posttoday
บ้านนี้...เมืองนี้

บ้านนี้...เมืองนี้

13 พฤษภาคม 2560

ในช่วง 10 ปีมานี้ ทำไมประเทศไทยดูไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างกันเท่าไหร่

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ในช่วง 10 ปีมานี้ ทำไมประเทศไทยดูไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างกันเท่าไหร่

ส่วนหนึ่งอาจมองได้ว่าเกิดมาจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ฝ่ายการเมืองต่างตั้งกองทัพของตัวเองห้ำหั่นเข้าใส่กันอย่างไม่ลดละ นับดูแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งเห็นจะได้ คิดเป็นค่าเฉลี่ยทุก 2 ปีจะมีม็อบออกมาตามท้องถนนให้เห็น

มีทั้งม็อบปิดสนามบิน ม็อบยึดทำเนียบรัฐบาล ม็อบปิดใจกลางเมือง ฯลฯ เรียกว่ามีให้เห็นทุกรูปแบบ แม้ยุทธวิธีจะต่างกัน แต่มีสิ่งเดียวที่เหมือนกัน คือ การอ้างเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ

เสรีภาพในรัฐธรรมนูญตอนแรกก็นึกว่าเป็นสิ่งเพ้อฝัน แต่เอาเข้าจริงเพิ่งมาจับต้องได้ก็ตอนมีม็อบนี่แหละ เพราะทุกสีต่างอ้างรัฐธรรมนูญเพื่อทำโน่นนี่นั่นกันสารพัด ใครเห็นต่างก็เจอล้อมและบังคับทางกายภาพ ยังไม่นำพวกวาทกรรมแห่งเกลียดชังที่ตามมาอีกจำนวนไม่น้อย

แต่จะโทษว่าม็อบอย่างเดียวก็คงไม่ถูก เพราะเราก็ต้องมาเหมือนกันว่าทำไมม็อบถึงออกมา?

รัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยต่างมีรอยด่างพร้อยให้เห็นไม่แพ้กัน บางรัฐบาลบริหารเก่ง แต่มีปัญหาความไม่โปร่งใส และผลประโยชน์ทับซ้อน บางรัฐบาลบริหารไม่เก่ง แต่มีนายกรัฐมนตรีที่พูดโอ้โลมเก่ง หรือบางรัฐบาลมีเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา แต่ก็ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ไม่เหมาะสม

จึงไม่แปลกใจที่ม็อบจะพาเหรดกันออกมาขับไล่รัฐบาล (ส่วนใครจะมีวาระซ่อนเร้นอย่างไร ก็สุดแล้วแต่มุมมองของแต่ละบุคคล)

จนมาวันหนึ่งวันที่ประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่ได้เบ่งบานเหมือนในอดีต เพราะมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่อ้างเป็น “คณะคืนความสุขให้คนในชาติ” เข้ามาทำหน้าที่

บ้านเมืองก็แลดูสงบนี้ ไร้ม็อบตามท้องถนน ไม่มีเหตุการณ์การทะเลาะเบาะแว้งในสภาให้อับอายขายขี้หน้าเหมือนในอดีต

แต่ทำไมดูเหมือนว่าประเทศไทยยังเป็นไปไม่ได้ดั่งใจ

กิจการบ้านเมืองก็ดูเป็นระเบียบ แต่ทำไมกิจการทางสังคมกลับไร้ซึ่งระเบียบวินัยอย่างสิ้นเชิง โดยเรายังเห็นคนจำนวนไม่น้อยฝ่าฝืนกฎหมายกันอย่างหน้าชื่นตาบาน

เช่น การขับรถจักรยานยนต์บนทางเท้า การปฏิเสธผู้โดยสารของผู้ให้บริการ การปล่อยให้คนเมายังมาขับรถตามถนน การปล่อยให้มีเด็กแว้นออกมาป่วนเมือง การปล่อยให้คนรวยได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามครรลองที่ควรจะเป็น เป็นต้น

ที่ยกตัวอย่างมานี้ล้วนมีกฎหมายบัญญัติไว้ทั้งนั้น อย่างกรณีการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ย่อมต้องผิด พ.ร.บ.การจราจรทางบก พ.ศ. 2522 หรือการเลือกปฏิบัติกับการดำเนินคดีอาญากับบางคนก็เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ไม่รู้เหมือนกันว่าประเทศอื่นมีกฎหมายที่บังคับใช้กับคนในประเทศกี่ฉบับ แต่เชื่อว่าประเทศไทยย่อมไม่เป็นสองรองใครในเรื่องปริมาณแน่นอน

เพราะหลักๆ เรามีประมวลกฎหมาย 4 ฉบับ ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายอาญา และประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ยังไม่นับพระราชบัญญัติที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแทบไม่เว้นแต่ละวัน

แต่ทั้งหมดก็เป็นอย่างที่เห็น...

หากจะบอกว่าความหมักหมมของปัญหาเกิดจากอะไร คงหนีไม่พ้นเรื่องปัญหาสภาพการบังคับใช้กฎหมาย

บ้านเมืองเรามีกฎหมายมากมายไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่สภาพการบังคับใช้นั้นกลับเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้เท่าไหร่ก็ไม่ตก

ยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวง่ายๆ อย่างการขับรถ ทุกวันนี้ตามถนนมีป้ายบอก “ห้ามจอด” แต่คนก็ยังจอด ตามสี่แยกมีไฟแดงก็ขับฝ่ามันแบบไม่เกรงใจใคร

ถ้าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเอาจริงเอาจังก็ช่วยได้ เพราะกฎหมายที่ดีไม่ใช่กฎหมายที่เน้นปริมาณ แต่กฎหมายจะดีได้นั้นต้องทำให้กระบวนการบังคับใช้เป็นไปได้จริง

ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดกระบวนการ “มองตา-รู้ใจ” ระหว่างผู้กระทำผิดกับผู้ควบคุมกติกาที่หย่อนยาน เพราะล้วนเป็นบ่อเกิดของการทุจริตในลักษณะค่อยลุกลามเป็นมะเร็งร้าย

ต้องไม่ลืมนะครับ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 บัญญัติให้การรับสินบนของเจ้าพนักงานมีโทษถึงประหารชีวิต เป็นบทกฎหมายที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2502 สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ผ่านมา 58 ปี เคยมีการลงโทษประหารชีวิตคนที่ทำผิดข้อหานี้บ้างหรือไม่

บ้านนี้เมืองนี้ก็แบบนี้...จะปฏิรูปทั้งทีอย่าให้เป็นแค่การตัดริบบิ้นแล้วก็เงียบหายไป

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว