
ไขความลับธรณี อีก 50 ปีทะเลท่วมกรุง
เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในประวัติศาสตร์ภัยพิบัติไทย ชาวบางกอกเคยพายเรือผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาแล้ว
โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กาญจนา, คลังภาพโพสต์ทูเดย์
เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในประวัติศาสตร์ภัยพิบัติไทย ชาวบางกอกเคยพายเรือผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาแล้ว แต่ที่น่าสนใจคือ เมื่อสืบค้นไปในด้านธรณีวิทยา พบว่าเมื่อย้อนกลับไป 1.8 ล้านปีก่อน พื้นที่ภาคกลางทั้งหมดอยู่ในแอ่งเจ้าพระยาและเคยมีแม่น้ำโบราณหลายสายไหลผ่าน ซึ่งแผ่นดินที่คุณยืนอยู่ปัจจุบัน คือ ตะกอนแม่น้ำที่ทับถมมานานเป็นหลายล้านปี จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมน้ำท่วมกรุงเทพฯ บ่อยครั้ง เพราะนี่คือทางน้ำไหลสู่ทะเลอ่าวไทยมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์
นอกจากนี้ นักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมยังตั้งข้อสันนิษฐานว่า ในปี 2560 ประเทศไทยจะเจอฝนหนัก และอีก 50 ปีข้างหน้า พื้นที่ริมชายฝั่งทะเลในรัศมี 10 กิโลเมตร (กม.) จะถูกน้ำทะเลท่วมถึง ซึ่งถ้าหากจะหาเหตุผลของปรากฏการณ์คงต้องศึกษาให้ลึกถึงธรณี
เปิดประเด็น 50 ปีน้ำทะเลท่วมกรุง
สมบุญ โฆษิตานนท์ ผู้อำนวยการสำนักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี อธิบายถึงสาเหตุที่น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นว่า เป็นเพราะสภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ส่งผลให้ปริมาณน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ประกอบกับการทรุดตัวของกรุงเทพฯ ปีละประมาณ 1 เซนติเมตร (ซม.) (ก่อนหน้านี้ในพื้นที่อุตสาหกรรมย่านสมุทรสาครเคยทรุดตัวลงถึง 8 ซม. เพราะการสูบน้ำบาดาล) จากค่าของระดับน้ำทะเลและการทรุดตัวของพื้นดินคำนวณได้ว่า ในอีก 50 ปีข้างหน้า น้ำทะเลจะท่วมเข้ามาในประเทศไทยประมาณ 10 กม. จากชายฝั่งทะเล ได้แก่ พื้นที่สมุทรปราการ สมุทรสาคร และบางขุนเทียน อย่างไรก็ตาม ได้มีมาตรการควบคุมการก่อสร้างในพื้นที่รับน้ำดังกล่าว ตามแนวทางการปฏิรูปของ สนช. 36 ข้อ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งต่อไปเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะนำแนวทางไปปฏิบัติต่อไป
“มันเป็นวงจรการขึ้นของน้ำทะเลตามธรรมชาติ แต่อีกปัจจัยเป็นเพราะสังคมเมืองที่บูมเรื่องการทำอุตสาหกรรมท่าเรือ มีการสร้างโรงงานขนาดใหญ่ริมชายฝั่ง ทำให้ชั้นดินของกรุงเทพฯ ถูกกดทับและทรุดตัวลงได้ เพราะชั้นดินกรุงเทพฯ เป็นชั้นดินอ่อนอยู่แล้ว สลับกันระหว่างชั้นทรายกับชั้นดิน โดยเฉพาะชั้นทรายที่มีน้ำบาดาลอยู่ ถ้าสร้างโรงงานขนาดใหญ่และสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ด้วยก็ยิ่งทำให้แผ่นดินทรุดหนักและทรุดเร็ว”
สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2554 ผู้อำนวยการสมบูรณ์ กล่าวว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระดับน้ำทะเลโดยตรง แต่เกี่ยวกับการจัดการน้ำเหนือที่ผิดพลาด ซึ่งในปีนี้และปีหน้า (2559-2560) ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดเหตุน้ำท่วมซ้ำรอย
“เรากำลังอยู่ในช่วงครบรอบลานินญา จะเห็นแล้วว่าช่วงนี้บ้านเราฝนตกเยอะและจะพีกที่สุดในปีต่อไป” สมบูรณ์อธิบายว่า ประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลจากลานินญาและเอลนินโญอย่างละ 3 ปี นั่นคือ เราจะอยู่ในภาวะเอลนินโญ หรือภัยแล้ง 3 ปี จากนั้นจะเจอภาวะลานินญาหรือฝนมากอีก 3 ปี ซึ่งในปี 2554 คือกึ่งกลางของลานินญาถัดมาในปี 2556-2558 เป็นเอลนินโญ และปัจจุบัน 2559-2561 กลับมาอยู่ในภาวะลานินญาอีกครั้ง และจะรุนแรงที่สุดในปี 2560
“กรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่เพราะตอนนี้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองเศรษฐกิจ เราเลยป้องกันทั้งกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการฝืนธรรมชาติ ถ้าเรายอมรับสภาพปล่อยให้น้ำผ่านไป น้ำจะท่วมขังไม่กี่วัน และจะสูงไม่ถึงเมตร หากเขื่อนบริหารจัดการน้ำไม่ดี ไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด ประเทศไทยก็อาจกลายเป็นเมืองบาดาลอีกครั้ง” สมบูรณ์กล่าวเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจเจอภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นอย่างแผ่นดินไหว ประเทศไทยมี 14 กลุ่มรอยเลื่อน โดย 10 รอยเลื่อนอยู่ภาคเหนือและเขตรอยต่อภาคเหนือ-กลาง มี 2 รอยเลื่อนอยู่ภาคกลาง และอีก 2 รอยเลื่อนอยู่ภาคใต้ ซึ่งรอยเลื่อนเหล่านี้เคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ๆ มาแล้วไม่เกิน 1 หมื่นปี และหากเกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อ 22 จังหวัด
ไขความลับแผ่นดินกรุงเทพฯ
ลักษณะทางธรณีวิทยาโครงสร้างของกรุงเทพมหานครนั้นรองรับด้วยแผ่นดินที่แต่เดิมเป็นภูเขา ภูเขาเกิดการยุบตัวลงจากการเลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกในแนวดิ่งลึก ทำให้เกิดแอ่งสะสมตะกอนเจ้าพระยาหรือทั้งภูมิภาคภาคกลางในปัจจุบันต่อเนื่องไปถึงอ่าวไทยโดยมีความลึก 1.5-8 กม.
นิวัติ บุญนพ ผู้อำนวยการส่วนประสานและสนับสนุนทางวิชาการ กรมทรัพยากรธรณี ให้ข้อมูลว่า แอ่งเจ้าพระยาและอ่าวไทยเป็นผลกระทบจากการชนกันระหว่างแผ่นเปลือกโลกอินเดียกับยูเรเซียประมาณ 55.8 ล้านปีที่แล้ว ทำให้พื้นที่ตั้งแต่ จ.อุตรดิตถ์ ถึง จ.สมุทรปราการ และต่อเนื่องลงไปยังแผ่นดินใต้ทะเลอ่าวไทย ยุบตัวเป็นแอ่งสะสมตะกอนขนาดใหญ่มานาน 55.8-1.8 ล้านปี จนเกิดเป็นชั้นหินกึ่งแข็งตัวหนา 0.9-7 กม. หลังจากนั้นช่วง 1.8 ล้านปีถึงปัจจุบันแม่น้ำสายต่างๆ ได้พัดพาดินทราย (ตะกอนยุคควอเทอร์นารี) กลบทับด้านบนหนา 0.6-1.8 กม. จนกลายเป็นที่ราบลุ่มภาคกลางในปัจจุบัน โดยมีลักษณะเอียงเทจากทิศเหนือลงมาทางอ่าวไทย ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดแผ่นดินใหม่แล้ว การทับถมของซากพืชซากสัตว์ในอดีตยังทำให้เกิดทรัพยากรธรรมชาติสำคัญอย่างปิโตรเลียมและถ่านหินในเวลาต่อมา
“ผมนำพื้นที่ภาคกลางที่ปกคลุมด้วยตะกอนยุคควอเทอร์นารี (Qa และ Qmc) จากแผนที่ธรณีวิทยาปี 2542 ไปเทียบกับพื้นที่น้ำท่วมในปี 2554 ปรากฏว่า มันสอดคล้องทับกันเกือบพอดีกันเป๊ะ” อาจารย์นิวัติกล่าว นั่นหมายความว่า แผนที่ธรณีวิทยาของประเทศไทยที่อาจารย์นิวัติถืออยู่นั้น ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า น้ำจะท่วมจุดไหน แต่ยังไม่มีการนำไปใช้ในการวางแผนจัดการน้ำและการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ หลักฐานทางธรณีวิทยาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังพบเปลือกหอยทะเลจำนวนมหาศาลในชั้นดิน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่า พื้นที่นั้นเคยเป็นทะเลมาก่อน โดยอาจารย์นิวัติ ได้อธิบายย้อนกลับไปเมื่อราว 6,000 ปีก่อนว่า ในยุคที่น้ำแข็งกำลังละลายทำให้น้ำทะเลไหลท่วมชายฝั่งอ่าวไทย รุกเข้ากรุงเทพฯ ยาวไปจนถึงสิงห์บุรี จากนั้นอุณหภูมิของโลกเย็นลงเล็กน้อยทำให้ปริมาณน้ำทะเลค่อยๆ ลดลงอยู่ในระดับชายฝั่งทะเลอ่าวไทยในปัจจุบัน ดังนั้นข้อสันนิษฐานที่ว่าอีก 50 ปีน้ำทะเลจะคืบเข้ามา ก็คือวงจรของภาวะโลกร้อนโลกเย็นนั่นเอง
มนุษย์อาจลืมไปว่าเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งในวงจรธรรมชาติ ดูอย่างปู่ย่าตาทวดของเราท่านสร้างบ้านใต้ถุนสูงเพื่ออะไร ก็เพื่ออยู่กับน้ำท่วมได้อย่างปกติสุขแถมยังจัดประเพณีดีใจที่มีน้ำใช้ทำเกษตรกรรม แต่ปัจจุบันบ้านเมืองเปลี่ยนไปทำให้น้ำท่วมกลายเป็นปัญหา เพราะแทนที่น้ำจะไหลผ่านใต้ถุนลงทะเลไป กลับต้องแช่ขังรอการระบายอยู่ในเมือง ดังนั้นวิธีเดียวที่ทำให้มนุษย์กับธรรมชาติอยู่ด้วยกันอย่างสันติคือ การปรับตัว







