posttoday
มิ้นท์ ไฮฟ์สเตอร์ พบตัวตนบนโลกกว้าง

มิ้นท์ ไฮฟ์สเตอร์ พบตัวตนบนโลกกว้าง

10 กันยายน 2559

ทายาทคนสุดท้องของครอบครัวรุ้งทองทัวร์ มิ้นท์-ชญานิศ ธรรมปริพัตรา ถูกถ่ายทอดดีเอ็นเอการท่องเที่ยวมาเต็มๆ

โดย...รอนแรม

ทายาทคนสุดท้องของครอบครัวรุ้งทองทัวร์ มิ้นท์-ชญานิศ ธรรมปริพัตรา ถูกถ่ายทอดดีเอ็นเอการท่องเที่ยวมาเต็มๆ เพราะนอกจากเธอกับพี่สาว (อชิรญา ธรรมปริพัตรา) จะเป็นผู้สืบทอดบริษัท ทั้งคู่ยังร่วมกันก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม ไฮฟ์สเตอร์ (Hivesters) แหล่งรวบรวมกิจกรรมท่องเที่ยวที่ยั่งยืนโดยคำนึงถึงชุมชนเป็นสำคัญ โดยมีครอบครัวผลักดันให้เธอกลายเป็นนักเดินทาง

เปิดโลก

มิ้นท์ชอบการท่องเที่ยวตั้งแต่อายุ 16 ปี เธอไปเรียนแลกเปลี่ยนในโครงการเอเอฟเอส (AFS) ที่ประเทศสวีเดน ทำให้ได้เรียนรู้ชีวิตของคนอีกฟากหนึ่งของโลก

“ไปเรียนภาษา ไปทำความเข้าใจกับอีกวัฒนธรรมที่ค่อนข้างตรงข้ามกับประเทศไทยโดยสิ้นเชิง ทำให้รู้สึกเหมือนเปิดโลกใหม่ รู้สึกตื่นเต้น และอยากเรียนรู้เวลาไปประเทศอื่น ประสบการณ์นั้นทำให้นิสัยตัวเองเปลี่ยนไปกลายเป็นคนที่เปิดกว้าง กล้ามากขึ้น ชอบที่จะเจอคนใหม่ๆ อยากเรียนรู้ และรู้สึกมั่นใจว่าจะออกไปเที่ยวคนเดียวได้ และไปรู้จักคนระหว่างทาง

มิ้นท์ ไฮฟ์สเตอร์ พบตัวตนบนโลกกว้าง

 

โชคดีที่การไปเที่ยวแต่ละครั้งก็จะได้เพื่อนจากประเทศนั้นๆ เพิ่มมาเสมอ เวลาเที่ยวก็ชอบที่จะไปอยู่ประเทศหนึ่งนานๆ เพื่อจะได้เข้าใจวิถีของเขา ภาษา และรู้จักคนที่นั่นจริงๆ อย่างก่อนไปอยู่กัมพูชาก็จะมีคนบอกว่าน่ากลัวนะ แต่พอไปอยู่ไปทำงานที่นั่น 6 เดือน ที่นั่นทำให้เห็นว่าไม่จริงเลย คนที่นั่นน่ารักมาก มีประวัติศาสตร์การเมืองที่น่าสนใจที่ส่งผลถึงประเทศในปัจจุบัน และเขามีวัฒนธรรมคล้ายๆ คนไทยมาก เพราะมีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน พอเวลากลับมาอยู่เมืองไทยนานๆ แล้วจะรู้สึกว่าคันและต้องออกไปเที่ยวอีก” เธอเล่า

จากเล็กกลายเป็นใหญ่

มิ้นท์จบปริญญาตรีและปริญญาโท ด้านกฎหมาย เรื่องสิทธิมนุษยชน และทำงานด้านงานพัฒนามาตั้งแต่เรียนจบ โดยที่ไม่คิดว่าจะมาทำด้านการท่องเที่ยว แต่ทุกอย่างก็ได้เริ่มขึ้นเมื่อเธออยู่อเมริกา ได้มีโอกาสไปงาน Social Good Summit ที่นิวยอร์ก เป็นงานประชุมที่นำคนระดับโลกมาเล่าเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี หรือสิ่งที่เขาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นบนโลกนี้ได้จริง เช่น เครื่องผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขายคนในแอฟริกาที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ในราคาถูก ฟุตบอลที่เล่นแล้วสร้างพลังงานไฟฟ้าให้เด็กๆ ใช้อ่านหนังสือตอนกลางคืนได้ หรือผู้นำความคิดชื่อดังอย่าง ริชาร์ด แบรนสัน และมาลาลา ที่สร้างแรงบันดาลใจให้อยากทำอะไรบางอย่างที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงได้ อันเป็นจุดกำเนิดของไฮฟ์สเตอร์

“ตอนนั้นก็มีเพื่อนถามเรื่องมาเที่ยวเมืองไทยเยอะ แต่ละคนมาก็จะอยากไปตลาดน้ำ ขี่ช้าง ดูเสือกับจระเข้ กินผัดไทย แต่เรารู้สึกว่าจริงๆ แล้วเมืองไทยมันมีอะไรมากกว่านี้ ทำไมเขาไม่อยากไปกัน หรือว่าเขาไม่รู้ หาไม่เจอ แล้วหลายๆ กิจกรรมก็เป็นสิ่งที่ทำร้ายประเทศเรา อย่างช้างที่ไม่ควรจะขี่ เพราะมีการทรมานและหลังช้างไม่สามารถรับน้ำหนักได้เยอะ ทะเลที่คนไปเยอะเกินและสร้างปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม หรือคนในพื้นที่นั้นๆ ที่เกิดคำถามขึ้นว่าทำไมนักท่องเที่ยวเข้าไปเยอะแต่ชาวบ้านยังจนอยู่

มิ้นท์ ไฮฟ์สเตอร์ พบตัวตนบนโลกกว้าง

 

ถ้านักท่องเที่ยวเหล่านี้รู้ว่าการที่เขามาเที่ยวแล้วทำร้ายประเทศที่เขาเที่ยวยังไง เขาน่าจะเลือกที่จะไม่ทำกิจกรรมนั้นๆ หรือถ้าเขารู้ว่ามันมีทางเลือกอื่นเขาก็น่าจะอยากไปทางนั้นมากกว่า แล้วด้วยความที่เราโตมากับการท่องเที่ยวอยู่แล้ว เห็นสิ่งที่แม่ทำทุกวันก็พอเข้าใจวงการนี้ ก็คุยกับพี่สาวและร่วมกันคิดเกิดเป็นกิจการเพื่อสังคม ไฮฟ์สเตอร์ ชนะรางวัลการแข่งขันโครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม (Banpu champions for change) เมื่อ 4 ปีที่แล้ว”

ปัจจุบันไฮฟ์สเตอร์สร้างเว็บไซต์ www.hivesters.com ที่พัฒนา คัดเลือก และรวบรวมกิจกรรมท่องเที่ยวที่ยั่งยืนมาไว้ในที่เดียวกัน เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติได้เห็นว่าเมืองไทยยังมีความลับอีกมากให้ไปค้นหาโดยที่ยังไม่ถูกปรุงแต่งจากการท่องเที่ยว

ท่องเที่ยวชุมชน

หากกล่าวถึงการท่องเที่ยวชุมชนที่ทางไฮฟ์สเตอร์พยายามทำให้เป็นที่รู้จัก เธอมองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การท่องเที่ยวเมืองไทยยั่งยืน เพราะรายได้จะย้อนกลับเข้าไปสู่คนท้องถิ่น และหากมีการจัดการที่ดีก็จะมีระบบการกระจายรายได้ให้ทั่วถึง

มิ้นท์ ไฮฟ์สเตอร์ พบตัวตนบนโลกกว้าง

 

“จากกิจกรรมที่ผ่านมา การมีคนเข้ามาช่วยให้ชุมชนรู้สึกว่าวัฒนธรรมหรือวิถีที่ตัวเองมีและเป็นอยู่นั้นมีคุณค่าและเกิดความรู้สึกที่อยากจะรักษา เหมือนกับที่คุณป้าสอนทำขนมเรไรได้พูดว่า ขอบคุณนะที่ทำให้คนรู้จักและเห็นคุณค่าของขนมเรไรที่คนไทยเองก็ไม่ค่อยรู้จัก” เธอยกตัวอย่าง

ในกรุงเทพมหานครมีชุมชนเก่าแก่ที่มีกิจกรรมน่าสนใจให้เข้าไปเรียนรู้และเข้าใจรากเหง้าและประวัติศาสตร์ของตนเอง อย่างกิจกรรมใน 6 ชุมชนที่ทางไฮฟ์สเตอร์ได้ลงไปทำงานภายใต้โครงการแอพเพียร์ (APPEAR) ร่วมกับยูเอ็นดีพี (UNDP) และกรุงเทพมหานคร ที่ต้องการพัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชน และดึงภาคธุรกิจเข้ามาแก้ปัญหาที่ชุมชนมี

“เราได้ไปรู้จักชุมชน 6 แห่งที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และกิจกรรมที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นชุมชนนางเลิ้ง บางลำพู บ้านบุ เกาะศาลเจ้า บางกระดี่ หัวตะเข้ เราสามารถไปเรียนรู้การทำแป้งพวงที่เป็นเครื่องหอมโบราณ เรียนการรำละครชาตรี หรือดูการแทงหยวก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขาดคนสืบสาน และต้องการคนเข้าไปทำให้พวกเขาไม่หมดลมหายใจ คนรุ่นมิ้นท์อาจจะไม่ค่อยเคยได้ยินและไม่รู้ว่าในกรุงเทพฯ มีของแบบนี้ด้วย ชาวต่างชาติก็มักอยู่กรุงเทพฯ ไม่กี่วันแล้วก็ไปเชียงใหม่ ภูเก็ต เพราะคิดว่ากรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีอะไร แต่จริงๆ เรามีวัฒนธรรมที่น่าสนใจมาก และต้องการการสนับสนุนเพื่อไม่ให้ชุมชนเก่าแก่เลือนหายไป”

มิ้นท์ยังพูดถึงการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ว่าคือการท่องเที่ยวที่ไม่เปลี่ยนธรรมชาติหรือวิถีชีวิตดั้งเดิม เป็นการท่องเที่ยวที่ช่วยให้คนในท้องถิ่นมีรายได้และอยู่รอดได้จริง สร้างแรงจูงใจ (Incentive) ที่เพียงพอให้คนช่วยกันรักษาวัฒนธรรมไม่ให้เลือนหาย และไม่สร้างความเสื่อมโทรมให้กับสภาพแวดล้อม

มิ้นท์ ไฮฟ์สเตอร์ พบตัวตนบนโลกกว้าง

 

โลกของมิ้นท์

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ มิ้นท์อยากให้โลกใบนั้นเป็นโลกที่คนเราไปเที่ยวแบบไม่ทำร้ายใคร ไม่ทำลายวัฒนธรรมและธรรมชาติ

“ไม่ใช่ว่าแห่กันไปที่หนึ่งจนที่นั่นพัง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนหมดเสน่ห์แล้วค่อยย้ายกันไปเที่ยวที่อื่น จนวันหนึ่งประเทศไทยอาจจะไม่เหลืออะไรให้เที่ยวแล้วอีกต่อไป” เธอทิ้งท้าย

ค้นหาข้อมูลท่องเที่ยวชุมชน เที่ยวกรุงเทพฯ หรือเที่ยววิถีไทยได้ที่เว็บไซต์ hivesters.com และอย่าลืมออกไปตามหาความงดงาม ก่อนที่ที่นั่นจะถูกลืม

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว