posttoday
นิปปอน ชาเขียว และกาแฟ

นิปปอน ชาเขียว และกาแฟ

20 พฤษภาคม 2559

ผมไปคามามูระครั้งล่าสุด ระหว่างที่เดินไปวัดพระใหญ่ ผมเจอร้านกาแฟอยู่ร้านหนึ่ง

โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง

ผมไปคามามูระครั้งล่าสุด ระหว่างที่เดินไปวัดพระใหญ่ ผมเจอร้านกาแฟอยู่ร้านหนึ่ง จะเรียกว่าร้านดีหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจนัก เพราะทั้งเครื่องชงและบาริสต้านั่งอยู่บนรถคันเล็กๆ ซึ่งจอดอยู่ในบ้าน มีม้านั่งเล็กๆ สองสามตัวอยู่หน้าบ้าน สามีทำหน้าที่ชงอยู่ในรถ ส่วนภรรยาทำหน้าที่รับออร์เดอร์และคุยกับลูกค้ายืนอยู่ข้างๆ รถคอยรับแขก

ผมจำชื่อร้านนั้นไม่ได้แล้ว ไม่แน่ใจด้วยว่ามีชื่อร้าน จำได้แต่บรรยากาศว่าบาริสต้าซึ่งเป็นลุงแก่ๆ แกชงอยู่นานมาก ต้องตวงกาแฟเมล็ดก่อนบด จากนั้นก็ค่อยๆ ดริปแก้วต่อแก้วอย่างใจเย็น และไม่สนใจลูกค้าว่าจะต้องรอนานแค่ไหน อันนี้ไม่ได้บ่นอะไรนักหนา เพราะเข้าใจดีว่าอยากกินก็ต้องรอกันหน่อยเป็นเรื่องปกติ

ปัจจุบันนี้ร้านกาแฟแล็กๆ ในญี่ปุ่นเปิดกันมากมายมหาศาลจริงๆ ครับ เอาเฉพาะในโตเกียวเองก็มีมากจนหากคุณต้องการจะชิมให้หมดในทริปเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้ ความฮิตของกาแฟไม่ได้มีอยู่แค่ในเมืองหลวงเท่านั้น มันแผ่ขยายไปทุกแห่งของญี่ปุ่น แม้กระทั่งบนเกาะเล็กๆ อย่างเกาะมิยาจิม่าในฮิโรชิมา เป็นที่ตั้งศาลเจ้าอิสทุคุชิมา (Itsukushima Shrine) เกาะที่ใช้เวลาเดินแค่สองชั่วโมงนี้ มีร้านกาแฟเล็กๆ ของผู้ประกอบการอิสระอยู่มากถึง 16 แห่ง เรียกว่าเฉลี่ยแล้วมีร้านกาแฟตั้งอยู่ทุกๆ 200 เมตร

หากคิดว่านี่คือญี่ปุ่น ประเทศที่มีวัฒนธรรมการชงชาอันลือชื่อ มีชาเขียวเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมการดื่ม การเติบโตของธุรกิจกาแฟในญี่ปุ่นก็ดูเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ไม่ใช่เฉพาะร้านกาแฟเท่านั้นที่เติบโต ธุรกิจกาแฟบรรจุกระป๋องทั้งร้อนและเย็น ทั้งที่ขายผ่านเครื่องขายอัตโนมัติหรือในร้านสะดวกซื้อก็เติบโตอย่างมาก

กาแฟก็เหมือนสินค้าอีกหลายอย่างของญี่ปุ่น มันเข้ามาพร้อมกับการรับวัฒนธรรมจากตะวันตก มีการจดบันทึกอ้างไว้ว่ากาแฟมีมาตั้งแต่สมัยที่ชาวดัตช์เข้ามาค้าขายกับคนญี่ปุ่นสมัยที่ญี่ปุ่นปิดประเทศ และเปิดให้แค่เมืองนางาซากิเท่านั้นที่สามารถติดต่อค้าขายกับคนต่างชาติได้ ซึ่งอยู่ในสมัยศตวรรษที่ 17 ถึงกลางศตวรรษที่ 19 ในยุคนั้นกาแฟอาจถูกจำกัดอยู่ในวงแคบมาก แพร่หลายอยู่แค่ในเขตไดจิมา (Daijima) ในนางาซากิ เรียกว่าแค่ดื่มกันในหมู่ฝรั่งที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับคนญี่ปุ่นเท่านั้น ไม่มีคนญี่ปุ่นคนไหนสนใจเรื่องกาแฟเลยก็ว่าได้ เพราะเห็นว่าเป็นของแปลกปลอม

เมื่อเข้าสู่สมัยเมจิ เมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศมากขึ้น และเริ่มออกไปทำสงคราม การเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ก็เริ่มมีมากขึ้น จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดก็คือช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นในฐานะประเทศแพ้สงครามถูกควบคุมอย่างมากจากฝ่ายพันธมิตรและสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาดูแลฟื้นฟูประเทศญี่ปุ่นพร้อมๆ กับการนำเอาวัฒนธรรมของตะวันตกหลายๆ อย่างเข้ามา กาแฟในฐานะที่ตอนนั้นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอเมริกันไปแล้ว (กาแฟสำเร็จรูปถือเป็นของจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับการออกรบ) ก็แน่นอนล่ะว่าก็ถูกนำเข้ามาด้วย เมื่อสหรัฐอเมริกาตั้งถิ่นฐานเสร็จก็เริ่มมีการนำเข้ากาแฟอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น แต่ก็ยังคงไม่ได้แพร่หลายมากเท่าไร อย่างที่รู้ๆ ครับว่าในวัฒนธรรมญี่ปุ่น การรับวัฒนธรรมอะไรใหม่ๆ เข้ามาต้องใช้เวลาอย่างมากในการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมแบบญี่ปุ่นด้วย

การเกิดขึ้นของวัฒนธรรมชนชั้นกลางและระบบการทำงานแบบฝรั่งที่เริ่มรับอิทธิพลมาจากตะวันตก โดยเฉพาะจากอเมริกา ก็เลยพลอยทำให้กาแฟนั้นเริ่มโตตามไปด้วย หนังสือพิมพ์เจแปนไทม์เคยลงบทความเรื่องนี้ไว้ว่าความนิยมของกาแฟของคนญี่ปุ่นนั้นเขยิบขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เรื่อยมาจนกระทั่งเริ่มมีนักธุรกิจญี่ปุ่นทำแบรนด์ของตัวเอง

ในปี 1971 กาแฟยี่ห้อ Doutur Coffee ก็เริ่มดำเนินกิจการโดย โทริบะ ฮิโรมิจิ ซึ่งมองเห็นว่าในอนาคตเครื่องดื่มที่เรียกว่ากาแฟนี้น่าจะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเขาเห็นภาพว่าคนในวัยทำงานที่ออกมาทำงานในตอนเช้า น่าจะต้องการเครื่องดื่มสำหรับความกระชุ่มกระชวยมากกว่าแค่เครื่องดื่มชูกำลังที่เริ่มแพร่หลายกันในตอนนั้นเพียงอย่างเดียว

เรื่องเล่ากาแฟในญี่ปุ่นนี่มีอีกยาวครับ เดี๋ยวคราวหน้าจะพาไปสนุกกับกาแฟของญี่ปุ่นต่อ

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว