
ชีวิตยั่งยืนที่ ‘เยนันชอง’ บทพิสูจน์ศาสตร์พระราชา
ตลอดระยะเวลาการครองราชย์ 70 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาท
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
ตลอดระยะเวลาการครองราชย์ 70 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทที่ทรงคุณค่ามากมายเปรียบเหมือนเข็มทิศ “ทางความคิด” แก่พสกนิกร ในยามที่ประเทศเผชิญวิกฤต พระบรมราโชวาทของพระองค์จะได้รับการหยิบยกขึ้นมาเตือนสติประชาชนชาวไทยเสมอ
ขณะที่ “เข็มทิศทางการพัฒนา” นั้น พระองค์ทรงวางรากฐานที่มั่นคงให้ประเทศไทยด้วย “ศาสตร์พระราชา” ที่ทรงเน้นการคำนึงถึงบริบททางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมของแต่ละพื้นที่ ให้ความสำคัญกับความรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการของคนในพื้นที่ ตามหลักการทรงงานข้อที่ว่า การพัฒนาต้อง “ระเบิดจากภายใน” และหลายปีมาแล้วที่ “ศาสตร์พระราชา” ไม่ได้เพียงแก้ไขปัญหาและเพิ่มการพัฒนาให้คนไทย แต่ได้ถูกนำไปปรับใช้เป็นการพัฒนาทางเลือกของหลายพื้นที่ในต่างประเทศ
นับแต่ปี 2545 “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์” ได้นำแนวทางการพัฒนาจากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย ไปขยายผลในการแก้ไขปัญหาเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศแล้ว 5 โครงการ ใน 3 ประเทศ ได้แก่ สหภาพเมียนมา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และรัฐอิสลามแห่งอัฟกานิสถาน และมีบางส่วนที่จะสิ้นสุดโครงการลงในสิ้นปีนี้แล้ว คือโครงการพัฒนาทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน ที่อำเภอเยนันชอง ภาคมะกวย สาธารณรัฐเมียนมา
ระหว่างวันที่ 17-20 พ.ย.ที่ผ่านมา “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ” ได้นำคณะส่วนราชการไทยที่ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ และสื่อมวลชนไปติดตามความสำเร็จของโครงการที่อำเภอเยนันชอง ให้ได้เห็นว่าตลอดเวลา 6 ปีของโครงการนี้ ศาสตร์พระราชาได้เข้าไปแก้ไขปัญหาและทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้นได้อย่างแท้จริง
“สลักจิตร มั่นธรรมรักษา” ผู้จัดการโครงการอาวุโส ศูนย์การเรียนรู้และเผยแพร่การพัฒนาทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ให้ข้อมูลว่า โครงการพัฒนาทางเลือก ที่อำเภอเยนันชอง ของเมียนมานี้ คือการย้ำถึงแนวทางการพัฒนาของ “ศาสตร์พระราชา” ดังเช่นที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัสว่า “...เราจะช่วยเหลือเขา ให้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้...” การวางคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนานั้นทำให้เกิดความยั่งยืนนั้น เป็นแนวทางที่ปรับใช้กับทุกบริบท ไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น
“หากถามว่าคนไทยได้อะไรจากการดำเนินโครงการในเมียนมา โครงการนี้เป็นหนึ่งในการส่งเสริมบทบาทของไทยในฐานะผู้นำเกี่ยวกับการพัฒนาศาสตร์ทางเลือกในเวทีสากล และทำให้รัฐบาลของเขาเชื่อมั่นในรัฐบาลไทย นำไปสู่ความร่วมมืออื่นๆ อย่างราบรื่นในอนาคต”
“สลักจิต” เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า ในปี 2552 คณะกรรมการสหภาพยุโรป (European Commission : EC) ได้เชิญให้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ดำเนินโครงการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่และความมั่นคงทางอาหารของประชาชนในเมียนมา โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุไซโคลนนาร์กิส เมื่อปี 2551 และเขตแห้งแล้งตอนกลางของประเทศ (Dry Zone) ซึ่งเงินสนับสนุนจากทั่วโลกจำนวนมากหลั่งไหลไปพื้นที่ประสบภัยจากพายุไซโคลนนาร์กิส มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงเลือกเข้าไปดำเนินโครงการในพื้นที่ Dry Zone ซึ่งมุขมนตรีภาคมะกวยได้ระบุให้อำเภอเยนันชองเป็นพื้นที่ดำเนินโครงการ ซึ่งขณะเริ่มโครงการในปี 2554 นั้น ครอบคลุมพื้นที่ 16 หมู่บ้าน และขยายมาเป็น 29 หมู่บ้านในปัจจุบัน
ทั้งนี้ อำเภอเยนันชองเป็นพื้นที่แห้งแล้งและยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของภาคมะกวย มีปัญหาความแห้งแล้งรุนแรง ซึ่งกว่า 90% ของครัวเรือนในพื้นที่ต้องกู้หนี้ ทั้งเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์เพาะปลูก ซื้ออาหาร จ่ายค่ารักษาโรค ซึ่งจากการพิจารณาแล้วพบว่าต้นเหตุสำคัญหนึ่งของปัญหาคือการดำเนินชีวิตและทำการเกษตรที่พึ่งน้ำฝนเป็นหลัก แต่ในแต่ละปีมีปริมาณน้ำน้อย ไม่สามารถเก็บน้ำได้เพราะภูมิประเทศเป็นดินทราย จึงมีข้อจำกัดในการทำเกษตร ชุมชนจึงพึ่งพาปศุสัตว์ เช่น แพะ วัว ส่วนพืชก็ปลูกพืชน้ำน้อย เช่น ถั่ว งา ฝ้าย ทานตะวัน
หลังจากได้พิจารณาถึงต้นตอของปัญหาและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่แล้ว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เข้าไปดำเนินโครงการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่โดยนำโครงการไปสวม หรือเป็นการเข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตของชุมชน แบ่งการดำเนินการเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.การพัฒนาคุณภาพที่ยั่งยืน 2.ลดรายจ่ายในครัวเรือน และ 3.สร้างรายได้เพิ่มเติม
ในส่วนแรกคือการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทางคณะที่ร่วมเดินทางครั้งนี้ได้เข้าไปติดตาม คือส่วนที่เป็นกิจกรรมเร่งด่วน (Quick Hit) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินการทุกครั้งเมื่อเข้าไปในพื้นที่ใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้คนในชุมชนเห็นผลสำเร็จที่รวดเร็วและให้ความเชื่อมั่น และเข้ามาร่วมโครงการ
ส่วนนี้ได้มีการตั้งกองทุนเซรุ่มแก้พิษงู 8 หมู่บ้าน เนื่องจากในท้องถิ่นมีงูแมวเซาอยู่มาก ชาวบ้านที่ออกไปทำการเกษตรมักจะถูกงูกัดและเสียชีวิตไปปีละหลายราย ซึ่งตั้งแต่เริ่มโครงการสามารถช่วยชีวิตผู้โดนงูกัดไปแล้ว 82 คน และในกิจกรรมนี้ได้มีการอบรมอาสาสมัครให้สามารถบริการจัดการกองทุนเซรุ่มฯ ด้วยตนเอง ซึ่งปัจจุบันคนในชุมชนจะเก็บเงินจากสมาชิกชุมชน 100 จ๊าด (3 บาท)/ครัวเรือน/เดือน ไว้เป็นเงินกองทุนสำหรับบริหารจัดการ ให้ประชาชนเข้าถึงเซรุ่มได้ในราคาถูก ซึ่งปัจจุบันชุมชนมีกองทุนหมุนเวียนอยู่ 74,804 บาท
ถัดมาคือการพัฒนาแหล่งน้ำ ทั้งการสร้างและซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำ 11 อ่าง ซึ่งลักษณะการดำเนินการนั้นโครงการเข้าไปให้ความรู้ แต่ให้คนในชุมชนลงแรงสร้างและซ่อมแซมแหล่งน้ำด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและร่วมกันรักษา และส่วนนี้ได้ตั้งกองทุนบำรุงรักษาแหล่งน้ำ ภายใต้โครงการนี้ทำให้ประชาชนในพื้นที่ 8,500 คน และปศุสัตว์ 11,170 ตัว มีน้ำใช้ตลอดปี จากเดิมจะต้องออกเดินทางหาแหล่งน้ำในพื้นที่ที่ห่างออกไปจากหมู่บ้าน ก็มีแหล่งน้ำใกล้หมู่บ้าน
ส่วนที่ 2 ลดรายจ่ายครัวเรือน โดยโครงการที่ทางคณะมีโอกาสเข้าไปติดตาม คือ กองทุนเมล็ดพันธุ์ ที่มุ่งเข้าไปแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุคือชาวบ้านต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อเมล็ดพันธุ์ในอัตราดอกเบี้ยสูงเฉลี่ย 36% ต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้นจึงได้มีการตั้งกองทุนที่ชาวบ้านสามารถมากู้เพื่อไปจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ในต้นทุนที่ถูกลง ดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 12.5% ต่อปี ซึ่งกองทุนมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 18.49% ต่อปี จากที่ลงทุนตั้งกองทุน 1,829,940 บาท เพิ่มเป็น 3,013,260 บาท ในปัจจุบัน แทบไม่มีปัญหาหนี้เสีย มีเพียงประชาชนบางส่วนที่ได้รับความเสียหายจากการผลิตจริงๆ ซึ่งหากเกิดกรณีนี้ กองทุนจะให้โอกาสเลื่อนการชำระเป็นการผลิตในรอบถัดไปแทน
ส่วนที่ 3 การเพิ่มทรัพย์สินและรายได้ครัวเรือน มูลนิธิได้เข้าไปดำเนินการตั้งกองทุนสัตว์และเวชภัณฑ์ เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ที่ยึดเป็นอาชีพหลัก ทั้งนี้ช่วงแรกตั้งธนาคารแพะใช้เงินลงทุนไป 3,455,546 บาท โดยเน้นปล่อยกู้แพะให้ครัวเรือนที่ยากจนที่สุดก่อน โดยวิธีปล่อยกู้จะปล่อยกู้แพะตัวผู้ 1 ตัว และตัวเมีย 10 ตัว เมื่อผ่านไป 2 ปีแล้วก็ให้คืนแพะในจำนวนเดียวกันคืนกองทุนเพื่อปล่อยกู้ให้ครัวเรือนอื่นต่อไป ช่วงเริ่มโครงการปล่อยกู้แพะไป 2,860 ตัว ปัจจุบันมีแพะทั้งสิ้น 9,350 ตัว มูลค่า 15,427,500 บาท ขายไปแล้ว 3,620 ตัว รายได้รวม 5,973,000 บาท ครัวเรือนผู้เข้าร่วมโครงการจาก 29 หมู่บ้าน สามารถเพิ่มขึ้นจากช่วงเริ่มโครงการ 260 ครัวเรือน เป็น 620 ครัวเรือน
ส่วนที่ดำเนินการควบคู่กันกับธนาคารแพะ คือโครงการลดความสูญเสียปศุสัตว์ที่เป็นสินทรัพย์ของครัวเรือน โดยการให้ความรู้ อบรมเจ้าหน้าที่สัตวบาลประจำชุมชน ซึ่งมีอาสาสมัคร 39 คนผ่านการอบรมจากกระทรวงเกษตรปศุสัตว์และชลประทาน (LVBD) และสามารถลงมือปฏิบัติได้จริง โดยโครงการดูแลปศุสัตว์แบบครบวงจรนี้ได้เป็นโมเดลที่ LVBD ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาศึกษาแนวทางดำเนินการในพื้นที่โครงการอยู่อย่างต่อเนื่องรุ่นละ 30 คน
ในการเดินทางครั้งนี้ นอกจากคณะจะติดตามความสำเร็จของโครงการแล้ว เนื่องจากการดำเนินโครงการจะครบ 6 ปีในสิ้นปี 2559 และเหลือดำเนินการต่อในช่วงท้ายในปี 2560 อีกเล็กน้อยนี้ ยังได้มีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่อาสาสมัคร 68 คน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่สัตวบาล 39 คน เจ้าหน้าที่บัญชี 29 คน และมีพิธีส่งมอบเงินกองทุนเมล็ดพันธุ์ 100.44 ล้านจ๊าด หรือ 3,013,260 บาท ที่เพิ่มขึ้นจากตอนตั้งกองทุนราว 20% ให้ชุมชนไปบริหารจัดการด้วยตนเองต่อไป
คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ซึ่งนำคณะในครั้งนี้ กล่าวว่า การที่สามารถดำเนินโครงการนี้มาได้ถึงขณะนี้ เป็นความภาคภูมิใจของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จากแรกที่เริ่มโครงการใน 16 หมู่บ้าน กระทั่งขยายเป็น 29 หมู่บ้าน ครอบคลุมประชาชน 12,785 คน 3,154 ครัวเรือน การดำเนินการที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากหลายหน่วยงานราชการของไทย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ (กปร.) และสำนักงบประมาณ
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เข้ามาในพื้นที่นี้ พร้อมองค์ความรู้ที่เราเรียกว่า “ศาสตร์พระราชา” ที่เกิดจากการลงมือทำจริง เห็นผลแล้วในพื้นที่ต้นแบบในโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ในประเทศไทย แม้ต้นทุนทางธรรมชาติของที่อำเภอเยนันชอง จะไม่ได้อุดมสมบูรณ์เท่าพื้นที่อื่นๆ แต่ตลอดเวลา 6 ปีที่ทำงานที่นี่ เราพบว่าอำเภอเยนันชอง มีทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งและมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง ซึ่งเป็นปัจจัยความสำเร็จพื้นฐานของทุกโครงการพัฒนา
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ รู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่พระราชปณิธานของผู้ก่อตั้งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ คือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เกิดขึ้นอีกครั้งที่นี่ ที่เยนันชอง เพราะโครงการนี้ช่วยชาวบ้านให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ทั้งหมดนี้ ซึ่งจากผลงานที่เกิดขึ้นในชุมชนแห่งนี้ เราเชื่อว่าเยนันชองจะเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน หวังว่าประสบการณ์และประโยชน์ใดๆ ที่ชุมชนได้รับจะเกิดการขยายผลและแบ่งปันกับชุมชนอื่นๆ ในวงกว้าง เพราะชุมชนเล็กๆ ที่ทุรกันดาร แต่เข้มแข็งแห่งนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในหลายๆ หัวข้อที่ทั่วโลกกำลังพูดถึงได้
“มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้น้อมนำศาสตร์การพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่มีรากฐานจากความเชื่อว่า คนเราทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองได้อย่างเต็มที่เมื่อได้รับโอกาสที่ดี พระราชปณิธานดังกล่าวได้รับการพิสูจน์และยืนยันอีกครั้งที่นี่ ในวันนี้เราเชื่อมั่นว่า ความเข้มแข็งของชุมชนจะนำพาเยนันชองไปสู่ความมั่นคง และความสุขอย่างยั่งยืน” คุณหญิงพวงร้อย กล่าว
ความสำเร็จที่ได้ช่วยให้ชุมชนที่เกือบจะยากจนและแห้งแล้งที่สุดของเมียนมา ได้มีจุดเริ่มต้นและเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเอง แล้วส่งต่อความรู้สู่ชุมชนอื่นๆ ในเมียนมาได้นี้ เป็นอีกบทพิสูจน์ว่าการพัฒนาตามแนวทางการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้นเป็นสากล ปรับใช้เพื่อพัฒนาได้ทุกบริบทสังคม และองค์ความรู้ที่พระองค์ทรงพระราชทานให้ปวงชนชาวไทยและมวลมนุษยชาตินี้ จะยังคงออกเดินทางเพื่อนำพาผู้คนออกจากความยากจนอยู่สืบไป







