
CG ของ บจ.ไทยแข็งแกร่ง ทำธุรกิจในไทยง่ายขึ้น
โดย...พิษณุ พรหมจรรยา
โดย...พิษณุ พรหมจรรยา
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานที่น่าสนใจ 2 ฉบับ ที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในด้านบวกสำหรับภาคธุรกิจของไทย คือ ผลสำรวจการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนไทย ประจำปี 2559 ภายใต้โครงการ CGR หรือ Corporate Governance Report of Thai Listed Companies ซึ่งจัดทำโดยสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) และรายงาน Doing Business 2017 ที่จัดลำดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของประเทศต่างๆ โดยธนาคารโลก ซึ่งปรากฏว่าคะแนน CGR ในปีนี้สูงขึ้นทุกด้าน แสดงถึงความมุ่งมั่นของ บจ.ไทยในการพัฒนามาตรฐาน CG อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของไทยก็ดีขึ้นจากปีก่อนหน้า 3 อันดับ
จากผลสำรวจคะแนน CGR ประจำปี 2559 เพื่อประเมินการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของ บจ.ไทย 601 บริษัท ผ่านการสำรวจข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยเป็นการสาธารณะ ซึ่ง IOD ได้จัดทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 แล้ว พบว่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 78% เพิ่มขึ้นจาก 75% ในปี 2558 ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของคะแนนเฉลี่ยทุกหมวด โดยผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า บจ.ไทยมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ใช่ทางการเงิน และการปรับบทบาทและภาวะผู้นำของคณะกรรมการในเชิงรุกมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความคาดหวังของนักลงทุน
ในภาพรวม ผลการประเมินปีนี้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ มีบริษัทจดทะเบียน 455 บริษัท ที่ได้รับคะแนนประเมินเฉลี่ยตั้งแต่ 70% ขึ้นไป โดยมี 80 บริษัท ได้คะแนนระดับ 90% ขึ้นไป หรือดีเลิศ มี 195 บริษัทที่ได้คะแนนระดับ 80-89% หรือดีมาก และมี 180 บริษัท ที่ได้คะแนน 70-79% หรือระดับดี
หมวดที่ได้รับคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 70% ขึ้นไป คือ หมวดสิทธิผู้ถือหุ้น (92%) การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน (92%) การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส (82%) และการคำนึงถึงบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (74%) ส่วนหมวดที่ได้คะแนนประเมินต่ำสุด คือ หมวดความรับผิดชอบของคณะกรรมการ (68%)
จะเห็นได้ว่าการทำหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการยังเป็นจุดอ่อนสำคัญของ บจ.ไทย ซึ่งทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญมากกว่านี้ และเร่งปรับปรุงให้ขึ้นมาอยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกับหมวดอื่นๆ โดยสิ่งที่สะท้อนถึงปัญหาในเรื่องนี้ก็คือข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับความบกพร่องในการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ บจ.ที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้บริหารและกรรมการบริษัทใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้น เพื่อหากำไรให้กับตนเอง หรือการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนเพื่อเจตนาสร้างราคาหุ้น เป็นต้น
ทั้งนี้ มีประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการสามารถพิจารณาดำเนินการ เพื่อปรับปรุงการทำหน้าที่และความรับผิดชอบตนเองได้ในหลายๆ เรื่อง อย่างเช่น พิจารณาทบทวนวิสัยทัศน์และพันธกิจของบริษัท รวมถึงดูแลให้มีการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติให้เกิดผล กำหนดนโยบายจำกัดจำนวนบริษัทจดทะเบียนที่กรรมการแต่ละคนจะดำรงตำแหน่งกรรมการได้ไม่เกิน 5 แห่ง กำหนดนโยบายจำกัดจำนวนปีในการดำรงตำแหน่งของกรรมการอิสระไว้ไม่เกิน 9 ปี เปิดเผยกระบวนการและหลักเกณฑ์ในการประเมินผลงานคณะกรรมการทั้งคณะและรายบุคคล จัดให้มีการประเมินผลงานของคณะกรรมการชุดย่อย จัดให้มีการทำแผนสืบทอดตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดขององค์กร เปิดเผยค่าตอบแทนของผู้บริหารสูงสุด หรือซีอีโอทั้งผลตอบแทนระยะสั้นและระยะยาว เป็นต้น
ประเด็นเหล่านี้อยู่ในวิสัยที่คณะกรรมการบริษัทจะปฏิบัติและเปิดเผยได้ ซึ่งจะมีผลสำคัญต่อการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนตามมาตรฐานสากล
สำหรับผลรายงาน Doing Business 2017 ของธนาคารโลก ระบุว่า อันดับของประเทศไทยขยับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 46 จากทั้งหมด 190 ประเทศ ดีขึ้นจากอันดับที่ 49 ในปีก่อนหน้า โดยที่คะแนนขยับเพิ่มขึ้นเป็น 72.53 จาก 71.42 คะแนน
ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยดำเนินการปรับปรุงบรรยากาศทางธุรกิจจนดีขึ้นอย่างชัดเจน 3 ด้านจากทั้งหมด 11 ด้าน ได้แก่ การเริ่มธุรกิจในประเทศไทยสะดวกมากขึ้น (Starting Business) การเข้าถึงสินเชื่อ (Getting Credit) และแก้ไขปัญหาล้มละลาย (Resolving Insolvency) ในขณะที่ปัจจัยอื่นๆ ที่ประเทศไทยปรับปรุงได้ดีขึ้นในปีที่ผ่านมา ได้แก่ การปกป้องนักลงทุนรายย่อย (Protecting Minority Investors) การค้าข้ามชายแดน (Trading Across Boarder) และการบังคับใช้สัญญา (Enforcing Contracts)
ส่วนปัจจัยที่มีความยากและเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจมากขึ้น ได้แก่ การจ่ายภาษี (Paying Taxes) การเข้าถึงไฟฟ้า (Getting Electricity) และการจดทะเบียนสินทรัพย์ (Registering Property)
แต่ถึงแม้ว่าอันดับและคะแนนของไทยในรายงาน Doing Business ฉบับล่าสุดจะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะนิ่งนอนใจ และภาครัฐยังต้องเร่งแก้ไขปัญหาพื้นฐานด้วยการปฏิรูปด้านต่างๆ อย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการปรับปรุงบรรยากาศในการทำธุรกิจให้ดีขึ้น และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเอาไว้ เพราะประเทศต่างๆ ที่เป็นคู่แข่งของไทยก็ล้วนพยายามแก้ไขปัญหาของตนอยู่ตลอดเวลา
โดยรวมแล้ว ผลของรายงาน CGR และ Doing Business แสดงถึงพัฒนาการในทางบวกของการกำกับดูแลกิจการที่ดีของ บจ.ไทย และความสะดวกในการทำธุรกิจในประเทศไทย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราทำได้ดีพอแล้ว เพราะยังมีหลายด้านที่เราต้องปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้ประเทศไทยของเราสามารถขยับขึ้นไปอยู่ในแถวหน้าของภูมิภาค และของโลกให้ได้ในอนาคต







