posttoday

หัวใจวาย ภัยเงียบที่น่ากลัว

10 มกราคม 2560

โรคภัยไข้เจ็บสมัยนี้ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ ไม่ว่าใครก็มีโอกาสเป็นทุกคน

โดย...ชลญ่า

โรคภัยไข้เจ็บสมัยนี้ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ ไม่ว่าใครก็มีโอกาสเป็นทุกคน แต่ที่น่าแปลกตรงที่ แม้แต่คนที่คิดว่าตัวเองสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง เช้าออกไปจ๊อกกิ้ง เย็นออกรอบตีกอล์ฟอย่างมีความสุขกับผองเพื่อน หลายปีไม่เคยไปหาหมอ แต่จู่ๆ วันหนึ่งต้องมาหัวใจวายถึงแก่ชีวิต ซึ่งใครก็คงไม่อยากเชื่อ แต่จะบอกว่าเชื่อเถอะ โรคหัวใจวายอันตรายกว่าที่คิด และถือเป็นภัยคุกคามชีวิตของคนเมืองอย่างแท้จริง 

หัวใจวายร้ายขนาดไหน 

โรคหัวใจวาย มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือ Heart Attack เป็นโรคที่เกิดจากภาวะที่เกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน จนเลือดและออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ และเมื่อหัวใจขาดเลือดและออกซิเจน ผลที่ตามมาก็คือกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายเกิดภาวะหัวใจวาย

ถามว่า ลิ่มเลือดเหล่านี้เกิดมาจากอะไร คำตอบคือเกิดจากการที่ร่างกายมีภาวะไขมันมากเกินไปจนพอกเป็นตะกรัน (Plaque) เกาะอยู่ตามผนังของหลอดเลือด เมื่อรวมเข้ากับเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มากัดกินก็ทำให้เกิดเป็นกลุ่มเซลล์ที่ไม่สามารถดูดกลับเข้าไปในร่างกายได้ แต่กลับฝังตัวอยู่ในผนังหลอดเลือดแทน

จนเมื่อเวลาผ่านไป ตะกรันนี้จะแตกตัวหรือปริออก หลอดเลือดจะพยายามซ่อมแซมตัวเอง จนเกิดลิ่มเลือดไปอุดกั้นหลอดเลือด ถ้าเป็นการแตกตัวที่หลอดเลือดแขนงเล็กผู้ป่วยจะมีเพียงอาการเจ็บหน้าอก แต่ถ้าลิ่มเลือดนี้อุดตันหลอดเลือดขนาดใหญ่ก็อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ดังที่กล่าวมา

ความร้ายกาจของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ต้องบอกว่าอันตรายมาก เพราะเป็นโรคที่ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เวลาไหน ในบางรายอาจมีสุขภาพร่างกายปกติ แข็งแรง และไม่เคยมีอาการผิดปกติให้เห็นมาก่อน แต่อยู่ดีๆ กลับมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก รู้สึกอึดอัด เหนื่อยเกิดขึ้น ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือทันเวลาอาจหัวใจวายได้

อาการผิดปกติที่สำคัญที่สุดของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันสามารถสังเกตได้คือจะมีอาการแน่นหน้าอก ซึ่งมักจะเกิดขึ้นตรงกลางอกและมักเป็นนานเกินนาทีขึ้นไป โดยเฉพาะถ้ามีอาการปวดร้าวขึ้นไปที่กรามหรือไหล่โดยเฉพาะไหล่ซ้าย ก็ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

นอกจากนี้ ในคนป่วยบางรายอาจไม่มีอาการแน่นหน้าอก แต่จะมีอาการเหนื่อยและมีเหงื่อแตกร่วมด้วย ซึ่งอาการแบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวังไว้ก่อน เพราะสาเหตุอาจจะมาจากลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจได้ และถ้าอาการเป็นแบบนี้ก็จำเป็นต้องไปพบแพทย์ในทันที ขืนปล่อยไว้มีโอกาสเสียชีวิตได้เลย ทุกนาทีที่เสียไปขณะที่คุณเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันบ่งบอกได้เลยว่าอนาคตของคุณจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นเวลาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ปัจจัยเสี่ยงภาวะหัวใจวาย

ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงเบาหวาน การสูบบุหรี่ ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคอ้วน เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลัน หรือหัวใจวาย ซึ่งต้องยอมรับว่าด้วยไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของคนสมัยนี้ โดยเฉพาะคนเมืองที่ค่อนข้างผูกชีวิตไว้กับความเร่งรีบ จึงทำให้หลายๆ คนไม่ค่อยได้คำนึงถึงการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายของตัวเอง

ในเรื่องอาหาร ก็ชอบกินอาหารที่ก่อให้เกิดโรคภัย เช่น อาหารที่มันจัด เค็มจัด อาหารที่ไม่มีประโยชน์ประเภทจังก์ฟู้ด หรือพวกเครื่องดื่มประเภทที่มีน้ำตาล อย่างเช่น น้ำอัดลม ถ้ากินประจำทุกวันก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ มีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน ยิ่งสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ดี ก่อให้เกิดความเครียดตามมา ยิ่งเครียดเรื้อรังก็จะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดได้ บางคนหันมากินเหล้าสูบบุหรี่ ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหนักเพิ่มขึ้นอีก

แม้ในคนปกติหรือคนที่มีสุขภาพดี ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ก็มีโอกาสเกิดอาการหัวใจวายฉับพลัน และเสียชีวิตได้ โดยบางคนคิดว่าตัวเองสุขภาพดี ทว่า อาจเป็นโรคหัวใจในระยะเริ่มแรกโดยที่ไม่รู้ตัว หากยังจำกันได้ย้อนไปเมื่อหลายปี มาร์ก วิเวียน โฟเอ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติแคเมอรูน ต้องเสียชีวิตลงกลางสนาม เพราะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ

ปัจจุบันหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบว่า การนอนกรนรุนแรงที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ เนื่องจากการหยุดหายใจขณะหลับทำให้ขาดออกซิเจน ซึ่งทำให้หลอดเลือดเสื่อม และส่งผลกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้จำเป็นต้องทำการตรวจหัวใจและปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต รวมถึงทำการรักษาโรคที่เป็นอยู่ เพื่อป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

การตรวจวินิจฉัย   

กุญแจสำคัญของการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ที่เกิดจากการมีลิ่มเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน คือทุกนาทีที่เสียไปขณะที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน สามารถบอกได้ว่าอนาคตของผู้ป่วยจะเป็นอย่างไร ถ้ามีอาการผิดปกติต่างๆ เช่น แน่นหน้าอกเฉียบพลัน เหนื่อย หรือสงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจหรือไม่ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะแพทย์จะสามารถทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าและให้การวินิจฉัยได้ภายใน 5 นาที

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กำหนดโกลเด้นพีเรียดไว้ที่ 60 นาที นั่นหมายถึงเมื่อผู้ป่วยมีอาการแน่นหน้าอกเฉียบพลัน และมาถึงโรงพยาบาล แพทย์สามารถให้การรักษาโดยการเปิดเส้นเลือดหัวใจได้ภายใน 60 นาที ซึ่งจะช่วยให้สามารถรักษากล้ามเนื้อหัวใจที่ดีของผู้ป่วย ช่วยให้ผู้ป่วยรอดพ้นจากภาวะหัวใจโต และกลับมามีชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติมากที่สุด

หลายคนบอกว่าดีขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านั้นเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบมานาน ทำให้เขาไม่สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ โดยศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้บริการดูแลด้านหัวใจอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกัน การวินิจฉัยในระยะเริ่มต้น การรักษา ตลอดจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ พร้อมด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย

การตรวจวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลันของศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีอยู่ 4 แบบ ได้แก่ การซักประวัติและอาการของผู้ป่วย การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การถ่ายภาพรังสีของทรวงอก และการสวนหัวใจหรือการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ (Cardiac Catheterization or Coronary Angiogram) โดยเฉพาะการสวนหัวใจ เป็นกระบวนการที่ล่วงล้ำร่างกายเพียงเล็กน้อย แต่ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินได้ว่า หลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบ-ตันบ้างหรือไม่ กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงเพียงใด ลิ้นหัวใจเปิดปิดได้ดีแค่ไหน อีกทั้งยังสามารถวัดความดันภายในหัวใจและส่วนต่างๆ ของหัวใจได้ด้วย

“ระหว่างการสวนหัวใจจะมีสายน้ำเกลือเส้นเล็กที่แขนและต้องติดขั้วสื่อไฟฟ้า (Electrode) ที่หน้าอกและขา หลังจากฉีดยาชาเฉพาะที่แขนหรือขาหนีบ แล้วแพทย์จะใส่สายสวนขนาดเล็กบริเวณนั้นแล้วใส่สายสวนขนาดเล็กเข้าไปทางหลอดเลือดจนถึงหัวใจ จากนั้นแพทย์จะฉีดสารทึบรังสีเข้าไปตามหลอดเลือดหัวใจ แล้วใช้เครื่องเอกซเรย์ถ่ายภาพหลอดเลือดเป็นชุดอย่างรวดเร็ว ภาพที่ได้แสดงให้เห็นช่องทางไหลของหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจอย่างละเอียด โดยขั้นตอนการสวนหัวใจและฉีดสีใช้เวลาประมาณ 30–60 นาทีก็เสร็จเรียบร้อย

ข่าวล่าสุด

เริ่ม มิ.ย. 69 "ต่อใบขับขี่ออนไลน์” เต็มรูปแบบ ไม่ต้องไปขนส่ง