
วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ‘เวิร์กไลฟ์บาลานซ์’ ทำงานให้เหมือนใช้ชีวิต
วิธีผ่อนคลายในการทำงานที่ดีที่สุด คือ การ “เวิร์กไลฟ์บาลานซ์” ซึ่งเป็นแนวทางที่ วัลลภ ตรีฤกษ์งาม
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
วิธีผ่อนคลายในการทำงานที่ดีที่สุด คือ การ “เวิร์กไลฟ์บาลานซ์” ซึ่งเป็นแนวทางที่ วัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ใช้สร้างสมดุลในชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้
วัลลภ เล่าให้ฟังว่า นับตั้งแต่ที่บริษัท ซูซูกิ มาจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2552 และตนได้เข้าทำงานในวันที่ 1 ก.ย.ปีเดียวกันนั้น มีรหัสพนักงานคือ 004 ซึ่งเป็นพนักงานคนที่ 4 ของบริษัท ซึ่งจนถึงวันนี้พนักงานรหัส 001-003 ซึ่งผู้จดทะเบียนบริษัทได้กลับไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว จึงน่าจะต้องเรียกได้ว่า ตน กับ ซูซูกิ เสมือนเป็นหนึ่งเดียวกัน
“ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานผมถือคติอย่างหนึ่ง คือ กิฟต์ ก่อนเก็ต ถ้าอยากจะเป็นลูกจ้างที่เจริญก็ต้องทำงานให้เกินเงินเดือน ซึ่งที่ ซูซูกิ เป็นสถานที่ทำงานที่ให้โอกาสผมมากที่สุดในการได้เรียนรู้และมีโอกาสลองทำอะไรใหม่อยู่เสมอ”
ดังนั้น จึงได้ทำเต็มที่ในทุกวันของการทำงาน ซึ่งส่วนตัวเป็นคนที่จะมาทำงานก่อนเวลาเข้างาน 08.00 น. และทำอย่างเต็มที่ไปตลอดจน 17.00 น. แต่เมื่อถึงเวลาเลิกงานก็จะเป็นคนเลิกงานตรงเวลาเช่นกัน เพราะถือได้ว่าทำงานเต็มที่ในเวลาทำงานแล้ว
“เวิร์กไลฟ์บาลานซ์” ของ วัลลภ นั้นแบ่งออกเป็น 3 ด้านด้วยกัน คือ 1.หน้าที่การทำงาน 2.ครอบครัว และ 3.มิตรภาพ แม้จะมีความรับผิดชอบในหน้าที่เยอะทั้งการเดินทางไปต่างจังหวัดและต่างประเทศเพื่อประชุมหรือการไปพบผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์)ต่างๆ นั้น ก็สามารถผ่อนคลายได้ในตัว ด้วยแนวคิดที่ “ไม่ใช่การทำงานแต่เป็นการใช้ชีวิต” ซึ่งผู้คนที่เข้ามาในโอกาสการทำงาน คือ เพื่อน จึงเหมือนเราได้ไปพบเพื่อนที่เรารู้จักในที่ต่างๆ
นอกจากนั้น สำหรับหลังเวลาการทำงานอีกหนึ่งวิธีการผ่อนคลาย คือ การชมฟุตบอล ซึ่งเปรียบเสมือนแนวทางในการทำการตลาดของ ซูซูกิ ที่เน้นสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง สนับสนุนทีมชาติไทย เนื่องจากมองว่าความนิยมของกีฬาในประเทศไทยเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ โดยหากไม่ได้ชมกีฬาผ่านการถ่ายทอดบนหน้าจอโทรทัศน์ก็จะไปดูที่สนามฟุตบอล
ทีมโปรดที่ชอบสำหรับในประเทศ คือ เมืองทอง ยูไนเต็ด ถ้าเป็นต่างประเทศ คือ ลิเวอร์พูล โดยหากมีโอกาสจะเดินทางไปดูที่สนามในประเทศอังกฤษ ซึ่งการเดินทางแต่ละครั้งจะได้แรงบันดาลใจและความสุขที่ได้พาครอบครัวร่วมเดินทางไปด้วย เนื่องจากเป็นการทำในกิจกรรมที่ชอบและได้อยู่กับครอบครัวในเวลาเดียวกัน อีกทั้ง ฟุตบอลยังสามารถให้แนวคิดอะไรได้ในอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต่อสู้ ความเป็นระเบียบวินัย รวมถึงทีมเวิร์ก นั่นจึงเป็นการผ่อนคลายซึ่งวิธีการของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน หลายคนอาจจะชอบไปดูภาพยนตร์ แต่ส่วนตัวนั้นไม่ชอบ เพราะรู้สึกชอบในกิจกรรมที่อยู่ในพื้นที่กว้างและเป็นกิจกรรมที่เปิดโลก ทำให้รู้สึกไม่อึดอัด
นอกจากนี้ การได้ทำในกิจกรรมการสะสมเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เป็นความสุขทางใจได้ คือ การสะสมนาฬิกาซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของผู้ชายทั่วไป และตนเป็นหนึ่งในนั้นที่ชอบสะสมนาฬิกา โรเล็กซ์ เพราะนอกจากจะมีความสุขทางใจแล้วยังถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เพราะมีอัตราเติบโตของราคาเพิ่มขึ้น 10-20% ต่อปี ที่อาจจะสูงกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนด้านอื่นๆ
อีกสถานที่ที่ไปแล้วทำให้รู้สึกผ่อนคลาย คือ ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ เพราะไม่เพียงเป็นร้านกาแฟเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่หนึ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจ เพราะทำให้ได้เห็นถึงสังคมใหม่และได้แนวคิดในการทำงานใหม่ๆ ซึ่งได้เรียนรู้จาก บาริสต้า ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการ สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาบุคลากร และด้วยความที่มีโอกาสเดินทางไปยังที่ต่างๆ จึงได้มีโอกาสสะสม แก้วสตาร์บัคส์ ขณะนี้มีคอลเลกชั่นต่างๆ มากมายชนิดที่เรียกว่ามีความคิดอยากซื้อพื้นที่ทำเป็นห้องโชว์เลยทีเดียว และเป็นไปได้ว่าถ้าร้านสตาร์บัคส์เปิดรับผู้ลงทุนแฟรนไชส์จะเป็นรายหนึ่งที่สนใจลงทุนเลยก็ว่าได้
การ “เวิร์กไลฟ์บาลานซ์” ประกอบกับแนวคิดที่ทำงานเหมือนการใช้ชีวิตและจัดสรรเวลาให้ครอบครัวซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ พร้อมกับการเปิดรับโลกทัศน์ในโลกกว้าง เพียงเท่านี้ก็ทำให้ในทุกๆ วันของการทำงานและการใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข







