posttoday
เมื่อสมาร์ทโฟนครองโลก (และด้านมืดของมัน) Mobile Takes All

เมื่อสมาร์ทโฟนครองโลก (และด้านมืดของมัน) Mobile Takes All

11 มีนาคม 2560

ปีนี้เป็นปีครบรอบทศวรรษของไอโฟน แบรนด์ที่ถือได้ว่าสร้างการเปลี่ยนแปลงของวงการการสื่อสารโลกได้มากที่สุด

โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง

 ปีนี้เป็นปีครบรอบทศวรรษของไอโฟน แบรนด์ที่ถือได้ว่าสร้างการเปลี่ยนแปลงของวงการการสื่อสารโลกได้มากที่สุด ไอโฟนได้ขยายขอบเขตของการใช้โทรศัพท์และได้เปลี่ยนพฤติกรรมของคนเราไปด้วย

 จริงๆ แล้วไอโฟนไม่ได้เป็นเจ้าแรกที่ผลิตสมาร์ทโฟนนะครับ ใครเกิดรุ่นเดียวกันกับผมคงเคยได้ยินพีดีเอโฟน (PDA Phone-Personal Digital Assistance Phone) คงพอจะจำความยิ่งใหญ่ของปาล์ม (Palm OS) และระบบปฏิบัติการอย่าง Window Mobile ที่อยู่ในโทรศัพท์พีดีเอหลายๆ ยี่ห้อสมัยก่อนทั้งซีเมนส์ (Siemens) เบนคิว (BenQ) แบล็กเบอร์รี่ (Blackberry) ก็เป็นอีกแบรนด์ แต่ทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากเท่ากับไอโฟน และตามมาด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์(Android) ของกูเกิลที่เปิดตัวในปี 2008 ที่ทำให้สมาร์ทโฟนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

 ข้อมูลจาก Pew Research ที่ทำการสำรวจในปี 2016 พบว่า ประชากรโลกราว 2,800 ล้านคนมีสมาร์ทโฟนใช้งาน และคาดว่าภายในปีนี้ยอดของผู้ใช้งานจะทะลุถึง 3,000 ล้านคนอย่างแน่นอน การสำรวจยังพบว่าในประเทศที่กำลังพัฒนามีคนใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตกหรือประเทศที่กำลังจะหลุดพ้นจากความยากจน เช่น บราซิล มาเลเซีย หรือจีน เป็นต้น ซึ่งก็น่าจะเป็นแนวโน้มเหมือนๆ กันกับในกรุงเทพฯ

 สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจาก "จำนวน" ของสมาร์ทโฟนก็คือการใช้งานของมัน

 คนที่ใช้สมาร์ทโฟนส่วนมาก ไม่ได้ใช้โทรอีกต่อไป วันหนึ่งๆ เราคุยกันน้อยลงมาก แต่เราใช้เวลาอยู่กับการแชตบนเฟซบุ๊ก ส่งรูปในไลน์ โพสต์รูปบนอินสตาแกรม ดูหนังผ่านยูทูบ ฟังเพลง ฯลฯ เป็นการเข้าถึงข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต

 หากเราเอาไอโฟนเป็นจุดเปลี่ยนของการใช้งาน ปี 2016 เป็นปีแรกที่การใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนแซงหน้าการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเดสก์ท็อปหรือโน้ตบุ๊กได้เป็นผลสำเร็จ การสำรวจของ Stat Counter พบว่า เมื่อเดือน ต.ค.ปี 2016 มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนทั่วโลกคิดเป็นร้อยละ 51.2 ขณะที่เราเข้าอินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์อยู่ที่ร้อยละ 48.7

 จากการคาดการณ์ของ Zenith’s Media Consumption Forecasts บริษัทวิจัยการตลาดอีกแห่งหนึ่งก็คาดการณ์ไว้เหมือนกันว่า หากไม่มีอะไรผิดพลาด ปี 2017 น่าจะมีคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนเพิ่มอีกร้อยละ 28

 ข้อมูลสำคัญที่ทำให้ทั้งสองสำนักกล้าฟันธงเหมือนกันก็คือ ยอดขายของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ลดลงและข้อมูลจากกูเกิล ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจิ้นรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็บ่งชี้ว่า เราใช้เวลากับสมาร์ทโฟนของเรามากกว่าคอมพิวเตอร์แล้วจริงๆ

 ลองเดากันเล่นๆ ไหมครับว่า ทุกวันนี้เราใช้เวลาเฉลี่ยกับสมาร์ทโฟนของเราเท่าไหร่?

 ข้อมูลจาก Mobileinsurance.com บอกว่า ทุกวันนี้เราใช้เวลาเฉลี่ยต่อวันกับสมาร์ทโฟนราว 84 นาที นั่นหมายถึงปีหนึ่งเราจะใช้เวลากับสมาร์ทโฟนของเราประมาณ 23 วันและคิดเป็นเวลาเกือบ 4 ปีสำหรับทั้งชีวิต (อีกหน่อยเวลารถติดในกรุงเทพฯ ก็คงพอๆ กัน) สัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นในปี 2018 ถึงตอนนั้นเราน่าจะใช้เวลาอยู่กับสมาร์ทโฟนทะลุ 112 นาที/วัน

 ข้อมูลพวกนี้ดูเป็นตัวเลขที่น่าสนุกและสำหรับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั้งหลาย ข้อมูลเหล่านี้มีส่วนอย่างมากต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ในอนาคต ซึ่งผมคิดว่าแบรนด์ทั้งหลายรู้ดีอยู่แล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่เราจะเริ่มเห็นในปีนี้ก็คือ แนวโน้มของสมาร์ทโฟนจะสร้างมาตรฐานใหม่ของหน้าจอ ซึ่งต้องใหญ่ขึ้นขนาด 5.7-6 นิ้ว จะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคมองหาเพื่อสนองตอบต่อการใช้งานทั้งในแง่ของการรองรับสังคมผู้สูงอายุที่ต้องการหน้าจอโทรศัพท์ที่ใหญ่และชัดมากขึ้น

 ตัวเครื่องที่ใหญ่ขึ้นหมายถึงพื้นที่ในการใส่แบตเตอรี่ของเครื่องก็มากขึ้น รวมไปถึงการปรับการใช้งานให้สอดคล้องกับลักษณะทางธุรกิจที่จะตามมาอีกด้วย เช่น การให้ความสำคัญกับกล้องด้านหน้า (Front Camera) เพราะเนื้อหาประเภทวิดีโอบนสังคมออนไลน์กลายเป็นเนื้อหาที่ได้รับความนิยมมากขึ้น

 การใช้งานคลาวด์ก็จะถูกลงเรื่อยๆ ทั้งหมดก็สอดคล้องไปกับรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น การ Live Streaming หรือถ่ายทอดสดที่จะกลายเป็นแหล่งหารายได้ใหม่ของ Social Influencer และสถานีโทรทัศน์ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างจริงจังมากขึ้น และด้วยช่องทางการ "จ่ายเงิน" ทางออนไลน์ที่สะดวกมากขึ้น ก็ทำให้การใช้จ่ายค้าขายบนสมาร์ทโฟนทำได้ง่ายมากขึ้นเรื่อยๆ

 ธุรกิจไหนที่มองเห็นแนวโน้มเหล่านี้ก่อนและปรับตัวได้ก่อน ก็ย่อมมีโอกาสในการประสบความสำเร็จมากขึ้น

 อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ผมนึกถึงบทสัมภาษณ์ของ เอ็มม่า วัตสัน ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสารวานิตี้ แฟร์ เล่มเดือน มี.ค. ล่าสุดไม่ได้ว่า เธอพยายามไม่เซลฟี่กับแฟนๆ หรือใครใดๆ เลย หากไม่ใช่การไปออกงาน เพราะหลังจากที่เธอถ่ายรูปกับแฟนคลับคนแรก อีกไม่ถึง 10 นาที คนที่อยู่ในละแวกนั้นก็จะพุ่งตรงมาหาเธอ ขอถ่ายรูปกับเธอและเธอไม่มีทางรู้ได้เลยว่า รูปเหล่านั้นที่ถ่ายไป ถูกเอาไปใช้หรือมีคนเอาไปพูดถึงอย่างไรบ้าง

 "นั่นทำให้ฉันรู้สึกหวาดระแวง"

 สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมากไม่น้อยกว่าความน่าตื่นเต้นทางเทคโนโลยีและโอกาสทางธุรกิจก็คือ การจัดการกับปัญหาทางสังคมแบบนี้ ทุกวันนี้เรามีข้อมูลมากมายที่ไหลบ่าเข้ามาในสื่อสังคมออนไลน์ และแทบไม่มีการตรวจสอบใดๆ ว่ามันเหมาะกับเด็กหรือไม่?

 การสำรวจเรื่องการเพิกเฉยต่อความรุนแรงเมื่อไม่นานมานี้ของเอแบคโพลล์ พบว่า ร้อยละ 62 ของคนไทยนิ่งเฉยเมื่อพบความรุนแรง เพราะมองว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล

 ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือพบว่าภาพความรุนแรงที่สามารถหาดูได้ง่ายขึ้นผ่านอินเทอร์เน็ต (หรือการบันทึกเหตุการณ์ความรุนแรงผ่านโทรศัพท์มือถือ) เป็นสิ่งที่ทำให้คนในยุคนี้มองว่า นี่เป็นเรื่องธรรมดา เป็นความรุนแรงที่แฝงมาในสื่อ (Media Violence) เช่น มากับเกม หรือเนื้อหาในยูทูบ หรือการว่าร้ายกันด้วยคำที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง

 เรื่องพวกนี้จริงๆ มีการศึกษากันตั้งแต่ปี 2008 ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ (ดู Journal of Experimental Social Psychology ฉบับวันที่ 3 พ.ค. ใน The effect of video game violence on physiological desensitization to real-life violence) พบว่า ความรุนแรงที่มากับเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายขึ้น สร้างผลกระทบต่อความคิดของเด็กและคนในยุคมิลเลนเนียมอย่างมาก มากกว่าความรุนแรงจากสื่อเก่าๆ อย่างโทรทัศน์หลายเท่า เพราะเข้าถึงได้ง่ายกว่ามาก ทั้งรัฐและพ่อแม่เองตามไม่ทันเทคโนโลยีที่จะป้องกันลูกๆ ของพวกเขาจากความรุนแรง และน่าเป็นห่วงว่ามีคนพูดถึงด้านนี้ของการมาถึงของสมาร์ทโฟนน้อยเกินไป

 ในประเทศที่พัฒนาแล้วเด็กๆ จะถูกห้ามให้ใช้สมาร์ทโฟนจนกว่าจะถึงอายุหลักเลข 10 หรือหากจะใช้ไอแพดในโรงเรียนก็มีการป้องกันหลายอย่าง เช่นว่าให้ล็อกอินผ่านแอ็กเคานต์ของพ่อแม่เท่านั้น เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เหมาะสม

 เรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่น่าจะต้องคิดให้มาก ไม่น้อยไปกว่าเทคโนโลยีเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน