
ความรัก และความสามัคคี
หากคุณอยากเรียนรู้ว่า เมื่อชีวิตของเราต้องพังทลายลง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เราจะกู้สถานการณ์ชีวิต
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร
หากคุณอยากเรียนรู้ว่า เมื่อชีวิตของเราต้องพังทลายลง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เราจะกู้สถานการณ์ชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้อย่างไร ผมขอแนะนำให้คุณตีตั๋วเข้าชมภาพยนตร์เรื่อง Star Trek Beyond ข้ามขอบจักรวาลครับ
ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถูกวางพล็อตเรื่องให้คนดูได้เห็นถึงการพังพินาศของยานสตาร์ชิพ เอนเตอร์ไพรส์ ซึ่งทำให้ลูกเรือติดอยู่ในอัลทามิด ดาวเคราะห์ต่างดาวที่ยังไม่เคยได้รับการสำรวจมาก่อน และลูกเรือก็กระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ลูกเรือแต่ละคนจึงถูกบีบให้ต้องหาทางเอาตัวรอดและติดต่อกับลูกเรือคนอื่นๆ ซึ่งในฐานะคนดู เราจะได้เห็นตัวละครในเรื่อง จับคู่กันหาทางรอด เพื่อที่จะได้มีชีวิตรอดเพื่อปฏิบัติภารกิจอันจะนำไปสู่เป้าหมายที่เป็นหนึ่งเดียว
เราจะได้เห็น กัปตันเคิร์ก (คริส ไพน์) ผู้ชอบใช้ความคิด มีคำตอบสำหรับทุกอย่าง และใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณ ต้องติดอยู่บนดาวแห่งนี้กับ เชคอฟ (แอนตัน เยลชิน) หนุ่มน้อยโลกสวย ที่มีความกระตือรือร้น และไม่เย้ยหยันโลก
แอนตัน เยลชิน เผยว่า ในขณะที่ตอนเริ่มต้นเรื่อง เคิร์กรู้สึกไม่มั่นใจกับอนาคตเชคอฟกลับมีความมั่นใจเปี่ยมล้นกับภารกิจนี้ “ตอนที่ยานเอนเตอร์ไพรส์พัง มันเป็นการพรากทุกอย่างที่พวกเขาคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญไป พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกเรือคนอื่นๆ จะมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ดังนั้น มันก็เลยบีบให้พวกเขาต้องเรียนรู้คุณค่าของความรักและความนับถือที่พวกเขามีต่อเพื่อนร่วมงานใหม่”
สำหรับตัวละครที่จะมาจับคู่กับ สป็อค ผู้บัญชาการลูกครึ่งวัลแคน (แซ็คคารี ควินโต) คงเป็นใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ ดอกเตอร์โบนส์ แม็คคอย (คาร์ล เออร์เบิน) ชายขี้หงุดหงิด ที่มีอะไรหลายๆ อย่างตรงกันข้ามกัน และมีแนวทางการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
คาร์ล เออร์เบิน เผยว่า คนดูจะได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างโบนส์และสป็อคพัฒนาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน “ตัวละครทั้งสองตัวของเราต่างก็มาถึงจุดเปลี่ยน และต้องเจอกับเรื่องหนักใจของตัวเอง การติดอยู่บนดาวเคราะห์ต่างดาว คือการบีบให้เราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ด้วยกัน”
ในส่วนของ แซ็คคารี ควินโต เขาได้บอกเล่าว่า ในภาคนี้ สป็อคมีความเป็นมนุษย์และความเปราะบางมากขึ้น “ผมชื่นชมเวลาที่แอ็กชั่นเบาลง เพื่อที่สป็อคจะมีช่วงเวลาที่สงบขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุดและน่าสนใจที่สุดด้วยครับ”
หากการจับคู่ของตัวละครเป็นไปเพื่อการเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน และช่วยกันหาทางรอด คือเสน่ห์และข้อดีของภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมคิดว่า มันก็เป็นข้อดีที่จะทำให้คนดูอย่างเราๆ ได้เรียนรู้กฎสำคัญของการมีชีวิตอยู่ นั่นก็คือ ไม่มีพลังใดจะยิ่งใหญ่เท่าพลังแห่งความรักและความสามัคคี และนี่อาจเป็นพลังเดียวที่จะทำให้ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์เลวร้ายมากแค่ไหน หรือเกิดวิกฤตการณ์ขั้นรุนแรงมากมายเพียงใด เราทุกคนจะอยู่รอดได้ หากเรามอบความรักและความสามัคคีให้แก่กัน







