
มัลติ-ทาสค์กิ้ง ดีหรือแย่?
โดย...บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
โดย...บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
คนทำงานเดี๋ยวนี้ต่างทำงานในแบบที่เรียกว่า มัลติ-ทาสค์กิ้ง (Multi-Tasking) ได้แก่ การทำงานหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ถ้าเป็นสมัยก่อนที่ผู้เขียนเติบโตมา (อะแฮ่ม) จะถูกคุณแม่ตีเผียะดุว่า “จะทำอะไรก็ทำให้เสร็จไปเป็นอย่างๆ ซิ”บทความนี้จึงตั้งใจที่จะตอบคำถามทั้งผู้อ่านและตัวเองว่า มัลติ-ทาสค์กิ้ง...ดีหรือไม่ดี?
อาจารย์ทิพย์นภา หวนสุริยา อาจารย์คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หลายคนมองว่าการทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้ย่อมเป็นการประหยัดเวลา ทำให้งานคืบหน้าไปได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น ระหว่างฟังว่าเจ้านายสั่งงานอะไรทางโทรศัพท์ ก็คลิกเปิดอีเมลอ่าน ระหว่างที่รอคอมพิวเตอร์โหลดข้อมูลอีเมลขึ้นมา ก็หันมาเขียนบันทึกถึงเพื่อนร่วมงานไปด้วยได้ วิธีนี้เท่ากับทำงาน 3 อย่างพร้อมกัน
สาเหตุที่เกิดพฤติกรรมการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำลง จนเกิดการลดพนักงานในบริษัทต่างๆ คนที่ต้องอยู่ก็ต้องทำงานปริมาณที่มากกว่าเดิม แต่ละคนต้องรับภาระหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เมื่อปริมาณงานของแต่ละคนเพิ่มขึ้น และบางคนอาจถูกเรียกร้องให้ทำงานหลายอย่างที่มีกำหนดส่งพร้อมกัน จะทำทีละงานก็กังวลว่าอีกงานจะเสร็จไม่ทัน
หากปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้คนที่คิดว่าต้องทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน สามารถมีพฤติกรรมเช่นนั้นได้ ก็คือความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เครื่องไม้เครื่องมือ เช่น สมาร์ทโฟน ทำให้เราคุยงานกับคนอื่นได้ในขณะที่เรากำลังขับรถ สามารถเช็กอีเมลหรือพิมพ์ข้อความโต้ตอบกลับกับเพื่อนได้ ทั้งที่กำลังนั่งประชุมอยู่ในห้องประชุม
“ไม่แปลกใจที่เห็นคนรุ่นใหม่หรือคนทำงานรุ่นใหม่ๆ ทุกวันนี้มีพฤติกรรมการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนรุ่นใหม่คุ้นเคยกับการสลับสับเปลี่ยนความใส่ใจจากสิ่งหนึ่งไปอีกสิ่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว เช่น เปลี่ยนจากเขียนอีเมลไปอ่านข้อความจากเว็บอื่น เปิดเพลงและแชตกับเพื่อนไปด้วย พร้อมกับรับโทรศัพท์จากเพื่อนอีกคนหนึ่ง”
หากนักจิตวิทยาไม่เห็นด้วยกับการทำงานหลายอย่างพร้อมกันแบบนี้ แม้บางคนจะสามารถทำงานหลายอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ตาม แต่นักจิตวิทยามีหลักฐานงานศึกษาที่ระบุว่า คนส่วนใหญ่มักประสบปัญหากับการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน แทนที่จะเสร็จทุกอย่างเร็วขึ้น กลับเป็นการใช้เวลาทำงานนานขึ้น ที่สำคัญคือนานกว่าการทำให้เสร็จทีละอย่างแล้วจึงทำงานอื่นแน่ๆ
นั่นเป็นเพราะการทำงานของสมองของมนุษย์ เมื่อใดที่งาน 2-3 อย่างที่เราทำพร้อมกันไม่ใช่สิ่งที่เราทำได้โดยอัตโนมัติ (ประสาทอัตโนมัติสั่งการ เช่น การเดิน การเคี้ยวข้าว) เมื่อนั้นเราต้องอาศัยสมาธิและความใส่ใจในการทำงานแต่ละงานที่ทำ ในสมองส่วนหน้าของมนุษย์มีบริเวณหนึ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมการสลับสับเปลี่ยนความใส่ใจจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง และย้อนกลับมาทำงานเดิมต่อจากจุดเดิมที่ทำค้างไว้ได้
นั่นหมายความว่า แต่ละครั้งที่เราเปลี่ยนจากการเขียนอีเมลไปใส่ใจกับคำพูดของเจ้านายหรือการเขียนบันทึกข้อความถึงเพื่อน สมองต้องมีการเปลี่ยนช่อง ซึ่งทุกครั้งที่เราเปลี่ยนช่องในสมอง เราต้องอาศัยเวลาชั่วระยะหนึ่ง เพื่อ “จูน” หรือตั้งหลักใหม่ เพื่อให้เริ่มต้นทำงานใหม่ได้ ถ้าเราทำงาน 2-3 อย่างพร้อมกัน เราจะต้องเกิดการเปลี่ยนช่องในสมองหลายสิบครั้งกว่าจะทำงานเสร็จครบทุกชิ้น
“ที่แย่กว่านั้นก็คือ สมองที่ควบคุมการสลับสับเปลี่ยนการใส่ใจก็เหนื่อยล้าได้ อ่อนลงได้ เปลี่ยนช่องได้ช้าลงเรื่อยๆ หรือบางทีก็เปลี่ยนไม่ได้เลย จะเห็นว่าเวลาก็ต้องใช้มากขึ้น ขณะที่คุณภาพงานลดลง ที่สำคัญมีผลต่อสุขภาพ เกิดความเครียด วิตกกังวลสูง ไอ้นู่นก็ไม่เสร็จ ไอ้นี่ก็ไม่เสร็จ”
หลายคนที่ชอบทำงานหลายอย่างพร้อมกัน มักพบว่าต่อมากลายเป็นคนสมาธิสั้น ความจดจำแย่ ทำอะไรอย่างเดียวต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ไม่ได้ ขาดความเป็นระบบระเบียบในสมอง โดยเฉพาะในงานที่จำเป็นต้องใช้ทักษะเกี่ยวกับสมอง เช่น การควบคุมเครื่องจักร ก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อสวัสดิภาพของตัวเอง
สรุปว่า คนที่มีทักษะเรื่องการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันนั้นมีอยู่ แต่เป็นจำนวนน้อย คนส่วนใหญ่มักทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ทั้งแง่สุขภาพและประสิทธิภาพการทำงาน ใครที่ทุกวันนี้ชอบทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน มัลติ-ทาสค์กิ้งมากๆ ก็ฟังไว้หน่อย จะให้ดีก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทำงานให้เสร็จเป็นอย่างๆ ดีกว่า ลำดับความสำคัญของงานก่อนหลังได้แล้ว ลุยเลย!







