
ลงทุนในสิ่งที่รัก
ในโลกของการลงทุน นอกจากเราจะลงทุนเพื่อผลตอบแทนแล้ว เรายังสามารถลงทุนในสิ่งที่รักและชอบเป็นการส่วนตัว หากมีความรู้ความเข้าใจก็จะสามารถทำกำไรจากการลงทุนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ คนทำงานหลายคนชอบบ่นว่าทำงานประจำอย่างไม่มีความสุข ไม่แน่ว่าถ้าหาช่องทางการลงทุนในสิ่งที่รักชอบได้ ก็อาจแก้ปัญหานี้ได้ ที่แน่ๆ คือเงินและผลตอบแทนที่ไม่ขี้เหร่ (ถ้ารักชอบจริง)
ในโลกของการลงทุน นอกจากเราจะลงทุนเพื่อผลตอบแทนแล้ว เรายังสามารถลงทุนในสิ่งที่รักและชอบเป็นการส่วนตัว หากมีความรู้ความเข้าใจก็จะสามารถทำกำไรจากการลงทุนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ คนทำงานหลายคนชอบบ่นว่าทำงานประจำอย่างไม่มีความสุข ไม่แน่ว่าถ้าหาช่องทางการลงทุนในสิ่งที่รักชอบได้ ก็อาจแก้ปัญหานี้ได้ ที่แน่ๆ คือเงินและผลตอบแทนที่ไม่ขี้เหร่ (ถ้ารักชอบจริง)
การลงทุนในสิ่งที่รักที่ชอบ หรือที่เรียกว่า แพชชั่น อินเวสต์เมนต์ (Passion Investment) เป็นแนวโน้มที่เศรษฐีและมหาเศรษฐีทั้งหลายในโลกนี้ให้ความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การที่มีกลุ่มคนให้ความสนใจลงทุนมากขึ้น ให้สิ่งที่ลงทุนมีความต้องการสูงขึ้น และยิ่งดึงดูดให้คนมาสนใจลงทุนมากขึ้น รวมทั้งมีเศรษฐีหน้าใหม่เกิดขึ้นมาก โดยเฉพาะในเอเชีย ละตินอเมริกา และตะวันออกกลาง เศรษฐีใหม่เหล่านี้มีความภูมิใจที่จะได้ครอบครองของที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน
การลงทุนในสิ่งที่รัก แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ 5 ประเภท คือ
1.งานศิลปะ
2.การลงทุนในทีมกีฬา
3.ของสะสมประเภทเพชร พลอย นาฬิกา
4.ของสะสมหรูหราที่ใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงรถยนต์ หรือเครื่องบิน
5.ของสะสมอื่นๆ เช่น ของเก่า ไวน์ เหรียญ ฯลฯ
ลักษณะเด่นของการลงทุนในสิ่งที่ชอบหรือรัก กล่าวคือมักจะเป็นการลงทุนที่แรกเริ่มอาจเป็นงานอดิเรกก่อน ต่อมากลายเป็นการลงทุนเมื่อมีความสนใจเพิ่มขึ้น และมีความมั่งคั่งมากขึ้น ส่วนใหญ่เริ่มจากความสนใจ มีความชอบ เริ่มสะสม และหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ เพิ่มเติม เมื่อสะสมมากขึ้น ก็อาจจะมีการขายหรือแลกเปลี่ยนกับคนอื่น
เทคนิคในการลงทุนในสิ่งที่ชอบนี้ ไม่ยาก คีย์เวิร์ดคือต้องรักและสนใจจริงๆ เพราะของที่ลงทุนโดยมาก จะมีสภาพคล่องต่ำ เวลาอยากจะขายไม่สามารถขายได้ง่าย หากผู้ลงทุนไม่รักชอบจริงจะรู้สึกอึดอัดเมื่อขายไม่ออก ต้องทนอยู่กับสิ่งนั้น แต่ถ้ารักชอบจริง ความรู้สึกนี้ก็ย่อมไม่เกิดขึ้น ย่อมกอดไว้ได้นานเท่าที่จำเป็น
นั่นหมายความว่า ก่อนจะตัดสินใจลงทุนอะไร ลงทุนสะสมสิ่งใด สิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่เรารักชอบ ทดสอบตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้
- เราสนใจสิ่งนี้จริงหรือไม่
- ถ้าวันหนึ่งคนอื่นไม่สนใจสิ่งนี้แล้ว เราจะยังสนใจอยู่หรือไม่
- เรามีความสุขที่ได้ดู ได้เห็น ได้จับต้อง ได้ใช้ประโยชน์หรือได้พูดถึงสิ่งเหล่านี้หรือไม่
- ถ้ามีผู้ให้ราคาดี เราพร้อมที่จะขายหรือไม่
หากตอบว่าใช่ทุกข้อ ท่านเป็นนักลงทุนในสิ่งที่สนใจรักชอบได้ ให้ระวังคำถามสุดท้าย ถ้าคำตอบคือไม่ ท่านก็ไม่ใช่นักลงทุนแต่เป็นนักสะสม ที่พอใจกับการเก็บสะสม ซึ่งจะแตกต่างกัน ตั้งข้อสังเกตว่าพวกที่ทำมาจำนวนจำกัด หรือลิมิเต็ดเอดิชั่น จะเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่า ซึ่งนักลงทุนควรคำนึงถึงเป็นข้อพิจารณาไว้ด้วย
จากข้อมูลล่าสุดของ World Wealth Report ระบุว่า หากเปรียบเทียบมูลค่าของการลงทุนในสิ่งที่รัก พบว่ากลุ่มของสะสมหรูหราที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างรถยนต์ เรือเครื่องบินเจ็ต มีสัดส่วนสูงที่สุดคือ 27% แต่ผู้ลงทุนกลุ่มนี้ขายทิ้งไปมากในช่วงเกิดวิกฤต ทำให้ราคาตกลงไป
เยอะมากด้วย
ถัดมาเป็นงานศิลปะ มีสัดส่วน 25% และเพชรพลอยนาฬิกา มีสัดส่วน 22% อนึ่ง การลงทุนในสิ่งที่รักสำหรับประเทศไทยยังไม่ค่อยแพร่หลายนัก ส่วนใหญ่จัดเป็นนักสะสมมากกว่า แต่เมื่อมีผู้ลงทุนประเภทพอร์ตโฟลิโอสนใจจัดแบ่งสัดส่วนมาลงทุนมากขึ้น ตลาดก็ขยายกว้างและมีการตื่นตัวมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจดีผู้คนก็นิยมมากขึ้น
สุดท้ายขอฝากเทคนิคสำหรับผู้สนใจลงทุนในสิ่งที่รัก ดังนี้
1.ต้องศึกษาให้รู้จริง ถ้าไม่รู้จริงอาจเจ็บตัวและถูกหลอกได้
2.ต้องขี้สงสัย อย่าเชื่อใครง่ายๆ
3.ต้องพยายามสะสมของที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะมีกำลังสะสมได้ เพราะมูลค่าจะขึ้นอยู่กับความสำคัญ ความพิเศษ และความหายากนั่นเอง







