
วิปัสสนาญาณ...หลักธรรมในพระพุทธศาสนา (๕)
ปุจฉา : กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระอารยะวังโส
ปุจฉา : กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระอารยะวังโส
โดย....พระอารยะวังโส
๒.ปัจจุบันมีภิกษุณีและสามเณรีอยู่มาก ในพื้นที่ที่โยมอยู่ก็มีสำนักนี้อยู่ด้วย โยมไม่แน่ใจว่าควรจะไปศึกษาจากที่นี่หรือไม่ เพราะโยมได้ฟังพระธรรมเทศนามาว่า ฝ่ายเถรวาทไม่มีภิกษุณีอยู่แล้ว เพราะมีภิกษุณีทำให้อายุพระศาสนาสั้น
๓.โยมเคยไปอินเดียเมื่อปี ๒๕๕๐ พักที่วัดไทยพุทธคยา พบกับลูกศิษย์พระคุณเจ้า เขามาทำอาหารภาคใต้ที่ครัว และเล่าเรื่องพระคุณเจ้ากลับมาที่ดงคสิริอีกครั้ง และวันนั้นจะลงมาที่ต้นโพธิ์ เขาจะไปหาพระคุณเจ้าที่ต้นโพธิ์ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะได้พบหรือไม่ โยมได้ขอตามไป แต่เขาไปตอนไหนก็ไม่ทราบ โยมก็เลยไปลำพัง แต่ไม่พบพระคุณเจ้า โยมไม่เคยได้กราบพระคุณเจ้ามาก่อน แต่ได้เห็นภาพโปสเตอร์ของพระคุณเจ้าที่ติดไว้บนวัดที่ดงคสิริ เมื่อโยมไปที่ต้นโพธิ์ได้มองหาพระคุณเจ้า โยมไม่พบ แต่มีเรื่องน่าแปลกคือ พบพระภิกษุรูปหนึ่งเป็นพระฝ่ายมหานิกาย หน้าตาผ่องใสมาก โยมไม่เคยเห็นพระฝ่ายมหานิกายหน้าตาผ่องใสเช่นนั้นมาก่อน และท่านมองโยมแบบยิ้มๆ ทำให้โยมแปลกใจ โยมได้ทราบว่าพระคุณเจ้าใช้ชื่ออารยะวังโสเหมือนภิกษุรูปหนึ่งที่มรณภาพไปแล้ว ซึ่งท่านมีความเกี่ยวพันกับหลวงปู่ที่อยู่เหนือโลกนี้ไปแล้ว โยมจึงมีความเห็นว่าพระคุณเจ้าได้ใช้มโนมยิทธิญาณใช่หรือไม่ จึงแปลงรูปโฉมได้
กราบนมัสการด้วยความเคารพ
โยมอัจฉรา แก้วใส
วิสัชนา : โดยจะต้องถูกต้องตรงตามจตุราริยสัจ หรืออริยสัจ ๔ ที่เป็นแบบแผนของพระพุทธศาสนา จึงจะถูกต้องจริง และควรแก่ความศรัทธา จึงไม่ควรไปติติงเพียงแค่เหตุผลว่าเป็นภิกษุณีหรือสามเณรี หากบวชมาถูกต้องไม่ปลอมแปลงมา มีสังกัดนิกาย มีที่ไปที่มาตามแบบแผนก็ไม่ผิดอะไร เพราะประเทศไทยเป็นดินแดนเสรีทางความศรัทธาในศาสนาทุกศาสนา อันเป็นไปตามวาสนาบารมีของแต่ละผู้นาม ส่วนที่ควรมองดูก็คือข้อวัตรปฏิบัติ ถ้าเป็นไปตามพระธรรมวินัย มีการถือปฏิบัติถูกต้องก็น่าอนุโมทนา และหากรู้จักเผยแผ่หลักธรรมคำสั่งสอนที่ถูกต้อง
ไม่ดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข หรือคิดสร้างคำสอนขึ้นมาเอง ก็น่าเลื่อมใสทั้งนั้น ส่วนจะศรัทธาหรือไม่อย่างไร ก็เป็นไปตามภูมิปัญญาของแต่ละบุคคล จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ชาวพุทธจะต้องเรียนรู้หลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าของเราทรงสั่งสอนหลักธรรมอันใด ซึ่งธรรมอันนั้นเป็นไปเพื่อการนำออกจากความทุกข์ ที่เรียกว่า นิยยานิกธรรม...” จึงขอทำใจให้เป็นกลางๆ จับหลักแก่นธรรมตามที่กล่าวเป็นธงชัย เราก็จะเดินไปไม่ผิดทาง ไม่ว่าจะเป็นความศรัทธาต่อภิกษุหรือภิกษุณี ซึ่งเนื้อแท้อยู่ที่ฐานความจริงของการปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัยต่างหาก ควรเป็นตัวบทกำหนดของจริงหรือของปลอม หากไม่ติดขัดเรื่องนิกาย...
จากปุจฉาที่ ๓ อาตมามีชื่อตามฐานะพระสงฆ์ว่า อารยะวังโสภิกขุ หรือ พระอธิการอารยะ อารยะวังโส หรือ พระอาจารย์อารยะวังโส ตามที่หลวงปู่จันทร์ กุสโล (พระพุทธพจนวราภรณ์) ได้ตั้งมงคลนามนี้ให้เมื่อเกิดใหม่ในฐานะภิกษุในพระพุทธศาสนา และท่านจะเรียกอาตมาว่า “อารยะวังโส” จนติดปากคณะศรัทธาญาติโยม จึงเป็นที่มาของ พระอาจารย์อารยะวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จ.ลำพูน หลวงพ่อท่านบัญชาให้อาตมารับภาระเป็น “ตุ๊หลวง” บริหารวัด จัดการดูแลพระเณรชี ตลอดจนอุบาสกอุบาสิกา ที่เป็นศรัทธาของวัดป่า โดยให้ยึดถือแบบแผนของหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ ด้วยความที่ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น เมื่อสมัยหลวงปู่มั่นมาทำหน้าที่เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จ.เชียงใหม่ ในอีกเส้นทางหนึ่งของความเป็นพระป่ากรรมฐาน อาตมาถือความเป็นศิษย์พระป่าจากหลวงปู่ขาน ได้ถวายพานธูปเทียนกับมือ และนำพานดอกไม้ไปถวายหลวงปู่ขาวตามคำสั่ง เพื่อสืบปฏิปทาพระป่ากรรมฐาน และชอบอยู่ป่าช้ามากกว่าป่าอื่นๆ สมัยนั้นว่างๆ ก็ขึ้นดอยลงดอยภาคเหนือ
และมักจะเดินทางไปโขงเจียม ศรีเมืองใหม่ ท่องไปในภาคอีสานแถบลุ่มน้ำโขง บางคราวก็ล่องลงภาคใต้ ขึ้นภูเขาไปอยู่ที่พระธาตุภูหว้าทางภูเก็ต ต่อมาเมื่อเดินทางกลับชมพูทวีปไปจำพรรษาอยู่แถบภูเขาดงคสิริ (อุรุเวลาฯ) อินเดีย, วัดนิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ ในเนปาล และมาจำพรรษาบนภูเขารัตนคีรี (คิชฌกูฏ) ในพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธในอดีต จนชาวฮินดูในเนปาลในอินเดียตามพื้นที่ซึ่งอาตมาเคยจำพรรษาอยู่ มีความศรัทธาเรียกอาตมาว่า “กูรูจี” ได้ใส่บาตรดูแลอาตมาอย่างดียิ่ง หวังว่าอาตมาจะได้อยู่กับพวกเขานานๆ... ในสมัยประพฤติธรรมดังกล่าว อาตมาบิณฑบาตเป็นปกติตามบ้านเรือนของชาวฮินดูวรรณะต่ำ ซึ่งได้ใส่บาตรกันเป็นปกติกับอาตมา
จนเป็นที่กล่าวขานไปทั่ว โดยเฉพาะวัดไทยทั้งหลายแถบพุทธคยาทราบดี ต่อมามหาโพธิสมาคมในอินเดียขออาราธนานิมนต์อาตมาไปเป็นพระอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐาน ณ พระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา เป็นประธานนำกองทัพธรรมยาตราของพระสงฆ์นานาชาติ และเป็นประธานจัดงานมาฆบูชาโลกให้ชาวพุทธในอินเดีย ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า ๑๐ ล้านคน ที่ให้ความเคารพนับถืออาตมาในฐานะเป็น “กูรูจี” ของชาวพุทธในอินเดียเช่นกัน ซึ่งในวันครบรอบ ๑๔๖ ปี ของท่านอนาคาริก ธรรมปาละ รัตนบุรุษแห่งศรีลังกาของปี พ.ศ. ๒๕๕๓ นี้ มหาโพธิสมาคมในอินเดียจะได้จัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โต และได้ติดต่อขอนิมนต์อาตมาไปแสดงธรรมเทศนาในหลักวิปัสสนากรรมฐานของพระพุทธศาสนา ณ วัดพุทธศรีลังกา พุทธคยา
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







