
ธมนธร อมรธีรสรรค์ นักเรียนเขียนหนังสือ
ไม่ธรรมดาที่นักเรียนมัธยมปลายจะสามารถเขียนหนังสือและขายดีจนได้ตีพิมพ์ครั้งที่ 2 หลังวางแผงเพียงหนึ่งเดือน
โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช
ไม่ธรรมดาที่นักเรียนมัธยมปลายจะสามารถเขียนหนังสือและขายดีจนได้ตีพิมพ์ครั้งที่ 2 หลังวางแผงเพียงหนึ่งเดือน เธอคือ หมอก-ธมนธร อมรธีรสวรรค์สาวน้อยวัย 23 ปี เจ้าของหนังสือ 3 เล่ม ในช่วงชีวิตการเรียนหนังสือ 7 ปี
เล่มแรก “เส้นทางสู่ฝัน ม. ปลาย สายมังงะ” เธอเขียนตอนไปเรียนมัธยมปลายที่ญี่ปุ่น บอกเล่าเรื่องราวชีวิตการเป็นนักเรียนไทยคนเดียวในโรงเรียน และชีวิตการอยู่ตัวคนเดียวในโอซากา เล่มสอง “จดหมายรัก ฉบับที่หนึ่ง Sincerely yours” เขียนตอนปี 2 ขณะเข้ามหาวิทยาลัย เป็นเรื่องแต่งเกี่ยวกับบทสนทนาผ่านจดหมายระหว่างเจ้าหญิงกับใครบางคนที่เธอคิดถึง และเล่มสาม “มหา’ลัย สายมังงะ” เธอเขียนตอนเรียนมหาวิทยาลัย บอกเล่าชีวิตนักศึกษาถึงวิธีการ ขั้นตอน และเทคนิคสำหรับผู้ที่อยากเป็นนักวาดการ์ตูน โดยทั้งสามเล่มเธอไม่ได้เขียนเพียงตัวหนังสือ แต่ยังวาดภาพประกอบจากสีน้ำอันมีคาแรกเตอร์เป็นเอกลักษณ์ของเธอเอง
หมอกเป็นนักอ่านตั้งแต่เด็ก ชอบอ่านหนังสือภาพ หนังสือนิทาน จนติดเป็นนิสัยรักการอ่านซึ่งเป็นพื้นฐานของการเขียนที่ดี ส่วนการวาดเธอเริ่มต้นไม่ต่างจากเด็กทั่วไปที่ชอบขีดๆ เขียนๆ แต่เพราะเธอค้นพบตัวเองเร็วจึงมุ่งมั่นเรียนการวาดการ์ตูนที่ญี่ปุ่น 7 ปี ซึ่งกล่าวได้ว่าความสามารถทั้งการเขียนและการวาดมาจากพรแสวงล้วนๆ
ม.ปลาย
คำว่า มังงะ แปลว่า การ์ตูนช่อง อย่างการ์ตูนไทยที่เป็นช่องๆ เช่น ขายหัวเราะ ก็สามารถเรียกว่า ไทยมังงะ ได้เช่นกัน โดยหมอกเรียนมัธยมปลาย 3 ปี ที่โรงเรียนเท็ตสึคายาม่า สายการวาดการ์ตูน เมืองโอซากา และเรียนระดับอุดมศึกษา 4 ปี ที่คณะสตอรี่มังงะ สาขามังงะ มหาวิทยาลัยเกียวโต เซกะ
"ตอนเรียน ม.ปลาย จะได้ฝึกพื้นฐานการวาดรูปหลายอย่างเพื่อให้เด็กค้นหาตัวเองว่าชอบอะไร ทั้งการ์ตูนที่เป็นมังงะ แอนิเมชั่น และอิลัสเตชั่น หมอกเองก็เริ่มจากการวาดการ์ตูนหลายแนว ตั้งแต่หวานแหวว ต่อสู้ แฟนตาซี จนขึ้นมหาวิทยาลัย จะเรียนตั้งแต่ฝึกคิดเนื้อเรื่อง ฝึกการใช้ปากกา ฝึกแปะสกินโทน เทคนิคต่างๆ ในการวาดรูป ฝึกลงสี" เธอ กล่าว
ย้อนกลับไปตั้งแต่จำความได้ เธอเป็นเด็กชอบวาดการ์ตูนตามหนังสือภาพ กระทั่งมัธยมต้นได้อ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น จนเกิดเป็นความสนใจและความจริงจังจนต้องหาที่เรียน
"นักวาดการ์ตูนที่ยึดเป็นอาชีพและสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะการแข่งขันสูง" เธอกล่าวถึงสังคมญี่ปุ่น "ส่วนใหญ่พวกเขาจะมีงานประจำอย่างหนึ่งและวาดการ์ตูนเป็นอาชีพเสริม อย่างหมอก หมอกอยากเป็นนักวาดการ์ตูนเลย อยากเขียนหนังสือ อยากเขียนไปเรื่อยๆ"
ที่ปรึกษาคนสำคัญของเธอต้องยกให้คุณแม่ ท่านเป็นคนจุดประกายให้หมอกเขียนหนังสือเกี่ยวกับตัวเอง เพราะเธอเป็นคนไทยคนเดียวในโรงเรียน และเด็กมัธยมปลายที่ตัดสินใจไปเรียนที่ญี่ปุ่นคนเดียวก็หาได้น้อยมาก ดังนั้นประสบการณ์ของเธอจึงเป็นเรื่องน่าสนใจและแปลกไปจากชีวิตเด็กมัธยมปลายคนอื่น
สำหรับหนังสือเล่มแรกเธอเผยว่า เขียนไม่ยากนัก เพราะโดยปกติเธอชอบบันทึกเรื่องราวชีวิตลงในไดอารี่ ทำให้มีข้อมูลในการเขียนหนังสือ ทั้งความรู้สึก ณ ขณะนั้น เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต และเมื่อนำมาเรียบเรียงให้ดี ไดอารี่เล่มนั้นก็กลายเป็นหนังสือชีวิตที่เข้มข้น
"เขียนเรื่องตัวเองไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย" เธออธิบาย "ง่ายต้องที่เขียนประสบการณ์ของตัวเองทำให้เข้าใจบริบทต่างๆ ได้หมด แต่ที่ยากคือ จะเขียนอย่างไรไม่ให้เป็นเรื่องของตัวเองจนเกินไป เพราะนั่นไม่ใช่ไดอารี่ที่เราจะกลับมาอ่าน แต่เป็นหนังสือที่คนอื่นต้องอ่านได้ด้วย"
หมอกยังสารภาพด้วยว่า ช่วงแรกๆ ที่ไปเรียนต้องใช้ชีวิตอยู่ในอพาร์ตเมนต์คนเดียว แต่เพราะตอนเรียนได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียนทำให้เธอสนุกและไม่งอแงอยากกลับบ้าน ส่วนเรื่องภาษาญี่ปุ่น ดีที่เธอเรียนจากเมืองไทยทำให้พูด อ่าน เขียน ได้ในระดับเอาตัวรอด
"สิ่งที่ท้าทายที่สุดตอน ม.ปลาย คือ วันที่เข้าไปเรียนวันแรก เพราะทุกคนเป็นคนญี่ปุ่นหมดเลย โรงเรียนไม่เคยเปิดรับเด็กต่างชาติมาก่อน วันแรกเลยกลัวว่าจะคุยกับเพื่อนรู้เรื่องไหม จะมีเพื่อนหรือเปล่า แต่คุณแม่ก็ให้โจทย์มาว่า เราต้องไปถามชื่อเพื่อนมาให้ครบวันละสิบคน ตายล่ะ จะทำได้ไหม แต่สุดท้ายก็ผ่าน มีเพื่อน มีสังคม และสุดท้ายก็มีความสุขในการเรียน"
หนังสือเรื่อง เส้นทางสู่ฝัน ม.ปลาย สายมังงะ จึงกลายเป็นความแปลกใหม่ในวงการมังงะไทย คนอ่านก็ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กที่อายุน้อยกว่ากล้าทำในสิ่งที่อยากทำ เพราะเด็กไทยมีความสนใจเรื่องการ์ตูน แต่มักจะถูกปิดกั้นจากผู้ใหญ่ที่เห็นเป็นเรื่องไร้สาระ
มหา'ลัย
สี่ปีในมหาวิทยาลัยคือ สี่ปีของมังงะ เธอจึงเขียนหนังสืออีกเล่มชื่อ มหา’ลัย สายมังงะ เป็นคู่มือให้วัยรุ่นไทยใช้ในการเรียนด้านมังงะ ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีมหาวิทยาลัยที่สอนด้านการวาดการ์ตูนโดยเฉพาะ
"ถึงแม้ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปได้ไกลแค่ไหน ไกลได้อย่างที่คาดหวังไว้หรือไม่ แต่มันก็คงดีกว่าหยุดเดิน แล้วกระโดดออกนอกเส้นทางเป็นแน่ เพราะการเป็นคนยอมแพ้กลางทางคงตามตอกย้ำฉันไปเรื่อยๆ ไม่ต่างกัน" ส่วนหนึ่งในหนังสือเขียนไว้แบบนั้น โดยในหนังสือร้อยเรียงตั้งแต่ความเดิมตอนที่แล้วสมัยมัธยมปลาย ตามด้วยข้อมูลมหาวิทยาลัย และชีวิตนักศึกษาตั้งแต่ปี 1-4 ความหนา 363 หน้า แต่ใช้เวลาเขียนไม่ถึง 3 เดือน
ช่วงมหาวิทยาลัย ปี 2 หมอกเขียนหนังสืออีกเล่มชื่อ จดหมายรัก ฉบับที่หนึ่ง Sincerely yours "ตอนนั้นอยากวาดภาพ คิดว่าอะไรที่มีภาพและสามารถรวมความรู้สึกหลายๆ อย่างไว้ด้วยกัน เลยคิดถึงจดหมาย ทำเป็นหนังสือธีมจดหมายขึ้นมา"
หนังสือเล่าเรื่องเกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างเจ้าหญิงแห่งเมืองลายจุดกับใครสักคนที่เธอเขียนถึงทุกวัน เพื่อเล่าเรื่องราวการเดินทางตามหาสิ่งที่ขาดหายไปจากบทเพลงของนักแต่งเพลงแห่งเมืองลายเส้น โดยหมอกใช้เวลาเขียนถึงครึ่งปี ใช้เวลาไปกับการวาดภาพประกอบที่แฝงไปด้วยความหมาย อีกทั้งภาษาสำนวนที่เต็มไปด้วยนัยสละสลวยเกินกว่าจะเป็นฝีมือของเด็กนักศึกษา
"ตอนเรียนจะทำหนังสือทำมือขายที่ญี่ปุ่น รับจ้างวาดการ์ตูนบ้าง สำหรับหนังสือหมอกเขียนที่ญี่ปุ่น แล้วขายที่เมืองไทย เพราะขายง่ายกว่า พิมพ์ง่ายกว่า" เธอกล่าว "การวาดการ์ตูนไม่ได้ใช้ทักษะแค่การวาดอย่างเดียว แต่ยังต้องคิดเรื่องเป็น วางพล็อตเรื่องเป็น และรู้ว่าจะถ่ายทอดเรื่องราวเป็นภาพอย่างไรให้ครบรสมากที่สุด"
หนังสือมังงะในช่วงมัธยมปลายและมหาวิทยาลัย จึงไม่เป็นเพียงคู่มือของนักเรียนนักศึกษา แต่ยังเป็นเรื่องสั้นกึ่งยาวที่มีทั้งสาระและอารมณ์ พร้อมภาพประกอบที่ช่วยให้จินตนาการเด่นชัดขึ้น
นอกจากนี้ เธอยังฝากไปถึงเด็กๆ เรื่องการค้นหาตัวเอง เธอกล่าวว่า ต้องค้นให้เจอว่าชอบอะไรแล้วลงมือทำ เพราะหากทำไปแล้วไม่เป็นไปอย่างที่คิดไว้ จะได้มีเวลาค้นหาด้านใหม่ที่ใช่กว่าสำหรับชีวิต ที่สำคัญคือ ฝากถึงผู้ปกครองให้เปิดใจรับความฝันของลูก เพราะลูกจะทำไม่ได้ถ้าขาดการศึกษาและแรงสนับสนุนจากผู้ปกครอง
"ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มากๆ ที่ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก ทำให้หมอกอยากวาดการ์ตูน เชื่อมั่นในตัวลูก และสนับสนุนการตัดสินใจของลูก สุดท้ายความฝันสูงสุด คือ หมอกอยากเขียนหนังสือการ์ตูนเรื่องยาวหลายๆ เล่ม ให้คนไทยได้อ่านและสนุกไปกับการ์ตูนของเรา"
ในตอนนี้สาวน้อยผมหน้าม้ากลายเป็นไอดอลของเด็กสายมังงะ และที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือ ได้เปลี่ยนทัศนคติของผู้ปกครองให้มองการ์ตูนไม่เป็นเรื่องไร้สาระอีกต่อไป







