
คุณค่าและศักดิ์ศรีมนุษย์ พวกเขาเรียนไปเพื่อสิ่งใด?
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์ บรรณาธิการการเมือง
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์ บรรณาธิการการเมือง
อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ บรรยายเรื่องการศึกษาไว้เมื่อปี 2508 ตอนหนึ่งว่า “การศึกษาต้องเริ่มต้นด้วยความสำคัญของนักเรียน และจบลงด้วยความสำคัญของนักเรียน นักเรียนไม่จำเป็นต้องเล่าเรียนเพื่อเห็นแก่ครูหรือแก่โรงเรียน ไม่ใช่หมั่นเรียนเพื่อชาติ หรือแม้แต่ความรุ่งเรืองทางวิชาการ วิชาการนั้นปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมได้ ถ้านักเรียนสนใจในวิชาการเพื่อตนเองแล้ว วิชาการย่อมเจริญรุ่งเรืองได้เอง…
“ในเมื่อประโยชน์ส่วนตัวของนักเรียนตรงกับประโยชน์ส่วนรวม เช่น ในเรื่องการศึกษานี้ ถ้าเราเพ่งเล็งถึงตัวนักเรียน ประโยชน์แก่ประชาคมก็ไม่ถูกทอดทิ้ง แต่เมื่อใดเราหลงผิด เพ่งเล็งคิดถึงประโยชน์ของประชาคมเป็นจุดเริ่มแรก เราอาจจะดำเนินนโยบายผิดไปได้ และยิ่งนักการเมืองพยายามประกาศให้ดำเนินการศึกษาไปอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง หรือแม้แต่เพื่อประโยชน์ของหมู่คณะในส่วนแคบ เช่น เจ้าหน้าที่การศึกษาหรือครู ผลก็อาจจะกลับกลายเป็นโทษไปได้”
ถึงวันนี้ผ่านไปถึง 51 ปี สังคมไทยยังมึนงงกับระบบการศึกษาที่ดี และดูเหมือนจะมองไม่เห็นอนาคตสำหรับคนรุ่นหลัง
ล่าสุด ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน มิ.ย. 2559 พบว่า อัตราการว่างงานของคนไทยสูงขึ้นเป็น 1.2% สูงสุดในรอบ 5 ปี หรือคิดเป็น 3-4.5 แสนคน
ผลสำรวจบอกว่าจำนวนเด็กเตะฝุ่นเหล่านี้เป็นผลพวงจากเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้การจ้างงานใหม่น้อยลง
เหตุผลส่วนหนึ่งอาจจะใช่! แต่หากจำแนกแยกแยะสาเหตุลงในรายละเอียดจะพบว่า โจทย์ “ปัญหาการศึกษา” ซึ่งมีความผกผันกับ “การว่างงาน” ยังเป็นตรรกะไม่สอดคล้องสภาพความเป็นไปของบริบทสังคม เนื่องจากทัศนะของรัฐมองว่า สาเหตุการไม่มีงานทำหรือการตกงานเป็นเพราะเด็กเลือกเรียนตามกระแส ไม่ดูตลาดแรงงาน
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ. สรุปว่า ในจำนวนผู้สำเร็จการศึกษา 3.15 แสนคน ของปี 2558 เกินกว่าครึ่งเป็นบัณฑิตกลุ่มสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ รองลงมาเป็นกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ที่เหลือกระจายไปตามสาขาการบริการ การเกษตร การแพทย์และสุขภาพ
แปลความว่าเด็กดันไปเลือกเรียนคณะที่ไม่มีงานรองรับ (เอง) จึงเกิดปัญหาจบมาก แต่ไม่ตรงความต้องการ
คำถามคือเกิดอะไรขึ้นกับระบบการศึกษา และปัญหาแรงงานไทย?
คำตอบที่น่าจะตรงมากที่สุดก็คือ ยุคสมัยเปลี่ยน แต่กลไกรัฐและสังคมไทยยังปรับตัวไม่ทันความเปลี่ยนแปลง สถาบันอุดมศึกษายังคงมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตให้ตรงกับกระแสความต้องการของผู้เรียน โดยใช้ความต้องการตลาดแรงงานเป็นตัวโน้มน้าว ทว่าเด็กจบใหม่กลับไม่เป็นที่ต้องการ และไม่มีคุณภาพมากพอจะได้รับการพิจารณาบรรจุเข้าทำงาน ไม่ว่าจะตรงสาขาหรือต่างสาขา
ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธก็คือ นอกจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประชากรที่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ โครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการศึกษาของรัฐก็ยังไม่เดินไปด้วยกัน ภาครัฐและสถาบันการศึกษามุ่งส่งเสริมคนเข้าสู่ระบบ แต่ขาดวิสัยทัศน์การพัฒนากำลังคน เช่น สนับสนุนการกู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ให้มีกำลังคนผ่านระบบการศึกษา (มากๆ) เพื่อจะบอกว่า ประชากรส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงการศึกษา
ท่ามกลางคลื่นความเปลี่ยนแปลงของโลกที่รุนแรงในแทบทุกด้าน ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า เราใช้คนยุค Baby Boomer ที่เกิดตั้งแต่ปี 2486-2503 ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ทั้งการออกแบบระบบ และวางระเบียบให้คนยุคหลังเดินตาม
คนยุคนี้ยึดมั่นในกฎกติกา เคร่งครัดในขนบธรรมเนียมประเพณี และมีค่านิยมฝังหัวเรื่องการเดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด ฯลฯ
รอยต่อมาถึงยุค Generation X ซึ่งเกิดในช่วงปี 2504-2524 คนเจเนอเรชั่นนี้เริ่มมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น แหวกแนวปฏิบัติแบบเดิมๆ กระทั่งถึงยุค Generation Y ซึ่งเกิดช่วงปี 2525-2548 เป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ ยุคที่มีเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสี่การดำรงชีวิต ความมีโลกส่วนตัวยิ่งสูงมากกว่าคนยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง
มีการคาดการณ์ประชากรไทยระหว่างปี 2553-2573 ว่าคนเจนวายจะมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 43-46 ของประชากรวัยแรงงานทั้งหมดของประเทศ และจะค่อยๆ ขึ้นมาทดแทนกำลังแรงงานเจนบี และเจนเอ็กซ์ที่จะทยอยเกษียณ
คนเจนวายต้องการรายได้สูง รักงานสบาย เลือกทำงานไม่ตรงสาขา รักความอิสระ และมักปฏิเสธกฎเกณฑ์ของสังคม รวมถึงคุณค่าด้านต่างๆ ในอดีตจะถูกนิยามในความหมายใหม่ๆ
ไม่ต้องพูดถึงไลฟ์สไตล์ พวกเขาปฏิเสธจารีตดั้งเดิม ไร้ข้อจำกัดเรื่องเวลา สถานที่ ชีวิตส่วนใหญ่เกินกว่าครึ่งอยู่สังคมออนไลน์
วิถีคนยุคนี้จึงเป็นปลาคนละน้ำกับการขับเคลื่อนเชิงนโยบายของรัฐ ถึงกับกล่าวได้ว่าพวกเขาต้องการออกแบบโลกเอง ซึ่งเป็น “ของแสลง” สำหรับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่
หากจะสรุป...คงต้องยกคำกล่าวของอาจารย์ป๋วย ที่บอกไว้ว่า การศึกษาไม่ควรถูกมองเป็นแค่ “เครื่องมือ” ของการพัฒนาแรงงาน ในฐานะปัจจัยการผลิต เพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจเชิงปริมาณเท่านั้น แต่การศึกษานั้นมีคุณค่าความหมายในตัวเอง เป็นจุดหมายปลายทางในตัวเอง เป็นไปเพื่อพัฒนา “มนุษย์” แต่ละคน ซึ่งต่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรีในตัวเอง
ทั้งยังต่างมีความปรารถนาในการเรียนรู้ที่แตกต่างหลากหลายกันไป







