
ไปญี่ปุ่นกับพี่ตูน
ผมเพิ่งได้รับเกียรติจากเครื่องดื่ม “100 พลัส” ให้ไปร่วมทริป “100 พลัส ปั่นลัดฟ้า กอดฟูจิ” ระหว่างวันที่ 24-30 ก.ค.
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ผมเพิ่งได้รับเกียรติจากเครื่องดื่ม “100 พลัส” ให้ไปร่วมทริป “100 พลัส ปั่นลัดฟ้า กอดฟูจิ” ระหว่างวันที่ 24-30 ก.ค. ที่ประเทศญี่ปุ่น นับว่าเป็นงานใหญ่งานหนึ่งของ 100 พลัส ซึ่งจัดในช่วงที่เข้ากับกระแสการออกกำลังกายบ้านเรากำลังบูมอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการปั่นจักรยาน
งานนี้มีผู้ร่วมเดินทางคนสำคัญ คือ “อาทิวราห์ คงมาลัย” หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า “พี่ตูน บอดี้สแลม” หลายๆ คนทราบดีว่าพี่ตูนถือเป็นคนหนึ่งที่รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ ทั้งปิงปอง ไตรกีฬา วิ่งระยะไกล และปั่นจักรยาน จนกลายเป็นผู้ปลุกกระแสให้การออกกำลังกายในหมู่วัยรุ่นตื่นตัวมากขึ้น
ในวันเดินทางออกจากประเทศไทย ทันทีที่พี่ตูนมาปรากฏตัวที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อมาทักทายกับผู้โชคดีจากการร่วมส่งฝาเครื่องดื่ม 100 พลัส สะท้อนให้เห็นว่าพี่ตูนเป็นคนของประชาชนจริงๆ ยินดีถ่ายรูปกับทุกคนที่เข้ามา ทั้งถ่ายเป็นคู่ ถ่ายเป็นกลุ่ม หรือเซลฟี่ พี่ตูนแสดงความเป็นกันเองตลอด
ที่สำคัญยกมือไหว้ขอบคุณทุกคน และยังเรียกคนที่เข้ามาว่า “พี่” ทุกคำ อันเป็นการแสดงความนอบน้อมต่อแฟนเพลง โดยไม่มีการถือว่าตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์
ตลอดการเดินทางครั้งนี้ ผมโชคดีเล็กน้อยที่ได้นั่งรถคันเดียวกับพี่ตูน เลยได้มีโอกาสสนทนากับพี่ตูนเป็นระยะในหลายๆ เรื่อง (ยกเว้นเรื่องการเมือง ฮ่าๆ) ส่วนใหญ่จะหนักไปเรื่องดนตรีและกีฬา
อย่างเรื่องเพลง พี่ตูนบอกว่าตอนนี้วงกำลังเตรียมคอนเสิร์ต The Grandslam Live Bodyslam with the Orchestra ที่จะมีขึ้นในเดือน ต.ค.นี้ จากนั้นจะเริ่มเข้าสู่การทำอัลบั้มใหม่อย่างจริงจัง
“การเป็นวงร็อก เวลาทำเพลงต้องทำให้เพลงมีสตอรี่ เลยต้องทำเป็นอัลบั้ม ขณะที่ปัจจุบันหลายคนออกเพลงเป็นซิงเกิ้ลและปล่อยลงอินเทอร์เน็ตแทน” พี่ตูนบอกความตั้งใจ
พูดเรื่องเพลง ผมเลยชวนคุยไปถึงเรื่องแฟนเพลงที่เข้ามาขอถ่ายรูปบ้าง เพราะขนาดไปถึงญี่ปุ่นยังมีคนไทยที่เห็นพี่ตูน ยังวิ่งเข้าไปขอถ่ายรูปเป็นหมู่คณะไม่ต่างกับเวลาที่อยู่เมืองไทย
“ผมยินดีมากนะครับพี่เวลาที่ใครเข้ามาขอถ่ายรูป ผมคิดเสมอว่าหลายคนอาจมีโอกาสที่จะได้เจอผมแค่ครั้งเดียวเท่านั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งผมใช้เวลาถ่ายรูปกับแฟนเพลงที่หน้าซูเปอร์มาร์เก็ตเกือบ 45 นาที แต่นั่นไม่เป็นปัญหาเลย”
ส่วนเรื่องกีฬา พี่ตูนให้มุมมองว่า “การวิ่งมาราธอน หรือไตรกีฬา เป็นกีฬาที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการซ้อม เหนื่อยมาก แต่พอทำได้และเข้าสู่เส้นชัย มันได้ความสะใจ เพราะเราได้สร้างอนุสาวรีย์แห่งความสำเร็จให้กับตัวเอง”
เห็นไหมขนาดคนมีเวลาน้อยอย่างพี่ตูนยังหาเวลาออกกำลังกายจนสร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายคน ดังนั้นข้ออ้างเรื่องเวลาคงจะใช้ไม่ได้อีกแล้ว







