือก่อนหน้านั้น จนเจ้าหน้าที่จับผิดได้ แต่พวกนี้ก็ยังพยายามป้ายสีไปยังกลุ่มก่อการร้าย 3 จังหวัดภาคใต้อีก
หลายคนสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ไม่รู้หรือว่าจะมีการลอบวางระเบิด อีกทั้งไม่ได้ต้องระมัดระวังป้องกันไว้บ้างเลยหรือ จึงปล่อยให้มีการระเบิดรุนแรงเช่นนี้ เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงน่าจะคาดเดาได้ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีการวางระเบิดไปป์บอมบ์ที่มีอำนาจทำลายร้ายแรงต่ำมาก่อนแล้วที่หน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนราชดำเนิน และหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่พิสูจน์ได้ว่าคนทำคือกลุ่มเดียวกัน และทำในช่วงเวลาใกล้ครบรอบ 3 ปีของการยึดอำนาจ โดย คสช.หน่วยงานความมั่นคงคาดเดาออกว่ามีแนวโน้มค่อนข้างแน่นอนว่า จะมีการก่อเหตุร้ายก่อกวนในช่วงก่อนระหว่างและหลังวันครบรอบดังนั้น จึงมีการระมัดระวังป้องกัน ตรวจสอบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดว่า ยังทำงานได้ดีทุกกล้องหรือไม่ มีการตรวจตราถี่ขึ้น แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า คนร้ายจะลงมือปฏิบัติการที่โรงพยาบาล ถือว่าคนร้ายเลือกเป้าหมายซึ่งเจ้าหน้าที่และคนทั่วไปคาดไม่ถึง
กลุ่มคนที่วางระเบิดอาจคิดว่า ตนเองประสบความสำเร็จที่ “ตบหน้า” รัฐบาลได้ แต่พวกเขาคาดไม่ถึงว่า ปฏิกิริยาโต้กลับจากประชาชนรุนแรงหลายเท่า เพราะ (1) ประชาชนรับ ไม่ได้ที่มีการก่อการร้ายในโรงพยาบาลซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ปลอดจากความขัดแย้งทุกรูปแบบ (2) ในช่วงไว้ทุกข์ให้กับการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และในช่วงเปลี่ยนผ่านรัชกาล ประชาชนต้องการบ้านเมืองที่สงบเรียบร้อย เวลานี้คนที่อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดกำลังร้อนตัวและพยายามปล่อยข่าวใส่ร้ายป้ายสีว่ารัฐบาลเป็นคนวางระเบิดเอง เพราะต้องการคะแนนสงสารจากประชาชนเนื่องจากความนิยมของรัฐบาล คสช.กำลังทรุด
คนเลวมักจะคิดว่าคนอื่นก็เลวเหมือนตัวเอง







