posttoday
หลุมพรางของการพูดว่า  อย่าเอาความรู้สึก มาเหนือเหตุผล

หลุมพรางของการพูดว่า อย่าเอาความรู้สึก มาเหนือเหตุผล

10 พฤษภาคม 2559

หลายคนคิดว่า เมื่อสื่อสารกันด้วยเหตุผลแล้วทุกอย่างจะคลี่คลายลง แต่จากประสบการณ์การให้คำปรึกษาของผม

โดย...ดร.ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หลายคนคิดว่า เมื่อสื่อสารกันด้วยเหตุผลแล้วทุกอย่างจะคลี่คลายลง แต่จากประสบการณ์การให้คำปรึกษาของผม ที่มาของปัญหาความสัมพันธ์ ล้วนมาจากเหตุผลส่วนตัว ที่ตัวเองคิดว่า มันต้องเป็นอย่างนั้น เพราะมุมมองฉันเป็นอย่างนั้น ซึ่งเจ้าเหตุผลส่วนตัวนี่เอง ที่ทำให้เหตุผลคนอื่นดูฟังไม่ขึ้น เพราะเวลาเราคิดว่าเรามีเหตุผล หลายครั้ง โดยไม่รู้ตัว เราอาจสรุปว่า อีกฝ่าย ไม่มี

กำแพงของการสื่อสารเกิดขึ้น เพราะเราลืมไปว่า มันอาจเป็นเหตุผลส่วนตัว เพราะความจริงมีหลายมุม ทุกคนย่อมมองจากมุมที่ตัวถนัด มุมที่อีกคนอาจคาดไม่ถึง และเราต่างขมวดความคิดแบบรวบรัดตัดตอนว่า เหตุผลแบบที่เราใช้อยู่ ใครๆ ก็ใช้กัน เราไม่คิดว่า มันเป็นเหตุผลส่วนตัว จนเราถามความเห็นคนอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องความเห็นเรา เราจึงรู้ว่า คนอื่นอาจมองต่าง บางที มองต่างจากเรามากจนเราเริ่มสงสัยเหตุผลของเราเอง ก็เป็นได้

คนคิดเหมือนเราอาจมีไม่มากอย่างที่เราคิด และคนที่เรามองว่าคิดแปลก เหตุผลฟังไม่ขึ้น จริงๆ อาจมีคนคิดเหมือนเขามากกว่าที่เราคิด ก็เป็นได้ (งงไหมครับ?)

นอกจากนั้น คำว่าเหตุผล บางทีกลับเป็นการปกปิดความรู้สึกข้างในจริงๆ หรือที่เรียกว่าเป็นเหตุผลกลบเกลื่อน (Rationalization) กล่าวคือ ความรู้สึกจริงๆ ไม่ตรงกับเหตุผลที่บอกคนอื่น คนอื่นเลยไม่ได้รับรู้ความรู้สึกจริง หรือสิ่งที่เราต้องการจากคนที่สื่อสารด้วยจริง

การคุยกันด้วยเหตุผล ที่เราเชื่อว่าจะแก้ทุกปัญหาได้ บ่อยครั้งอาจเป็นตัวสร้างปัญหา เพราะหลายครั้งที่การคุยจบลงไม่สวย ก็เพราะทั้งคู่ต่างเอาเหตุผลมางัดกัน มาปราบความคิดของอีกฝ่าย ทีนี้พอคุยกันนานๆ เข้า เหตุผลที่ว่า กลับกลายเป็นชนวนระเบิด จบลงที่คำขู่ คำกดดัน การวิจารณ์อีกฝ่ายอย่างรุนแรง (ยิ่งจบไม่สวยกว่าเดิม)

ให้เราลองคิดดีๆ นะครับ หรือไม่ก็ให้ลองจับสังเกตตัวเองดู เวลาเรารู้สึกอะไร มันคือสิ่งที่จริงกว่าเหตุผลที่เราพูดกับตัวเองด้วยซ้ำ แต่การคุยความรู้สึกจริงกับคนที่เรารัก คนที่เราแคร์ เพื่อให้ปฏิบัติต่อกันดีขึ้น มันยาก เพราะมันเปลือยกว่าการคุยด้วยเหตุผล

ที่เปลือยกว่า เพราะเหตุผลที่ว่าเราปรุงแต่งให้ดูดี ดูเป็นฝ่ายถูก แต่พอต้องพูดความรู้สึกจริง เราต้องวางใจอีกฝ่ายอย่างมากว่า การเปลือยจิตใจครั้งนี้ ผลตอบรับจะดี จะเกิดความเข้าใจตรงกัน เพราะความรู้สึกจริงจะมีความคาดหวังแฝงร่วมด้วยนั่นเอง

การคุยความรู้สึกจริง ถ้าทำได้ดี จะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจเรามากกว่า แต่คนที่ชอบพูดความรู้สึก มักพลาดตรงที่เราชอบสอดใส่ความคาดหวัง จนกลายเป็นคาดคั้นปนกับความรู้สึกเข้าไปด้วย แทนที่จะขอร้องแบบไม่กดดัน พูดกันง่ายๆ แบบคนกันเอง เรากลับพ่วงความรู้สึกกับภาษาที่ออกแนวคาดคั้นคำตอบ หรือไม่ก็ดูบีบคั้นอีกฝ่ายจนไม่อยากร่วมมือ เช่น หากเรารู้สึกถูกมองข้ามบ่อยๆ เรามักจะพูดกับคนที่เราแคร์ว่า “รู้มั้ย คนอื่นเขาไม่ทำกับฉันแบบนี้ เธอมองข้ามความรู้สึกฉันตลอด” แทนที่จะสื่อแบบขอร้องปกติว่า “ที่รัก คิดถึงนะ ไม่ได้เจอกันเลย คืนนี้กลับมาทานข้าวบ้านนะ จะทำอะไรอร่อยๆ ไว้รอ”

และเมื่อฝ่ายใดกล้าพูดความรู้สึก อีกฝ่าย (หมายถึงฝ่ายที่มีเหตุผลส่วนตัวมาก) มักทำให้พังโดยพูดว่า “อย่าเอาความรู้สึกเธอมาเหนือเหตุผลสิ” หรือ “ที่รัก มีเหตุผลหน่อย”  (ยิ่งพูด ฝ่ายที่เผยความรู้สึก ก็จะยิ่งโกรธ เพราะความรู้สึกที่เปลือยออกมา ยิ่งถูกมองข้ามหนักกว่าเก่า)

ทีนี้ การสื่อสารครั้งต่อไปจะยิ่งยาก เพราะทั้งสองจะงัดเหตุผลมาถล่มกันมากกว่าเก่า เพราะมีกติกาว่า ความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายไม่มีสาระพอ จนท้ายสุดก็ต้องเลิกสื่อสาร กลายเป็นความเงียบเย็นชา ที่ทนๆ กันไป จนกว่าฝ่ายใดจะระเบิดออกมา

ผมจึงอยากให้ข้อคิดให้เราระวังการใช้คำว่า “อย่าเอาความรู้สึกมาเหนือเหตุผล” จนกว่าเราจะเข้าใจความสำคัญของความรู้สึกของอีกคนหนึ่งก่อน เพราะบางทีความรู้สึกนั้นอาจเป็นแผนที่ หรือประตูไขสู่ความเข้าใจหัวใจคนที่เรารัก หากเราฟังดีๆ มันอาจทำให้เราได้ใจเขามากขึ้น

แล้วต่อไป จะได้ไม่ต้องพูดบ่อยๆ ว่า “อย่าเอาความรู้สึกมาเหนือเหตุผล” จนกลายเป็นหลุมพรางทางความคิด

เพราะจริงๆ ใครๆ ก็มีเหตุผลทั้งนั้น

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ