posttoday
สวัต วัลเลย์ แหล่งก่อเกิดพุทธมหายานในปากีสถาน

สวัต วัลเลย์ แหล่งก่อเกิดพุทธมหายานในปากีสถาน

29 สิงหาคม 2553

เมื่อพูดถึงศิลปะคันธาระ ที่เป็นพุทธศิลป์ลือนามในโลก ต้องพูดถึงสวัต วัลเลย์ด้วย จึงจะสมบูรณ์เพราะพื้นที่ 5,337 ตารางกิโลเมตรของสถานที่นี้เต็มไปด้วยวัด สถูป และพุทธสถาน...

เมื่อพูดถึงศิลปะคันธาระ ที่เป็นพุทธศิลป์ลือนามในโลก ต้องพูดถึงสวัต วัลเลย์ด้วย จึงจะสมบูรณ์เพราะพื้นที่ 5,337 ตารางกิโลเมตรของสถานที่นี้เต็มไปด้วยวัด สถูป และพุทธสถาน...

โดย...สมาน สุดโต

เมื่อพูดถึงศิลปะคันธาระ ที่เป็นพุทธศิลป์ลือนามในโลก ต้องพูดถึงสวัต วัลเลย์ด้วย จึงจะสมบูรณ์เพราะพื้นที่ 5,337 ตารางกิโลเมตรของสถานที่นี้เต็มไปด้วยวัด สถูป และพุทธสถาน เฉพาะที่นักสำรวจโบราณคดีค้นพบพระพุทธรูปสลักหินในปัจจุบันก็มีมากกว่า 34 แห่ง โดยไม่ได้รวมสถูปทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ แต่พุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์นี้ กำลังเผชิญกับภัยสองอย่าง 1.กลุ่มหัวรุนแรง หรือตาลีบันที่กำลังขยายอิทธิพล และ 2. อุทกภัยที่ทำความเสียหายชีวิตและทรัพย์สิน จนองค์การสหประชาชาติและนาโตต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเป็นการด่วน มิไยต้องกล่าวถึงองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ที่ประกาศขอรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือปากีสถานมาในช่วงแรกๆ

สวัต วัลเลย์ แหล่งก่อเกิดพุทธมหายานในปากีสถาน บริเวณสถูป

การที่ พ.ส.ล. มีบทบาทในการขอบริจาคช่วงแรกๆ พัลลภ ไทยอารี เลขาธิการองค์กรนี้รู้สึกในบุญคุณที่รัฐบาลปากีสถานมีใจเอื้อเฟื้อเชิญคณะผู้แทน พ.ส.ล. ไปเยือนแหล่งพุทธสถานสำคัญสมัยโบราณที่ยังหลงเหลืออยู่หลายแห่ง เริ่มจากตักสิลา เปชวาร์ ตั๊ก-อิ-ไบ สวัต วัลเลย์ บุตคารา และละฮอร์ เมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

สถานที่แต่ละแห่งที่เราไปเยือนได้รับความประทับใจต่างๆ กัน เช่นที่สวัต วัลเลย์ ที่ผู้แทนองค์การการท่องเที่ยวปากีสถานบรรยายให้ทราบว่าเป็นดินแดนที่สวยงามเทียบได้กับสวิตเซอร์แลนด์นั้น เมื่อได้ผ่านเข้าไปก็สมจริงดังที่เขาเล่าให้ฟัง (แม้ว่าผู้เขียนยังไม่เคยไปสวิสมาก็ตาม) เพราะสภาพแวดล้อมตามถนนที่รถยนต์วิ่งนั้นตัดไปตามแนวยาวของเชิงหุบผาที่เลี้ยวลด คดเคี้ยวตลอดเส้นทาง มองไปด้านล่างเห็นโตรกธารไหลผ่านโขดหินผาเป็นแนวยาวทอดไปตลอด ซึ่งยังหาที่สุดไม่ได้ อีกฟากหนึ่งของโตรกธารมีภูผาธรรมชาติเป็นฉากหลัง ส่วนเหนือถนนขึ้นไปคือทิวภูเขาที่ไล่เลียงเป็นพืดสูงบ้างต่ำบ้าง คล้ายกับเป็นแนวกำแพง เพื่อกั้นถนนที่มีขนาดรถ 2 คันวิ่งสวนทางกันได้ ตรงกันข้ามกับกำแพงภูผาคือโตรกธารและบางแห่งเป็นเหวลึก มองทีไรก็เกิดจินตนาการว่าถ้าพลัดตกลงไป คงไม่มีโอกาสไต่กลับ นอกจากวิญญาณที่ลอยล่องไปเท่านั้น

ต้องยอมรับว่าคนขับรถตามเส้นทางเลียบภูผาเหล่านี้มีความสามารถสูง ไม่ว่ารถเก๋ง หรือรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งสวนทางกันได้ ไม่พบเห็นอุบัติเหตุใดๆ ตลอดเส้นทางเคี้ยวคดนั้น สมกับชื่อเดิมของสถานที่นี้ที่เรียกตามภาษาสันสกฤตว่าสุภวัสตุจริงๆ

พระ ดร.อนิล ศากยะ วัดบวรนิเวศ อธิบายว่า สวัต วัลเลย์ (Swat Valley) หรือหุบเขาสวัต อยู่ในแคว้นชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน

ชื่อของ “สวัต” เพี้ยนมาจากคำเดิมคือ แม่น้ำสุวัสตุ (Suvastu) ตามหลักฐานของบันทึกการเดินทางของเฮียนจัง (Hwen Thsang) ท่านได้เดินทางไปถึงเมือง U-chang-na หรืออุทยาน (Udyana) หรืออุชชาน (บาลี) ซึ่งตั้งอยู่ที่แม่น้ำ Su-po-fa-su-tu หรือ Subhavastu (สุภวัสตุ) หรือ Shrivastu (ศรีวัสตุ) หรือ Suvastu (สุวัสตุ-สันสกฤต) หรือ Suastis (เสาสฺติส ภาษาอาเรียน) และ Swat ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ฟาเหียนและซุงหยุน ก็บันทึกไว้ในทำนองเดียวกัน

ฉะนั้น แม่น้ำนี้ชื่อที่ถูกต้องก็คือ สุภวัสตุ หรือสุวัสตุ ไหลตามเมืองอุทยาน (อุชชาน) เข้าใจว่า เป็นสถานที่ที่พระมัชฌิมเถระ พระสมณทูตที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งไปยังดินแดนนี้ ไปทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา จนมีวัดมากมายกว่า 500 วัดในหุบเขาแห่งนี้

นอกจากนี้ ในคัมภีร์ฤคเวทก็มีกล่าวถึงแม่น้ำนี้ว่า แม่น้ำสุวัสตุ หลักฐานกล่าวไว้ว่า พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ได้ข้ามแม่น้ำนี้เช่นกัน

Wikipedia บอกว่า สวัต อยู่ในจังหวัด Khyber-Pakhtunkhwa Province  เมืองหลวงชื่อ Saidu Sharif. มีพื้นที่ 5,337 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยประชากร 1,257,602 คน (1998) อยู่ห่างจากอิสลามาบัด 160 กิโลเมตร

สวัต วัลเลย์ แหล่งก่อเกิดพุทธมหายานในปากีสถาน พระพุทธรูปและโพธิสัตว์

นักโบราณคดี (แต่ยังไม่ยืนยัน) ว่ามีพระพุทธรูปทองคำเพื่อการบูชาและการศึกษากว่า 6,000 องค์ กระจัดกระจายทั่วไป รวมทั้งพุทธสถานอีกไม่น้อยกว่า 400 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 160 ตารางกิโลเมตร ในสวัต วัลเลย์เพียงแห่งเดียว แต่ที่สำคัญที่สุดคือบุตคารา เป็นสถูปที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าของแท้

ยิ่งกว่านั้นยังมีรอยพระพุทธบาทอยู่ที่สวัตวัลเลย์ เพราะเป็นสถานที่พระพุทธองค์เคยเสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ถึงที่นี่ พระพุทธบาทดังกล่าวเคยเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สวัต วัลเลย์ แต่ปัจจุบันได้ย้ายไปที่พิพิธภัณฑ์อิสลามาบัด พร้อมกับวัตถุมีค่าอื่นๆ ทางพุทธศาสนาเพราะพิพิธภัณฑ์ถูกระเบิด ที่เหลือด้านหน้าพิพิธภัณฑ์เป็นพระโพธิสัตว์แกะสลักจากศิลา 3 องค์เท่านั้น
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างและเปิดเมื่อปี 1963 ปิดปี 2010 (เพราะตาลีบัน)

ตาลีบันเข้ามามีอิทธิพลย่านสวัต วัลเลย์ตั้งแต่ปี 2551 ที่นี่จึงเป็นสถานที่ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจที่คณะของผู้แทน พ.ส.ล. ได้รับการคุ้มครองจากทหารและตำรวจอย่างแน่นหนาตลอดเส้นทาง เมื่อเข้าพักในโรงแรมที่พักในเมืองใกล้กับพุทธสถานที่เราจะเยือนนั้น ประตูโรงแรมถูกปิดห้ามคนไม่เกี่ยวข้องเข้าออกทันที เมื่อไปถึงพุทธสถานในวันรุ่งขึ้นกองกำลังที่ให้การอารักขา 6 คันรถปิกอัพกระจายกำลังรอบบริเวณพุทธสถานนั้น

เมื่อคณะพวกเรากลับถึงโรงแรมที่พักในเมืองอิสลามาบัดในวันรุ่งขึ้น ผู้จัดการโรงแรมแมริออท ที่เราพักตั้งแต่มาถึงเห็นข่าวคณะพวกเราทางทีวี ถามพระ ดร.อนิล ด้วยความประหลาดใจว่าไปที่นั้นได้อย่างไร เพราะมีการสู้รบกันอยู่

พุทธสถานที่พวกเราเยือนและบูชาที่สวัต วัลเลย์ เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2553 คือ บุตคารา (Butkara) ไซธุ ชารีฟ ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช

ที่ตั้งของบุตคาราพุทธสถานนั้นได้รับการกั้นเขตด้วยรั้วลวดหนาม ภายในบริเวณกว้างขวางพอสมควรมีต้นไม้ขึ้นเขียวชอุ่มให้ความร่มรื่นแก่สถานที่ เหมือนกับเป็นอารามที่มีกิจกรรมสม่ำเสมอก็มิปาน

ผมถามเจ้าหน้าที่ที่ดูแลสถานที่นั้น เขาบอกว่าก่อนหน้านั้น หรือประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา ยังมีผู้แสวงบุญชาวพุทธและนักโบราณคดีไปเยือนที่เนืองแน่น แต่เมื่อเกิดความไม่สงบขึ้น ผู้แสวงบุญและนักท่องเที่ยวหายไป ถึงกระนั้นประชาชนชาวบ้านโดยรอบ แม้จะเป็นมุสลิมก็ไม่ได้ทำตัวเป็นพิษเป็นภัยกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ในเรื่องนี้ พระ ดร.อนิล กล่าวยกย่องในความมีน้ำใจชาวปากีสถานที่ปกป้องและรักษาพุทธสถานไว้เป็นเวลานับพันปี

กล่าวถึงลักษณะพุทธสถานบุตคาราที่เราไปเยือนนั้นเป็นสถูปขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้เหลือแต่ฐาน 1 องค์ แวดล้อมด้วยสถูปขนาดเล็ก ฐานสถูปมีรูปแกะสลักพระพุทธรูปโดยรอบ
ในลานสถูปมีสิงโตที่แกะสลักจากศิลาเหลืออยู่ 1 ตัว เจ้าหน้าที่บอกว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แต่อยู่ในสภาพผุกร่อนเพราะอยู่กลางแจ้ง ตากลมตากฝนและแสงแดดมานานนับพันปี

ผมบันทึกไว้ว่าพระพุทธรูปที่สลักติดกับฐานสถูปนั้นมีหลายองค์ ส่วนมากไม่มีเศียร ประทับนั่งบนฐานที่มีดอกบัวรองรับ บางองค์เห็นพอลางๆ เพราะผุกร่อนจากอากาศ น้ำฝน และสิ่งแวดล้อมต่างๆ แม้ว่าจะสลักจากศิลาก็ตาม นอกจากนั้นก็มีฉัตรทำจากศิลาน่าจะเคยอยู่บนยอดสถูปตกลงมาอยู่ข้างสถูป 1 คัน

สวัต วัลเลย์ แหล่งก่อเกิดพุทธมหายานในปากีสถาน ทีวีและหนังสือพิมพ์สัมภาษณ์

บริเวณรอบๆ สถูป มีลักษณะเหมือนสิ่งก่อสร้างน่าจะเป็นวัด หรือที่พักของพระสงฆ์ก็เป็นได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ สถานที่แห่งนี้ นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าสร้างมาแต่ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล และยืนยงมาถึงศตวรรษที่ 10 หลังคริสตกาลแล้วถูกย่ำยี แต่ไม่หมด

การเยี่ยมเยือนพุทธสถานบุตคาราครั้งนี้มีทีวีและหนังสือพิมพ์ปากีสถานตามไปทำข่าวด้วย เมื่อพระสงฆ์และคณะจะทำพิธีสวดมนต์ พระ ดร.อนิล ศากยะ ได้บอกคณะผู้สื่อข่าวทั้งทีวีและหนังสือพิมพ์ ว่า ภาษาที่คณะ พ.ส.ล. จะใช้สาธยายนั้นเป็นภาษาที่เคยใช้ที่นี่ แต่ไม่ได้ยินมา 2,000 กว่าปีแล้ว คือภาษาบาลี

เมื่อคณะ พ.ส.ล. นำโดยพระธรรมวราจารย์สวดมนต์จึงได้รับความสนใจจากผู้สื่อข่าวเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่พวกเราชาวพุทธต่างขนลุกชัน เพราะปีติกันทุกคน ที่เราได้มาสวดมนต์รำลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ และชัยมงคลคาถาในพุทธสถานโบราณที่ห่างเหินจากชาวพุทธมานานนับพันปีแล้ว

ทีวีและหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า คณะ พ.ส.ล. ใช้ภาษาที่ไม่เคยได้ยินที่นี่มา 2,000 ปีแล้ว มาสาธยายที่บุตคารา

เมื่อเดินทางกลับตามเส้นทางเดิม ทางคณะ พ.ส.ล. ได้หยุดพักบูชาพระพุทธรูปที่สลักจากศิลาที่หน้าผาแห่งหนึ่ง

ผมบันทึกไว้ว่าก่อนถึงสถูป Shingardar นั้นพวกเราได้หยุดไหว้พระพุทธรูปสลักหินขนาดใหญ่ที่หน้าผาที่มีหน้าตักประมาณ 8-9 ฟุต ปางนั่งสมาธิสวยงาม เห็นลวดลายกลีบจีวรยังสมบูรณ์ ส่วนที่หายไปคือพระพักตร์ และพระเศียรเรื่อยมาถึงพระอุระ (หน้าอก) แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถทำลายร่องรอยต่างๆ ที่บอกว่านี่คือพระพุทธรูปใหญ่ได้

เมื่อค้นคว้าในหนังสือว่าด้วยพระพุทธรูปที่สลักจากศิลาที่สวัต วัลเลย์ โดยบัดดาร์ชาห์ ซาร์ดาร์ ท่านว่ามีพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์และเทพ (ในฮินดู) ที่สลักจากศิลารวมทั้งหมด 224 องค์ กระจายอยู่ในที่ต่างๆ ที่สวัต วัลเลย์ ล้วนแต่ชำรุดเพราะถูกทำลายไม่โดยธรรมชาติก็ฝีมือมนุษย์ จะหาสมบูรณ์ได้น้อยนัก ยกเว้นแต่สถูปที่ยังคงสภาพยิ่งใหญ่อยู่หลายองค์
ผมเขียนบันทึกว่าน่าเสียดายที่เขาทำลายคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมความเป็นผู้มีศิวิไลซ์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว

จากพระพุทธรูปสลักศิลาเชิงภูผาก็มาถึงสถูปใหญ่ที่มีชื่อว่า ชินการ์ดาร์ สถูป Shingardar Stupa ซึ่งประดิษฐานที่เชิงภูผา ห่างจากชุมชนไม่มากนัก ลักษณะทรงกลมคล้ายธัมเกสถูป บูรณะล่าสุดเมื่อปี 1972 มีความสูงประมาณ 300 ฟุต ความกว้างที่ส่วนยอด 97 ฟุต พื้นฐานล่างวัดโดยรอบมีขนาด 4,400 ฟุต หรือ 2 ขนัด ในภาษาปากีสถาน

สวัต วัลเลย์ แหล่งก่อเกิดพุทธมหายานในปากีสถาน ฉัตรที่ร่วงลงมา

ผมได้ยินคำว่าขนัดมาตราวัดที่ดิน ก็แปลกใจมาก เพราะชาวสวนไทยแบ่งพื้นที่สวนที่มีดินยกร่องกั้นเป็นตอนๆ ว่าเป็นขนัดเหมือนกัน

ที่สถูปนี้มีจารึกว่าสร้างในศตวรรษที่ 7 มูลเหตุที่สร้างมีว่าพระราชาอุตระอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้ามาบนหลังช้างเพื่อไปสถานที่แห่งหนึ่ง แต่เมื่อช้างมาถึงที่สร้างสถูป ช้างล้มและตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ร่างของช้างกลายเป็นศิลาขนาดใหญ่ พระราชาจึงสร้างพรเจดีย์และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วย

ณ พุทธเจดีย์แห่งนี้ พระคุณเจ้านำโดยพระธรรมวราจารย์ได้สวดมนต์เพื่อเป็นการบูชาด้วย

พัลลภ ไทยอารี เลขาธิการ พ.ส.ล. และพระ ดร.อนิล ศากยะ พูดคุยกับนายทหารที่ให้การอารักขา และมีหน้าที่ดูแลสถูปนี้ด้วยได้ความว่าสถูปโบราณไม่ได้รับความสนใจจากยูเนสโกและรัฐบาล ทหารจึงเข้ามาดูแลและซ่อมแซม เพราะมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ดังที่เห็นทุกวันนี้ สิ่งที่เขาอยากเห็นคือรั้วรอบพระสถูปเพื่อป้องกันชาวบ้านบุกรุก หรือขนอิฐออกไป พ.ส.ล. จึงรับไว้พิจารณาว่าจะหาทางทำอะไรได้บ้างในอนาคต

ที่ผมตั้งหัวเรื่องว่า สวัต วัลเลย์ แหล่งกำเนิดพุทธมหายานนั้นก็มาจากหลักฐานที่วิกิพีเดีย อ้างว่าพระอาจารย์ปัทมะสัมภวะ หรือ คุรุริมโปเช ที่เป็นคุรุของทิเบตเกิดที่อุทยาน หรือ สวัต วัลเลย์ ในปัจจุบัน (ศตวรรษที่ 8 หลังคริสตกาล) เป็นคุรุท่านนี้ที่แนะนำพุทธศาสนานิกายตันตระไปยังประเทศทิเบต จนได้รับเครดิตว่าเป็นผู้สร้างวัดพุทธศาสนาแห่งแรกขึ้นที่นั่น

ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าอุทกภัยที่สวัต กระทบพุทธสถานที่เหลืออยู่อย่างไรบ้าง นอกจากข่าว Mingora เมืองศูนย์กลางที่มีประชากรประมาณ 3 แสนคน อยู่ใกล้กับแม่น้ำสวัตนั้น คล้ายกับเมืองร้างในตอนกลางคืน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ