
ความไม่จำเป็น
หลายคนคงเคยประสบเหตุการณ์ที่ทำให้บั่นทอนความสุขในชีวิตประจำวัน
โดย...ว.แหวน ภาพ เอพี
หลายคนคงเคยประสบเหตุการณ์ที่ทำให้บั่นทอนความสุขในชีวิตประจำวัน ความสุขที่เราเลือกด้วยตัวเอง แต่คนอื่นกลับมองเห็น “ความไม่จำเป็น” ของเรื่องนั้น เลยเกิดคำถามจากบุคคลรอบตัวที่มีความคิดเห็นขัดแย้ง หรือมองความจำเป็นและไม่จำเป็นแตกต่างจากเรา เช่น “ก็รู้แหละว่าแกชอบ แต่ก็ต้องดูด้วยว่ามันจำเป็นแค่ไหน?” หรือบางทีเราแนะนำความไม่จำเป็นบางอย่าง ให้คนที่ใช้ชีวิตด้วยความจำเป็นมาตลอดลองทำดูบ้าง เพื่อให้ชีวิตสนุกขึ้น เราอาจจะได้คำตอบกลับมาว่า “จำเป็นหรือ?”
ในฉบับที่แล้ว ฉันกล่าวถึงเหตุอันไม่ควร ซึ่งบางครั้งก็ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวบางอย่างของชีวิตเรา มาในฉบับนี้ฉันอยากให้เราลองเพิ่มเติม “ความไม่จำเป็น” ให้กับชีวิตเราบ้าง ความไม่จำเป็นที่หลายคนมอง แต่เมื่อเราเลือกมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต หรือมีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกบางอย่างของเรา ไม่ใช่ของเขา มันก็กลายเป็น “ความจำเป็น” สำหรับเราเช่นกัน
คนบางคนใช้เวลาว่างไปกับการตกแต่งรถยนต์ ต่อนั่น เติมนี่ ซึ่งไม่มีวันจบสิ้น บางทีใส่เข้าไปแล้ว เดือนต่อมาไปเอาออก แล้วใส่อย่างอื่นเข้าไปแทน การใช้จ่ายเงินทองไปกับเรื่องพวกนี้ หลายคนมองว่า “สิ้นเปลือง ไร้สาระ ไม่จำเป็น” แต่ไอ้กิจกรรมเหล่านี้แหละ อาจเป็นโอเอซิสเดียวในชีวิตเขา ที่ทำให้หัวใจเขาชุ่มฉ่ำ ชื่นใจ ยามที่เหนื่อยล้ามาจากการทำงาน หรือเหน็ดเหนื่อยกับการใช้ชีวิตประจำวัน หรือผ่อนคลายจากความสัมพันธ์ระหว่างคนด้วยกัน มันอาจเป็นมุมสงบ ที่ไม่ใช่ภาพของการนั่งสมาธิ แต่เป็นภาพของคนคนหนึ่งกำลังเอาใจจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนวิธีสร้างสมาธิว่ามีวิธีเดียวคือ หลับตา นั่งขัดสมาธิ และวางมือประสานกันบนหน้าตัก นั่นเราเรียกว่าท่าพื้นฐาน แต่หากเราสามารถเลือกจังหวะใดจังหวะหนึ่งในชีวิตประจำวัน แล้วนำสมาธิไปใช้กับสิ่งนั้นได้ ฉันถือว่ามันเป็นการประยุกต์ใช้ที่เราจัดสรรได้เหมาะสมกับตัวเอง อย่างน้อยๆ ในภาวะนั้น จิตเราย่อมว่างเปล่า จะคิดก็คงเป็นเรื่องเดียว คือเรื่องที่อยู่ตรงหน้า และบางครั้งสมองก็เคลื่อนไหวได้เร็วกว่าการคิดกลับไปกลับมาหลายเรื่อง
ผู้หญิงบางคนเดิน “ช็อปปิ้ง” ได้เป็นวันๆ บางทีก็เดินได้โดยที่ไม่ซื้ออะไรเลย จนผู้ชายมองว่า “มันเป็นเรื่องไร้สาระ” เอาเวลานี้ไปปลูกต้นไม้ เข้าฟิตเนสดีกว่า เรื่องที่เขาคิดมา “จำเป็น” กว่าเรามาก ของเรากลายเป็น “เรื่องไม่จำเป็นจริงๆ” แต่เรายกให้มันเป็น “ความจำเป็น” สำหรับเราไปแล้ว ไม่ทำได้ไหม? ก็ได้นะ แต่คงได้ไม่นาน เพราะ “การช็อปปิ้ง” ไม่ได้มีดีอะไร เปลืองเงินอีกต่างหาก แต่มันสร้างความสุข ความรื่นรมย์ การผ่อนคลาย และความสบายใจให้กับเรา แล้วจะเรียกว่า “ไม่จำเป็น” ได้อย่างไร
คงต้องบอกว่า “ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์” แต่ “จำเป็นต่อการดำรงจิตใจของเรา” แต่นั่นหมายถึงว่า ทุกความไม่จำเป็นที่เราจัดสรรให้ชีวิต ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเรา และผู้อื่นในภายหลังนะ ในเมื่อมันถูกยกให้เป็น “ความไม่จำเป็น” มาก่อน ต่อให้เราบอกว่าจำเป็น แต่หากสร้างความเดือดร้อนกับเราและผู้อื่น มันก็พร้อมจะกลายร่างเป็น “ความหายนะ” ได้ทุกเมื่อ จึงควรสร้างสมดุลในชีวิตให้พอดี คือ ไม่ตามใจ ตามความสุขของตัวเองจนเกินไป จนเรียกว่าเสพสุข ซึ่งก็จะกลายเป็น “กิเลส” ในที่สุด
สำหรับฉัน...เรื่องไม่จำเป็นที่นำความสุขมาให้ฉันมีหลายเรื่องด้วยกัน “การเดินทาง” ก็เป็นเรื่องไม่จำเป็นหนึ่งในชีวิต ฉันยกให้เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตเลยล่ะ มีหลายคนบอกว่า “เงินเหลือค่อยเที่ยว” ในขณะที่ฉันกลับบรรจุ “การเดินทาง” เป็นงบประมาณอย่างหนึ่งที่จำเป็นกับชีวิต เพราะไอ้ความไม่จำเป็นในสายตาคนบ้างาน มันคือขุมทรัพย์ ขุมพลังงานของฉัน ฉันไม่ได้เก็บเรื่องเที่ยวมาเขียนหนังสือ เพราะหากเป็นอย่างนั้น มันจะกลายเป็น “ความจำเป็น” ที่ดูดีขึ้นมาทันที แต่การเดินทางของฉัน ทำให้สภาวะจิตใจของฉันผ่อนคลาย เหมือนทำดีทอกซ์ให้จิตใจ เหมือนการล้างพิษ ล้างคราบความคิดที่ค้างๆ ออกไปจากสมอง และพร้อมที่จะกลับมาเติมอะไรใหม่ๆ ใส่เข้าไปได้อีก ถ้าใครบอกว่า “ว่างจังเลยนะ เที่ยวบ่อย” “การเดินทาง” ของฉัน ไม่ใช่วันว่าง ฉันบรรจุให้เป็นชั่วโมงทำงาน หลายคนเริ่มงานด้วยการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วนั่งลง สำหรับฉัน ฉันเริ่มงานด้วยการเคลียร์สมอง ช่องว่างระหว่างงานหนึ่ง ไปยังงานหนึ่ง ฉันมีหน้าที่หนึ่งที่ต้องทำ คือ “ล้างของเก่าเพื่อเติมของใหม่ใส่เข้าไป” และ “การเดินทาง” คือเครื่องมือที่ฉันเลือกเข้ามาช่วยงาน พออธิบายอย่างนี้ จาก “ความไม่จำเป็น” กลับกลายเป็น “ภารกิจ” หลักของชีวิตไปทันที หากใครจะบอกว่า “เข้าใจคิดนะ” “หาข้ออ้างไปได้ข้างๆ คูๆ” นั่นก็เป็นเรื่องที่เขาคิด
อะไรจำเป็น หรือไม่จำเป็นสำหรับคุณ ฉันไม่รู้! แต่สิ่งเดียวที่ฉันรู้คือ...เราทุกคนต่างแสวงหา “ความไม่จำเป็น” อยู่ลึกๆ และบางคนก็เลือกกักให้มันอยู่ใน “มุมมืด” เพราะกลัวคนอื่นหัวเราะเยาะ เบ้ปาก มองบน แล้วบ่นว่า “ไร้สาระ” ก่อนที่จะว่าใคร จงรักษามุมมืดของตัวเองให้ดี แล้วพร้อมเมื่อไร ก็ไม่ต้องเขินอายถ้าใครจะรู้ ใครจะเห็น เพราะเชื่อหรือไม่ว่า...สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ ส่วนใหญ่มาจากฝีมือของคนบางคน ที่กำลังทำเรื่องไม่จำเป็น เรื่องไร้สาระ อยู่อย่างเอาจริงเอาจัง โดยไม่แคร์โลก







