
มหกรรมพลุเทิดราชา-ราชินี
นานทีปีหนจะได้เห็น
“การแสดงพลุ” ที่สวยสดงดงามสว่างไสวเต็มฟากฟ้าเสียที จำได้ว่าหากจะดูพลุให้จุใจ สมกับที่รอคอยมาแรมปี ต้องรอดูวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพราะบารมีของพระองค์โดยแท้ทำให้คนไทยทั้งประเทศได้ตื่นตาตื่นใจกับพลุสารพัดชนิดที่จุดกันสว่างไสวทั่วฟ้าเมืองไทย ใครที่อยากดูพลุก็อยากให้ถึงวันเวลานั้นแต่ที่ดูจะพิเศษกว่าสถานที่อื่นๆ ก็คนในเมืองกรุงนี่แหละ ทุกปีมักจะได้ยลพลุนับร้อยนับพันนัด สีสันไม่ต้องพูดถึงล้วนตื่นตาตื่นใจ ยิ่งในปีหลังๆ จำนวนพลุที่นำมาจุดโชว์ล้วนสวยงามยิ่งใหญ่ เพราะมีการนำพลุจากต่างประเทศเข้ามาจุด ครั้งล่าสุดในกรุงเทพฯ ที่ยังสร้างความประทับใจคนไทยไม่เสื่อมคลายก็คือพลุที่จุดบริเวณทะเลสาบเมืองทองธานี ในวันที่ 5 ธ.ค. ปีก่อนนั่นเอง
อีกไม่กี่วันโอกาสดีเป็นของคนไทยอีกแล้ว จะได้ชมพลุงามและสุดยิ่งใหญ่ โดยกระทรวงกลาโหม เมืองพัทยา ส่วนราชการต่างๆ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนพร้อมใจกันจัด
“งานแสดงและประกวดพลุนานาชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ดวงประทีปพราวนภา เทิดราชาราชินี บารมีศรีแผ่นดินครั้งที่ 2” งานจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 ส.ค. ณ บริเวณริมชายหาดเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เลยไฮไลต์ของงานจะมีการจุดพลุจากกลางทะเลอ่าวพัทยา โดยใช้พลุหลายหมื่นนัด จาก 4 ประเทศ คือ ไทย จีน อิตาลี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือดูไบ ระยะทางการแสดงพลุถือว่ายาวที่สุดเท่าที่เคยมีการจุดแสดงมาในประเทศไทยร่วม 2 กิโลเมตร
ลองหลับตานึกดูก็แล้วกัน พลุที่ถูกจุดจากกลางทะเลระยะทางยาวร่วม 2 กิโลเมตร นับพันนับหมื่นนัด พอขึ้นไปแตกบนท้องฟ้า เมื่อแสงกระทบกับผืนน้ำของท้องทะเลในยามค่ำคืนจะสวยสดงดงามขนาดไหน
พล.ท.ม.ล.ประสบชัย เกษมสันต์ ผู้อำนวยการสำนักงานสนับสนุน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แม่งานใหญ่ในการจัดประกวดพลุครั้งนี้อธิบายว่า ปีก่อนเราเคยชมพลุที่เมืองทองธานี ที่ยิงจากริมทะเลสาบ เพื่อให้ไปแตกกลางทะเลสาบ ก็สวยงามตระการตามากอยู่แล้ว
แต่ในปีนี้พลุมีจำนวนมากกว่า จึงไปคุยกับ อิทธิพล คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา ว่าควรใช้อ่าวพัทยาเป็นสถานที่ยิงพลุจากกลางทะเล นอกจากเป็นการเฉลิมพระเกียรติทั้งสองพระองค์ท่านแล้ว ยังได้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวอีกด้วย ก็เลยตกลงเลือกสถานที่อ่าวพัทยา
สำหรับพลุที่นำมาแสดงในปีนี้เป็นพลุขนาดใหญ่ 12 นิ้ว 16 นิ้ว และมีเป็นจำนวนมากกว่าจุดที่เมืองทองธานีปีก่อนอย่างน้อยสองเท่า จึงไม่สามารถยิงบริเวณทะเลสาบเมืองทองธานีได้ ต้องยิงจากกลางทะเล เพราะต้องยิงต่อเนื่องติดต่อกันหลายลูก
ประเทศไทยเคยมีการได้ยิงพลุลักษณะนี้มาแล้ว ที่เมืองแกลง จ.ระยอง เมื่อหลายปีก่อน แต่ไม่ได้ยิงมากมาย และใหญ่ขนาดนี้ และที่พิเศษและมีความยาก เพราะเป็นพลุประกอบดนตรี พลุจะยิงจากคอมพิวเตอร์ไม่มีการไปจุดด้วยมือ จะกดปุ่มเพียงครั้งเดียว จากนั้นเป็นหน้าที่ของคอมพิวเตอร์จะทำการ Run ของมันเอง พลุทั้งหมดจะใช้คอมพิวเตอร์จุด ซึ่งเรียกว่ายิงตามโน้ตเพลง
พลุชุดแรกที่ยิงโชว์สายตาจะเป็นของจีน ตามด้วยอิตาลีดูไบ และปิดท้ายด้วยพลุของไทย แต่ละชุดใช้เวลายิงชุดละ 20 นาทีใช้เวลายิงทั้งหมด 2 ชั่วโมง เริ่มยิงตั้งแต่เวลา 2
–4 ทุ่ม นอกจากนั้นยังมีการแสดงชุดพิเศษคือ จะมีการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดีมหาราชา ซึ่งช่วงนี้ทั้ง 4 ประเทศจะยิงพลุพร้อมกันอีกครั้ง ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีแต่ที่พิเศษไปกว่านั้นคณะจัดงานพยายามทำ พล.ท.ม.ล.ประสบชัย บอกคือ จัดพลุใส่เรือสปีดโบตหลายๆ ลำวิ่งไปในทะเลแล้วยิงพลุไปด้วย เป็นความพยายามทำอะไรที่เป็นการยกระดับและเทคนิคเพิ่มเติมเพื่อความตื่นตาตื่นใจ ขณะนี้อยู่ระหว่างการดีไซน์ แต่ยังไม่แน่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่จะมีหรือไม่แค่พลุที่นำมายิงก็ถือว่าสุดยอดแล้ว ดังนั้นการแสดงพลุครั้งนี้ จึงมีความยิ่งใหญ่ และสวยกว่าปีก่อนแน่นอน
ความพิเศษของพลุที่นำมาแสดงครั้งนี้ พล.ท.ม.ล.ประสบชัย เล่าว่า ปีก่อนเราเน้นพลุ Special Design จะเห็นมีรูปเลข 82 มีรูปคนยิ้ม รูปหัวใจ รูปผีเสื้อ รูปปลา อะไรต่างๆ แบบนี้คือพลุที่เป็น Special Design แต่ธีมในปีนี้ เราจะเน้นเรื่องความยิ่งใหญ่ของการยิงพลุจำนวนมาก ความสวยงาม แต่ก็มีพลุ Special Design เหมือนกัน เป็นพลุที่แตกออกมาแล้วเป็นเพชร หรือที่เรียกว่า บลูแซปไฟร์นั่นเอง โดยสั่งทำพิเศษมาจากประเทศจีน ส่วนงบประมาณที่นำมาใช้ในงานแสดงพลุครั้งนี้ไม่ได้ใช้งบหลวงเลย แต่บริษัทเอกชนร่วมแรงร่วมใจกัน
สำหรับการแสดงพลุจะมี 4 องก์ ประกอบด้วย องก์ที่ 1 ของจีนชื่อ
“ทวยราษฎร์สองธาตรี ภักดีนิรมิต อร่ามวิจิตรพัทยา” จะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยจีน เน้นความสดใสร่าเริง และเรื่องของความรักองก์ที่ 2 ของอิตาลีชื่อ
“องค์สิริกิตต์พระเคียงขวัญ สิริมั่นองค์ภูมิพล” องก์ที่ 3 ของดูไบชื่อ “อาหรับคิดประณีตศิลป์ เทิดสยามินทร์ ธ จอมไทย” ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศแถบตะวันออกกลางมาแสดงพลุในไทย คณะที่แสดงเป็นชุดเดียวกับที่แสดงในวันเปิดตึกดูไบเวิลด์ ตึกที่สูงที่สุดในโลก แต่ดีไซน์จะเป็นคนละแบบ และองก์ที่ 4 เป็นของไทยชื่อ “กลาโหมประโคมชัย พระสถิตย์ในกิจทรงธรรม์”ในวันเสาร์หน้าแล้วจะถึงวันแสดงพลุสุดยิ่งใหญ่ ใครว่างควรหาโอกาสไปนั่งชมความงดงามมหกรรมพลุระดับโลกสักที ไหนๆ ก็มีให้ดูถึงที่ หากไม่ไปดูจะเสียใจไปอีกนาน เพราะงานนี้เขาให้ดูฟรีๆ ไม่เสียสตางค์ครับ !!!







