
ต้องพร้อม ก่อนแก่
ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” แบบสมบูรณ์ในปี 2564 จากปัจจุบันที่จำนวนคนวัยทำงาน 4 คน จะเลี้ยงดูผู้สูงอายุ 1 คน
โดย...กองบรรณาธิการ
ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” แบบสมบูรณ์ในปี 2564 จากปัจจุบันที่จำนวนคนวัยทำงาน 4 คน จะเลี้ยงดูผู้สูงอายุ 1 คน และในอนาคตสัดส่วนคนวัยทำงานต่อการเลี้ยงดูผู้สูงอายุจะลดลงตามลำดับ ดังนั้นวิธีคิดในการดำรงชีวิตของคนที่จะก้าวเข้าไปสู่วัยชราในปัจจุบัน ควรเลิกคิดว่าแก่ตัวไปจะมีใครเลี้ยงดูได้ตั้งแต่บัดนี้ และหาทางช่วยเหลือตัวเองให้ได้เมื่อวัยชรามาเยือน
ในระยะเวลาอีกไปไม่ถึง 10 ปีนี้ หรือภายในปี 2583 จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นไปถึง 25% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งผู้เกษียณอายุไม่มีการเตรียมพร้อมในที่สุดจะกลายเป็นภาระของคนทั้งประเทศ โดยภาครัฐกังวลใจว่าในแต่ละปีมีภาระด้านงบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุสูงขึ้นทุกปี
ในปี 2559 มีภาระงบประมาณดูแลผู้สูงอายุ 3.08 แสนล้านบาท และอีก 10 ปีข้างหน้าภาระจะพุ่งเป็น 7.5 แสนล้านบาท/ปี
การเงินเรื่องใหญ่
อายุเฉลี่ยคนไทยในปัจจุบัน ได้เพิ่มขึ้นเป็น 75 ปี ในปี 2557 จากเดิมที่อยู่ที่ 58 ปี เมื่อ 50 ปีก่อน และหากคนไทยมีอายุเกิน 60 ปีแล้ว อายุเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ต่อไปได้อีกประมาณ 22 ปี
ข้อมูลจากมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย พบว่าไทยได้เป็น “สังคมสูงวัย” มาตั้งแต่ปี 2548 หรือเมื่อ 11 ปีที่แล้ว แล้วเมื่อสัดส่วนประชากรสูงอายุหรือวัย 60 ปีขึ้นไป สูงถึง 10% ของประชากรทั้งประเทศ และกำลังจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีมากถึง 20% ในปี 2564 หรือในอีกเพียง 5 ปีข้างหน้า รวมถึงจะเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดในอีกไม่ถึง 20 ปี เมื่อประชากรวัย 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วน 28% ของประชากรทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุไทยอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนมากถึง 34% และแนวโน้มผู้สูงอายุที่ได้รายได้จากบุตรก็ลดลง จาก 52% ในปี 2550 เหลือประมาณ 37% ในปี 2557 แต่ในทางกลับกัน รายได้จากการทำงานกลับเพิ่มขึ้นจาก 29% เป็น 34% โดยผู้ที่มีรายได้หลักจากการทำงานส่วนมากเป็นผู้สูงอายุตอนต้น คือ 60-65 ปี มากกว่า 59% ขณะที่ผู้สูงอายุวัย 65-69 นั้นมีรายได้จากการทำงาน 46%
สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า ที่ประชุมเวที “ประชารัฐเพื่อสังคม” พบตัวเลขที่น่าสนใจว่าในอีก 12 ปีข้างหน้า จะมีผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 14.4 ล้านคน จากปัจจุบันที่มีทั้งหมด 9.9 ล้านคน และมีสัดส่วน 1 ใน 10 ถูกทอดทิ้งให้อยู่ลำพังและดูแลตัวเองได้ดีประมาณ 8 ล้านคน
นอกจากนี้ ยังผู้สูงอายุมากกว่า 34.3% มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือ 2,572 บาท/คน/เดือนในปี 2557 และภายใต้โครงสร้างการบริโภคในปี 2554 ผู้สูงอายุต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 2.03 ล้านบาท/คน จึงจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตได้จนถึงอายุ 80 ปี
ซึมเศร้า
ข้อมูลของ “โครงการพัฒนางานส่งเสริมสุขภาพจิต และป้องกันปัญหาสุขภาพจิตวัยสูงอายุ” ซึ่งมีกรมสุขภาพจิตเป็นผู้รับผิดชอบ ได้ระบุถึงปัญหาสุขภาพจิตที่สำคัญของผู้สูงอายุ ที่พบบ่อย 5 อันดับแรก 1.ความวิตกกังวล 2.ซึมเศร้า 3.นอนไม่หลับ 4.ภาวะสมองเสื่อม และ 5.ปัญหาเรื่องเพศ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุส่วนหนึ่งยังมีความเปราะบางทางจิตใจ มีปัญหามาจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง ความรู้สึกว่าคุณค่าในตัวเองลดลงและค่านิยมต่อผู้สูงอายุในสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไป
ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตยังพบอีกว่า ปัญหาทางสุขภาพจิตของผู้สูงอายุมีสาเหตุหลักมาจาก 3 เรื่อง คือ 1.การย้ายถิ่นของคนวัยทำงาน ทำให้ผู้สูงอายุอยู่ลำพังมากขึ้น รวมถึงอาจต้องเลี้ยงดูหลาน รับภาระเพิ่ม 2.สุขภาพจากการเจ็บป่วย ซึ่งถดถอยลงตามตัวเลขอายุที่มากขึ้น และ 3.เงิน เนื่องจากเป็นวัยที่หยุดทำงาน จึงขาดรายได้ ขาดความภาคภูมิใจ ทำให้ร่างกายจิตใจโดดเดี่ยว เกิดความเครียด
กรมสุขภาพจิต ยังพบอีกว่า ผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีความสุขน้อยที่สุดในทุกวัย แต่ที่น่าแปลกคือ หากไม่นำปัญหาเรื่องสุขภาพ หรือเรื่องการเงินเข้ามาร่วม ผู้สูงอายุจะกลายเป็นกลุ่มที่มีความสุขมากที่สุด
ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะคือ 1.สร้างระบบการออมเงินไว้ใช้ในยามชรา 2.สร้างระบบการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ตั้งแต่วัยทำงาน เพื่อให้ยามเจ็บป่วยมีสุขภาพที่ดีพอในการดูแลตัวเองได้ ไม่ให้เจ็บป่วยในโรคเรื้อรัง หรือโรคจากพฤติกรรม และ 3.การสร้างความสัมพันธ์ภายในบ้านและครอบครัว เพื่อลดปัญหาการอยู่ร่วมกันในวัยชรา
ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติครั้งล่าสุดปี 2557 พบว่าผู้สูงอายุยังพึ่งพาตัวเองไม่ได้และมีรายได้จากการทำงานเพียง 33.9% ที่เหลือได้รับจากบุตร 36.7% เบี้ยยังชีพจากราชการ 14.8% เงินบำเหน็จบำนาญ 4.9% จากคู่สมรส 4.3% และดอกเบี้ยเงินออมและการขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ 3.9%
ดังนั้น จะทำอย่างไรที่จะเพิ่มรายได้จากการทำงานของตัวเองให้มากขึ้นและลดการพึ่งพารายได้จากผู้อื่น เพื่อให้เกษียณอย่างสุขสบาย
ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ ผู้สูงอายุเกินกว่าครึ่งที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายหลังเกษียณอายุเอง ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย เกินกว่าครึ่งหวังให้รัฐบาลรับผิดชอบทำให้ไม่มีความคิดที่จะวางแผนชีวิตหลังเกษียณ...ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ได้แล้ว เพื่อให้มีความพร้อมในการรับชีวิตใหม่เมื่อแก่
เริ่มต้นด้วยแนวคิดที่ว่า เมื่อแก่แล้วจะใช้ชีวิตกันแบบไหน เกษียณแล้วควรมีเงินเท่าไร และเก็บเงินไว้ใช้ยามแก่ได้แค่ไหนแล้ว ตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในอนาคต
ลองสำรวจดูเงินออมเพื่อเกษียณจากแหล่งต่างๆ ว่าปัจจุบันมีเงินออมเท่าไร เพียงพอรึไม่ เช่น เงินฝากธนาคาร เงินกองทุนประกันสังคม เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินประกันชีวิต กองทุนทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) และการลงทุนในหุ้น
คำนวณเงินออมที่ยังขาดอยู่ โดยเทียบเงินออมที่มีอยู่และเงินที่ต้องใช้ยามเกษียณ หากพบว่าเงินที่ออมไว้ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ต้องการอยู่มาก ก็ต้องเร่งวางแผนเพื่อให้มีเงินออมมากขึ้น วางแผนเงินออมเพิ่มเมื่อรู้ว่าขาดเงินออมเท่าไร เริ่มจากการทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างรัดกุมเพื่อให้เกิดการออมแต่ละเดือน และลงมือออมอย่างต่อเนื่องและมีวินัย เลือกช่องทางการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้
นอกจากนั้น ควรมีการทบทวนเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอเพื่อตรวจสอบว่าทำได้ไหม ต้องเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายอย่างไรบ้าง ต้องบริหารเงินออมเงินลงทุน ให้ได้ผลตอบแทนอย่างไรบ้าง และปรับเปลี่ยนแผนการออมให้เหมาะสมกับตัวเองมากขึ้น
แหล่งเงินกู้เพื่อคนสูงวัย
หนทางหนึ่งหลังจากเกษียณแล้ว ผู้สูงวัยอาจจะมีแนวความคิดที่ทำธุรกิจส่วนตัว การหารายได้หลังจากเกษียณมีแหล่งเงินกู้สำหรับผู้สูงวัยในการประกอบอาชีพส่วนตัวดังนี้
1.กองทุนสูงวัย ซึ่งเป็นการให้กู้ยืมเงินเพื่อนำไปประกอบอาชีพ ผ่อนชำระเป็นรายงวดแต่ไม่เกิน 3 ปี (36 งวด) โดยไม่คิดดอกเบี้ย - รายบุคคล ในวงเงินไม่เกิน 3 หมื่นบาท คุณสมบัติผู้ขอกู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพฯ ต้องมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีสัญชาติไทย ที่ต้องมีรายได้สุทธิ รวมแล้วไม่เกิน 7,000 บาท/เดือน- กู้เงินกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละไม่น้อยกว่า 5 คน ได้กลุ่มละไม่เกิน 1 แสนบาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โทรศัพท์ 02-282-4206, 02-659-6260-2 หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ศูนย์พัฒนาสังคมจังหวัด และศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ
2.โครงการ “ความสุขไม่มีวันเกษียณ” ของธนาคารกรุงไทย คุณสมบัติผู้กู้ต้องเป็นผู้รับบำนาญ ผู้รับบำเหน็จ วงเงินกู้ไม่เกินจำนวนเงินตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอดฯ คิดดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ลบ 0.375% ต่อปี
มาตรการจากคลัง
ด้านกระทรวงการคลังเตรียมออก 4 มาตรการ เพื่อช่วยเหลือผู้สูงวัยดังนี้1.การลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยได้เสนอมาตรการจูงใจให้บริษัทเอกชนที่จ้างงานผู้มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ให้บริษัทเอกชนสามารถนำเงินเดือนของผู้สูงอายุมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า แต่ไม่เกิน 10% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด และกำหนดเงินเดือนผู้สูงอายุไม่เกินคนละ 1.5 หมื่นบาท/เดือน
2.มาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการสร้างบ้านสำหรับคนชรามากขึ้นและผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง
3.การจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) โดยในหลักการจะให้ลูกจ้างที่ทำงานในบริษัท และเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมเดิมอยู่แล้ว ต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกของ กบช.แบบภาคบังคับอีก 1 กองทุน ทั้งนี้เพื่อเป็นเงินออมอีกก้อนไว้ใช้ในยามเกษียณ
4.สินเชื่อรูปแบบ Reverse Mortgage หรือการปล่อยกู้ผู้เกษียณอายุโดยนำบ้านมาจำนองกับธนาคารพาณิชย์และเอาเงินมาใช้จ่ายเป็นรายเดือน
ธนาคารสมอง
“ธนาคารสมอง” ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 โดยสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อเป็นการสนองพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในการนำผู้ที่เกษียณอายุแล้วแต่ยังมีความรู้ ความสามารถมาช่วยงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ โดยมีภารกิจสำคัญ 4 ประการ คือ
1.การให้ความช่วยเหลือทั้งในลักษณะเชิงรับและเชิงรุก ตามคำขอของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน
2.การนำปัญญาความรู้ของวุฒิอาสามาร่วมพัฒนาอย่างกว้างขวาง
3.การมุ่งเผยแพร่องค์ความรู้และประสบการณ์ของวุฒิอาสา
4.การสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และระดมความคิดเห็นในการกำหนดแนวทางการดำเนินการเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาในพื้นที่ต่างๆ และมีการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกับส่วนราชการ ทั้งในระดับกระทรวง ระดับกรม และในระดับพื้นที่ ตลอดจนทำงานเชื่อมโยงกับมูลนิธิ องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ต่างๆ ที่ทำงานเชิงอาสาสมัคร
นอกจากนี้ ยังมี “วุฒิอาสาธนาคารสมอง” ซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่มีทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ คุณธรรมจริยธรรมพื้นฐาน ที่แต่ละท่านล้วนมีเครือข่ายในหลากหลายมิติ ทั้งในด้านวิชาชีพ ในด้านเศรษฐกิจ ในด้านสังคม ในด้านวิถีวัฒนธรรม รวม 21 สาขา โดยแยกตามความรู้และประสบการณ์ ดังนี้ 1.ด้านการศึกษา 2.ด้านการแพทย์และสาธารณสุข 3.ด้านการเกษตร 4.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5.ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 6.ด้านวิศวกรรม 7.ด้านสถาปัตยกรรม 8.ด้านการเงิน การคลัง งบประมาณ 9.ด้านสังคม 10.ด้านกฎหมาย 11.ด้านการปกครองการเมือง 12.ด้านศิลปวัฒนธรรมและศาสนา 13.ด้านการวางแผนพัฒนา 14.ด้านพาณิชย์และบริการ 15.ด้านความมั่นคง 16.ด้านบริหารจัดการและบริหารธุรกิจ 17.ด้านการประชาสัมพันธ์ 18.ด้านคมนาคมและสื่อสาร 19.ด้านพลังงาน 20.ด้านต่างประเทศ และ 21.ด้านอุตสาหกรรม







