
ระวังภัยจาก ‘ไลฟ์’ ออนไลน์ไร้เซ็นเซอร์
“พบกับเรื่องราวสุดเด็ดแบบสดๆ ไม่มีตัดต่อ วันนี้จะ Live เข้ามาดูกันเยอะๆนะ” ข้อความเชิญชวนยอดฮิตบนโลกโซเชียล
โดย...ปากกาด้ามเดียว
“พบกับเรื่องราวสุดเด็ดแบบสดๆ ไม่มีตัดต่อ วันนี้จะ Live เข้ามาดูกันเยอะๆนะ” ข้อความเชิญชวนยอดฮิตบนโลกโซเชียลมีเดียที่กลายเป็นสื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีราคาค่างวดในการจองโฆษณา แต่กลับเป็นสื่อที่ทรงพลังสามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้ตรงที่สุด อีกทั้งยังเป็นการสื่อสารถึงกลุ่มเพื่อนที่เราอนุญาตให้เข้ามาชมเรื่องราวชีวิตของเราและสื่อสารโต้ตอบกันได้แบบเรียลไทม์
อรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า หนึ่งในโซเชียลมีเดียยอดฮิตอย่างเฟซบุ๊กได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่ายูสเซอร์จะนิยมใช้ในการดูวิดีโอสด (Live) มากกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับการดูวิดีโอแบบย้อนหลัง จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมพฤติกรรมการรายงานสดถึงได้เป็นที่นิยมมากทั้งผู้โพสต์และผู้ติดตาม
อีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสังคมที่เกิดจากพฤติกรรม “ไลฟ์” คือกรณีอดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติด ซึ่งมักใช้ช่องทางการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียเผยแพร่ความเคลื่อนไหวของตัวเองจนกลายเป็นที่รู้จักของคนบนโลกออนไลน์จำนวนกว่าหนึ่งล้านคน ล่าสุดใช้โซเชียลมีเดีย “ไลฟ์” ถ่ายทอดสดเหตุการณ์ขณะที่ตัวเองกำลังใช้อาวุธปืนจ่อศีรษะเพื่อฆ่าตัวตาย โดยมีผู้ติดตามจำนวนไม่น้อยที่เข้าชมขณะนั้น และมากกว่าครึ่งก็เป็นเด็กและเยาวชน
ในเชิงกฎหมาย การใช้โซเชียลมีเดียในการถ่ายทอดสดไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ถ้าใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ตามมาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่เผยแพร่ ส่งต่อ หรือนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา และข้อมูลที่มีลักษณะอันลามก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แท้จริงแล้วปัญหาสังคมไม่ได้ถูกแก้ด้วยการหวังพึ่งกฎหมายเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่สำคัญที่จะเป็นดัชนีชี้วัดการแก้ปัญหาเชิงลึกเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่นยืนคือ Digital resilience ความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันในการใช้ดิจิทัล ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสำคัญและใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ มีตัวเลขที่น่าสนใจจากเทเลนอร์กรุ๊ปผู้ให้บริการโมบายอินเทอร์เน็ตชั้นนำของโลกได้ทำการสำรวจเด็กและเยาวชนจาก 12 ประเทศรวมถึงประเทศไทย กว่า 67 ล้านคน ที่ใช้อินเทอร์เน็ตพบว่า เกินกว่าครึ่งคือ 35 ล้านคนมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) ในขณะที่ 17 ล้านคน เคยพูดคุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ขณะที่รูปแบบของความเสี่ยงเหล่านี้เกิดจาก 1.เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม (Content) 2.การพูดคุยกับคนที่ไม่รู้จัก (Contact) 3.เรื่องของการหลอกลวงให้ซื้อขายของ (Commerce) และสุดท้ายคือเรื่องความปลอดภัย (Security) ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้เป็นปัจจัยส่งผลให้ดัชนีความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันในการใช้ดิจิทัลของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ซึ่งไทยถือเป็นประเทศที่มีภูมิคุ้มกันจัดอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับประเทศไทย หากเปรียบกับอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด การสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันในการใช้ดิจิทัลให้เด็กและเยาวชน คือการสร้างให้ลูกหลานของเรารู้จัก Digital Literacy มีความรู้และแยกแยะได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ มีทักษะในการรับมือและนำมาใช้วิเคราะห์และแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างให้เป็นเกราะป้องกันในการใช้อินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ได้ด้วยตัวเอง
พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ถือเป็นบทบาทหน้าที่สำคัญในการสร้างเกราะป้องกันนี้ให้เด็กและเยาวชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงเวลาที่พ่อแม่จะต้องหายาสามัญที่ชื่อว่า “รู้ทันดิจิทัล” มาไว้เป็นอาวุธประจำบ้านก่อนลูกจะหนีออกจากบ้านผ่านทางหน้าต่างที่ชื่อว่า “อินเทอร์เน็ต”







