
บ้านชั่วชีวิต
เด็กคนนั้นดูสงบเรียบร้อยลงทันที หลังจากแม่บอกว่า “พูดไม่รู้เรื่องจะพากลับบ้านนะ” ไม่น่าเชื่อว่า “บ้าน”
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
เด็กคนนั้นดูสงบเรียบร้อยลงทันที หลังจากแม่บอกว่า “พูดไม่รู้เรื่องจะพากลับบ้านนะ” ไม่น่าเชื่อว่า “บ้าน” จะกลายเป็นคำขู่ไปได้ แต่เมื่อเทียบกับสวนสัตว์แล้ว บ้านกลายเป็นบทลงโทษได้อย่างแทบไม่ต้องพยายามอะไรเลย
ผมพอที่จะจำเค้าลางได้ว่า นับตั้งแต่วันที่วัยเด็กเริ่มค้นพบว่า โลกภายนอก (ที่ไม่ใช่บ้าน) มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ความหมายของบ้านก็เริ่มผันแปรตามสารพัดปัจจัย (ที่ผมคิดไปเอง) ในทันที
ผมเฝ้าคิดและปฏิบัติ เพื่อยืนยันว่าบ้านของตัวเอง น่าสนใจน้อยกว่าที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่บ้าน เท่าที่โอกาสจะอำนวย เริ่มจากเตร็ดเตร่ตามบ้านเพื่อนหลังเลิกเรียน ในเวลาต่อมาก็เริ่มค้นพบว่าแม้แต่สิ่งของชนิดเดียวกันหรือใกล้เคียงกับที่บ้านตัวเองมี ก็ช่างมีความแตกต่างอย่างชนิดที่อดรู้สึกไม่ได้ว่า ของเขาดีกว่าของเรา
ความรู้สึกนี้เล่นตลกกับผมอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งโทรทัศน์ยี่ห้อเดียวกันที่มีช่องรายการเท่ากันหรือกระทั่งรายการเดียวกัน ที่เปิดอยู่ในบ้านเพื่อน ก็ดูสนุกกว่าที่บ้านเสียอีก
อะไรที่ไม่ใช่บ้านตัวเองนั้นดีไปหมด ราวกับมีเวทมนตร์บังตา มีข้อเปรียบเทียบที่คอยกวาดต้อน สั่นคลอนให้ผมจนมุมอยู่เรื่อย แม้แต่ข้าวที่หุงสุกๆ ดิบๆ มีกับข้าวเพียงแค่ไข่เจียวไหม้ๆ ที่ได้กินตอนเข้าค่ายลูกเสือ ก็อร่อยกว่ามื้ออาหารที่แสนสมบูรณ์แบบที่แม่ตั้งใจทำให้กินเสียอีก
เมื่ออายุย่างเข้าวัยรุ่น บ้านยิ่งมีความหมายที่เลวร้ายลงไปอีก เมื่อได้เข้ามาเรียนในเมืองหลวง พบเห็นเรื่องน่าสนใจมากมาย ก็ยิ่งเพิ่มเหตุผลฝังกลบความสัมพันธ์ต่อบ้านไว้ในหุบเหวของความรู้สึก ให้จมลึกหายไปจนเอื้อมไม่ถึง ช่วงปิดภาคเรียนของทุกปี ผมจะพยายามหาข้ออ้างสารพัด ที่มีน้ำหนักมากพอที่จะช่วยให้ไม่ต้องกลับไปเยือนบ้านเกิด
แต่แล้วก็ต้องจนมุม กลับบ้านเกิดในวันที่ข่าวร้ายมาเยือน กลับมาร่วมงานศพตา ในงานศพแม่เล่าว่า ก่อนตายตาพยายามหนีจากโรงพยาบาลโดยบอกกับหมอว่า “อยากกลับบ้าน” แน่นอนไม่มีใครยินยอมในสิ่งที่ตาร้องขอเป็นครั้งสุดท้าย รวมถึงไม่เข้าใจเหตุผลในความต้องการนั้นอย่างสิ้นเชิง
อายุที่มากขึ้นทำให้ความหมายของบ้านและโลกภายนอกผันผวนตามไปด้วย
โลกภายนอกกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยจุดหมายที่ไม่เคยมีอยู่จริง บางวันสารพัดปัญหาก่อตัวขึ้นราวกับไม่มีวันสิ้นสุด
ในวันที่สิ้นหนทางรับมือ ผมยอมแพ้ และกลับบ้านเกิด หวังเลียบาดแผลและรักษาโรคนอนไม่หลับที่รุมเร้า
ระหว่างที่เอนแผ่นหลังทาบลอนของที่นอนยัดนุ่นแข็งกระด้างที่คุ้นเคยนั่นเอง กระดูกสันหลังของผมซึ่งทาบกับที่นอนก็เป็นเสมือนฟันเฟืองที่ประกบสอดประสานให้กลไกของเครื่องจักรดึกดำบรรพ์ทำงานขึ้นในตัวผม และขณะนั้นเอง ที่ผมได้ตระหนักถึงหลายสิ่งที่ผ่านมา แล้วผมก็เข้าใจว่า เมื่อตารู้ว่าวาระสุดท้ายกำลังมาถึง ทำไมแกถึงอยากกลับบ้าน







