
จะลดโลกร้อนได้ ต้องหยุดใช้ถ่านหิน (จริงหรือ??)
หากใครที่ยังคิดว่าการเกาะติดกระแสโลกในยุคนี้คือ การติดตามความเคลื่อนไหวของประเทศในทวีปยุโรป
โดย...ทีมงานโลก 360 องศา [email protected]
หากใครที่ยังคิดว่าการเกาะติดกระแสโลกในยุคนี้คือ การติดตามความเคลื่อนไหวของประเทศในทวีปยุโรป หรือสหรัฐอเมริกาแต่เพียงอย่างเดียวนั้น อาจจะต้องคิดกันใหม่ นั่นเป็นเพราะว่าประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชียอย่างประเทศจีน กำลังเป็นที่น่าจับตามองและก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในหลายๆ ด้านบนเวทีโลกจนทำให้เราต้องยอมรับว่าจีนคือหนึ่งในประเทศมหาอำนาจสำคัญของศตวรรษที่ 21
ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ประเทศจีนได้เริ่มต้นส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยมีนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่ชื่อว่า ไก้เก๋อ ช่วงซิน (Gaige Chaungxin) เน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อทำให้เกิดการผลิตนวัตกรรมขึ้นภายในประเทศ
นอกจากนั้น จีนก็มีการลงทุนในด้านการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการของบริษัทข้ามชาติ อย่างเช่น IBM Toshiba Lexmark เป็นต้น ทั้งยังให้ความสำคัญในเรื่ององค์ความรู้และทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ
ดังนั้น จีนจึงลงทุนเม็ดเงินจำนวนมหาศาลในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเพื่อให้เป็นบุคลากรมีความรู้ และมีทักษะที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสร้างสรรค์ เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้ออกมาเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งคือหัวใจของการยกระดับประเทศให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น
ในวันนี้จีนก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สินค้า Made in China ไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีราคาถูกเท่านั้น แต่ในช่วงที่ผ่านมาเราจะได้เห็นสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ รถยนต์ รถไฟฟ้าความเร็วสูง เครื่องบิน หรือแม้แต่ยานอวกาศ ที่ล้วนแต่เป็นสินค้าคุณภาพที่ผลิตในประเทศจีนแทบทั้งสิ้น
ไม่เพียงแต่การพยายามยกระดับสินค้า Made in China ให้เป็นสินค้าระดับโลก จีนยังมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกระดูกสันหลังของประเทศ ให้เป็นอุตสาหกรรม 4.0 หรือที่เรียกกันว่า Smart Factory ภายในปี 2568 ซึ่งอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่นี้จะเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นใช้เทคโนโลยีในกระบวนการผลิตมากกว่าการใช้แรงงานคน โดยรวมไปถึงสินค้าและการบริการต่างๆ ก็จะเชื่อมโยงเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลมากยิ่งขึ้น
การเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างอุตสาหกรรมให้เป็น 4.0 นี้ จะทำให้อุตสาหกรรมของจีนมีมาตรฐานเทียบเท่ากับประเทศในตะวันตก โดยสามารถผลิตสินค้าคุณภาพดี มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือมีราคาไม่แพง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สินค้า Made in China เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้นอีกด้วย
แต่ในทางกลับกัน การพัฒนาอุตสาหกรรมให้ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนในการผลิตที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ค่าแรง รวมถึงต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมของจีนต้องเผชิญ เพื่อให้สินค้าที่ผลิตยังมีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาได้เหมือนเดิม
ในหลายปีที่ผ่านมา ต้นทุนพื้นฐานที่จีนให้ความสำคัญและมีจัดการอย่างจริงจัง คือ ต้นทุนด้านพลังงาน การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและการขยายตัวของชุมชนเมือง ส่งผลให้จีนมีความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า ซึ่งนั่นก็ทำให้จีนมีการใช้ถ่านหินในภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงภาคการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น แถมยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนอีกด้วย
ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับการลดภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังมากขึ้น จีนก็ไม่ได้นิ่งดูดายที่จะหันมาใส่ใจและดูเเลสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน จีนตระหนักดีว่าการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ของจีนจึงเน้นเรื่องการปรับสมดุลในภาคพลังงานของประเทศ
ทั้งนี้ จีนได้มีแนวทางในการปฏิบัติ คือ หนึ่ง การยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบเดิมที่มีประสิทธิภาพต่ำ สอง คือสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีสะอาด มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น และสาม ก็คือ การเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทน อย่างเช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานนิวเคลียร์ให้มากขึ้น
จีนตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในปี ค.ศ. 2030 จีนจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่าร้อยละ 50 ซึ่งจะทำให้จีนสามารถมีแหล่งพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำและมีเสถียรภาพ ไว้คอยสนับสนุนการพัฒนาในทุกด้านของประเทศให้เป็นไปได้อย่างยั่งยืน
รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศจีน แสดงมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า ตอนนี้จีนพยายามทำให้ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยการชูคำว่า “Green Economy” หรือเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อให้มีการลงทุนในจีนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืนของเศรษฐกิจในอนาคต
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่จีนจะต้องปรับสมดุลทางด้านพลังงานที่ใช้ โดยเพิ่มการใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานจากแสงอาทิตย์ จากลม จากเขื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแสงแดด จีนก็มีการลงทุนเทคโนโลยีในด้านนี้สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันจีนก็ยังต้องพึ่งพาพลังงานหลัก อย่างถ่านหินและนิวเคลียร์ด้วย เพื่อให้ประเทศสามารถพัฒนาต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยที่ยังมีพลังงานที่มั่นคงใช้ต่อไปได้ในอนาคต
หากมองย้อนกลับมาที่นโยบายการจัดการด้านพลังงานไฟฟ้าและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยนั้น กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาทุกประเทศล้วนห่วงใยต่อปัญหาภาวะโลกร้อน และหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนซึ่งเป็นพลังงานสะอาด ซึ่งในส่วนของ กฟผ.ก็มีการดำเนินการในส่วนนี้อยู่ด้วยเช่นกัน
นอกจากนั้น ก็ยังใช้วิธีอื่นควบคู่กันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่า การรณรงค์ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า การใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง หรือว่าการใช้โรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ซึ่งสามารถที่จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ อย่างที่ กฟผ.มีแผนจะนำไปใช้ที่โรงไฟฟ้ากระบี่ หรือโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ซึ่งจะสามารถช่วยลดได้มากกว่าร้อยละ 50
อีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงหากต้องใช้พลังงานหมุนเวียน ก็คือ พลังงานหมุนเวียนยังมีราคาสูง และให้ไฟฟ้าที่ไม่สม่ำเสมอเมื่อเทียบกับพลังงานหลัก ที่ได้จากเชื้อเพลิงถ่านหิน ก๊าซ หรือนิวเคลียร์ ที่มีราคาค่อนข้างต่ำ ดังนั้น การสร้างสมดุลทางด้านพลังงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำควบคู่กันไปกับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
ทุกวันนี้หลายๆ ประเทศต่างให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังคงต้องการการพัฒนาทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมควบคู่กันไปด้วย ดังนั้น ความท้าทายของทุกประเทศคือ การหาวิธีที่จะทำให้ทั้งสองเรื่องดำเนินควบคู่กันไปให้ได้ ไม่ว่าประเทศจะเล็กหรือมีขนาดใหญ่มากขนาดไหนก็ล้วนแต่มีแนวทางที่แตกต่างกันออกไป
สำหรับแนวทางที่จีนใช้สำหรับแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม คือ การปรับสัดส่วนการใช้พลังงานให้มีความสมดุลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้น การยกเลิกการใช้ถ่านหินคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะยังไม่มีแหล่งพลังงานใดที่จะคุ้มค่าเท่ากับถ่านหินอีกแล้ว ติดตามชมรายการโลก 360 องศา ทุกวันเสาร์ เวลา 21.20 น. ทาง ททบ.5







