posttoday
ไขความลับธรณี อีก 50 ปีทะเลท่วมกรุง

ไขความลับธรณี อีก 50 ปีทะเลท่วมกรุง

26 กรกฎาคม 2559

เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในประวัติศาสตร์ภัยพิบัติไทย ชาวบางกอกเคยพายเรือผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาแล้ว

โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กาญจนา, คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในประวัติศาสตร์ภัยพิบัติไทย ชาวบางกอกเคยพายเรือผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาแล้ว แต่ที่น่าสนใจคือ เมื่อสืบค้นไปในด้านธรณีวิทยา พบว่าเมื่อย้อนกลับไป 1.8 ล้านปีก่อน พื้นที่ภาคกลางทั้งหมดอยู่ในแอ่งเจ้าพระยาและเคยมีแม่น้ำโบราณหลายสายไหลผ่าน ซึ่งแผ่นดินที่คุณยืนอยู่ปัจจุบัน คือ ตะกอนแม่น้ำที่ทับถมมานานเป็นหลายล้านปี จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมน้ำท่วมกรุงเทพฯ บ่อยครั้ง เพราะนี่คือทางน้ำไหลสู่ทะเลอ่าวไทยมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์

นอกจากนี้ นักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมยังตั้งข้อสันนิษฐานว่า ในปี 2560 ประเทศไทยจะเจอฝนหนัก และอีก 50 ปีข้างหน้า พื้นที่ริมชายฝั่งทะเลในรัศมี 10 กิโลเมตร (กม.) จะถูกน้ำทะเลท่วมถึง ซึ่งถ้าหากจะหาเหตุผลของปรากฏการณ์คงต้องศึกษาให้ลึกถึงธรณี

เปิดประเด็น 50 ปีน้ำทะเลท่วมกรุง

สมบุญ โฆษิตานนท์ ผู้อำนวยการสำนักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี อธิบายถึงสาเหตุที่น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นว่า เป็นเพราะสภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ส่งผลให้ปริมาณน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ประกอบกับการทรุดตัวของกรุงเทพฯ ปีละประมาณ 1 เซนติเมตร (ซม.) (ก่อนหน้านี้ในพื้นที่อุตสาหกรรมย่านสมุทรสาครเคยทรุดตัวลงถึง 8 ซม. เพราะการสูบน้ำบาดาล) จากค่าของระดับน้ำทะเลและการทรุดตัวของพื้นดินคำนวณได้ว่า ในอีก 50 ปีข้างหน้า น้ำทะเลจะท่วมเข้ามาในประเทศไทยประมาณ 10 กม. จากชายฝั่งทะเล ได้แก่ พื้นที่สมุทรปราการ สมุทรสาคร และบางขุนเทียน อย่างไรก็ตาม ได้มีมาตรการควบคุมการก่อสร้างในพื้นที่รับน้ำดังกล่าว ตามแนวทางการปฏิรูปของ สนช. 36 ข้อ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งต่อไปเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะนำแนวทางไปปฏิบัติต่อไป

“มันเป็นวงจรการขึ้นของน้ำทะเลตามธรรมชาติ แต่อีกปัจจัยเป็นเพราะสังคมเมืองที่บูมเรื่องการทำอุตสาหกรรมท่าเรือ มีการสร้างโรงงานขนาดใหญ่ริมชายฝั่ง ทำให้ชั้นดินของกรุงเทพฯ ถูกกดทับและทรุดตัวลงได้ เพราะชั้นดินกรุงเทพฯ เป็นชั้นดินอ่อนอยู่แล้ว สลับกันระหว่างชั้นทรายกับชั้นดิน โดยเฉพาะชั้นทรายที่มีน้ำบาดาลอยู่ ถ้าสร้างโรงงานขนาดใหญ่และสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ด้วยก็ยิ่งทำให้แผ่นดินทรุดหนักและทรุดเร็ว”

ไขความลับธรณี อีก 50 ปีทะเลท่วมกรุง

 

สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2554 ผู้อำนวยการสมบูรณ์ กล่าวว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระดับน้ำทะเลโดยตรง แต่เกี่ยวกับการจัดการน้ำเหนือที่ผิดพลาด ซึ่งในปีนี้และปีหน้า (2559-2560) ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดเหตุน้ำท่วมซ้ำรอย

“เรากำลังอยู่ในช่วงครบรอบลานินญา จะเห็นแล้วว่าช่วงนี้บ้านเราฝนตกเยอะและจะพีกที่สุดในปีต่อไป” สมบูรณ์อธิบายว่า ประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลจากลานินญาและเอลนินโญอย่างละ 3 ปี นั่นคือ เราจะอยู่ในภาวะเอลนินโญ หรือภัยแล้ง 3 ปี จากนั้นจะเจอภาวะลานินญาหรือฝนมากอีก 3 ปี ซึ่งในปี 2554 คือกึ่งกลางของลานินญาถัดมาในปี 2556-2558 เป็นเอลนินโญ และปัจจุบัน 2559-2561 กลับมาอยู่ในภาวะลานินญาอีกครั้ง และจะรุนแรงที่สุดในปี 2560

“กรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่เพราะตอนนี้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองเศรษฐกิจ เราเลยป้องกันทั้งกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการฝืนธรรมชาติ ถ้าเรายอมรับสภาพปล่อยให้น้ำผ่านไป น้ำจะท่วมขังไม่กี่วัน และจะสูงไม่ถึงเมตร หากเขื่อนบริหารจัดการน้ำไม่ดี ไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด ประเทศไทยก็อาจกลายเป็นเมืองบาดาลอีกครั้ง” สมบูรณ์กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจเจอภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นอย่างแผ่นดินไหว ประเทศไทยมี 14 กลุ่มรอยเลื่อน โดย 10 รอยเลื่อนอยู่ภาคเหนือและเขตรอยต่อภาคเหนือ-กลาง มี 2 รอยเลื่อนอยู่ภาคกลาง และอีก 2 รอยเลื่อนอยู่ภาคใต้ ซึ่งรอยเลื่อนเหล่านี้เคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ๆ มาแล้วไม่เกิน 1 หมื่นปี และหากเกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อ 22 จังหวัด

ไขความลับธรณี อีก 50 ปีทะเลท่วมกรุง

 

ไขความลับแผ่นดินกรุงเทพฯ

ลักษณะทางธรณีวิทยาโครงสร้างของกรุงเทพมหานครนั้นรองรับด้วยแผ่นดินที่แต่เดิมเป็นภูเขา ภูเขาเกิดการยุบตัวลงจากการเลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกในแนวดิ่งลึก ทำให้เกิดแอ่งสะสมตะกอนเจ้าพระยาหรือทั้งภูมิภาคภาคกลางในปัจจุบันต่อเนื่องไปถึงอ่าวไทยโดยมีความลึก 1.5-8 กม.

นิวัติ บุญนพ ผู้อำนวยการส่วนประสานและสนับสนุนทางวิชาการ กรมทรัพยากรธรณี ให้ข้อมูลว่า แอ่งเจ้าพระยาและอ่าวไทยเป็นผลกระทบจากการชนกันระหว่างแผ่นเปลือกโลกอินเดียกับยูเรเซียประมาณ 55.8 ล้านปีที่แล้ว ทำให้พื้นที่ตั้งแต่ จ.อุตรดิตถ์ ถึง จ.สมุทรปราการ และต่อเนื่องลงไปยังแผ่นดินใต้ทะเลอ่าวไทย ยุบตัวเป็นแอ่งสะสมตะกอนขนาดใหญ่มานาน 55.8-1.8 ล้านปี จนเกิดเป็นชั้นหินกึ่งแข็งตัวหนา 0.9-7 กม. หลังจากนั้นช่วง 1.8 ล้านปีถึงปัจจุบันแม่น้ำสายต่างๆ ได้พัดพาดินทราย (ตะกอนยุคควอเทอร์นารี) กลบทับด้านบนหนา 0.6-1.8 กม. จนกลายเป็นที่ราบลุ่มภาคกลางในปัจจุบัน โดยมีลักษณะเอียงเทจากทิศเหนือลงมาทางอ่าวไทย ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดแผ่นดินใหม่แล้ว การทับถมของซากพืชซากสัตว์ในอดีตยังทำให้เกิดทรัพยากรธรรมชาติสำคัญอย่างปิโตรเลียมและถ่านหินในเวลาต่อมา

“ผมนำพื้นที่ภาคกลางที่ปกคลุมด้วยตะกอนยุคควอเทอร์นารี (Qa และ Qmc) จากแผนที่ธรณีวิทยาปี 2542 ไปเทียบกับพื้นที่น้ำท่วมในปี 2554 ปรากฏว่า มันสอดคล้องทับกันเกือบพอดีกันเป๊ะ” อาจารย์นิวัติกล่าว นั่นหมายความว่า แผนที่ธรณีวิทยาของประเทศไทยที่อาจารย์นิวัติถืออยู่นั้น ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า น้ำจะท่วมจุดไหน แต่ยังไม่มีการนำไปใช้ในการวางแผนจัดการน้ำและการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ หลักฐานทางธรณีวิทยาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังพบเปลือกหอยทะเลจำนวนมหาศาลในชั้นดิน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่า พื้นที่นั้นเคยเป็นทะเลมาก่อน โดยอาจารย์นิวัติ ได้อธิบายย้อนกลับไปเมื่อราว 6,000 ปีก่อนว่า ในยุคที่น้ำแข็งกำลังละลายทำให้น้ำทะเลไหลท่วมชายฝั่งอ่าวไทย รุกเข้ากรุงเทพฯ ยาวไปจนถึงสิงห์บุรี จากนั้นอุณหภูมิของโลกเย็นลงเล็กน้อยทำให้ปริมาณน้ำทะเลค่อยๆ ลดลงอยู่ในระดับชายฝั่งทะเลอ่าวไทยในปัจจุบัน ดังนั้นข้อสันนิษฐานที่ว่าอีก 50 ปีน้ำทะเลจะคืบเข้ามา ก็คือวงจรของภาวะโลกร้อนโลกเย็นนั่นเอง

มนุษย์อาจลืมไปว่าเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งในวงจรธรรมชาติ ดูอย่างปู่ย่าตาทวดของเราท่านสร้างบ้านใต้ถุนสูงเพื่ออะไร ก็เพื่ออยู่กับน้ำท่วมได้อย่างปกติสุขแถมยังจัดประเพณีดีใจที่มีน้ำใช้ทำเกษตรกรรม แต่ปัจจุบันบ้านเมืองเปลี่ยนไปทำให้น้ำท่วมกลายเป็นปัญหา เพราะแทนที่น้ำจะไหลผ่านใต้ถุนลงทะเลไป กลับต้องแช่ขังรอการระบายอยู่ในเมือง ดังนั้นวิธีเดียวที่ทำให้มนุษย์กับธรรมชาติอยู่ด้วยกันอย่างสันติคือ การปรับตัว

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน