
แท่นขุดเจาะน้ำมัน
ว่ากันว่าหายนะจากภัยพิบัติน้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโก กลายเป็นโศกนาฏกรรมแห่งท้องทะเลครั้งใหญ่สุดของ มนุษยชาติ
วันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา แท่นขุดเจาะน้ำมันคีปวอเตอร์ฮอริซอน ที่บ่อมาคอนโด ของบริษัท บริติช ปิโตรเลียม (บีพี) เกิดระเบิด พนักงานที่แท่นขุดเจาะน้ำมันเสียชีวิตทันที 11 คน และบาดเจ็บ 17 คน
และสิ่งที่เลวร้ายที่ตามมาก็คือ การรั่วไหลอย่างต่อเนื่องของน้ำมันอย่างมหาศาลในอ่าวเม็กซิโก ทะเลสีฟ้าใสจึงกลายเป็นโคลนสีดำ
แม้ว่าวันนี้ภารกิจในการแก้ไขการรั่วไหลของน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกจะประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ คือ น้ำมันหยุดรั่วไหลแล้ว แต่ความเสียหายจากการรั่วไหลในครั้งนี้ยังไม่หมด และปรากฏผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
ลองมาดูความเสียหายกันครับ...รัฐบาลสหรัฐอเมริกาคำนวณว่าน้ำมันรั่วไหลในครั้งนี้ประมาณ 4.5 ล้านบาร์เรล หากตัวเลขนี้ถูกต้อง หมายความว่ามีน้ำมันไหลปนเปื้อนกับน้ำทะเลในอ่าวเม็กซิโกวันละเกือบ 3 ล้านแกลลอน เทียบเท่ากับการเติมน้ำมันรถยนต์เต็มถังได้ประมาณ 2 แสนกว่าคันทีเดียว
ส่วนกองกำลังในการระดมกำจัดคราบน้ำมันในทะเลนั้น มีการใช้กำลังคนกว่า 4 หมื่นคน กองเรือ 5,000 ลำ และเครื่องบิน 100 ลำ
ผลจากการปฏิบัติงานสามารถดูดคราบน้ำมันได้ 27 ล้านแกลลอน ต้องจุดไฟเผาทำลายทิ้งประมาณ 10 ล้านแกลลอน ฉีดพ่นสารเคมีเพื่อไม่ให้น้ำมันเกาะรวมเป็นคราบผืนใหญ่ และสามารถแตกตัวเป็นอณูเล็กๆ ซึ่งสามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้เร็วขึ้นอีกประมาณ 1 ล้านแกลลอน
กระบวนการต่อมา คือ การเช็ดล้างคราบน้ำมันทั้งหมด คาดว่าต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี งบประมาณที่ใช้สำหรับงานตามล้างตามเช็ดคราบน้ำมันอยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการแก้ไขตามขั้นตอนจะช่วยลดทอนปัญหาคราบน้ำมันไปได้ แต่ผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอุบัติภัยในครั้งนี้คือเรื่องของสิ่งแวดล้อม
สหรัฐอเมริกาบอกว่าความสูญเสียที่ประเมินค่ามิได้เลย คือ การกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมในอ่าวเม็กซิโก ในเบื้องต้นมีนกตายประมาณ 1,000 ตัว เต่าทะเลประมาณ 500 ตัว โลมา 50 ตัว และมีวาฬสเปิร์มอีก 1 ตัว
นักวิทยาศาสตร์บอกว่า จำนวนสัตว์ต่างๆ ที่สามารถเห็นได้ว่าเสียชีวิตนั้นอยู่ที่ประมาณ 2,000 กว่าชีวิต
แต่ผลกระทบในครั้งนี้จะส่งผลให้สัตว์น้ำเสียชีวิตอย่างต่อเนื่องไปอีกนับสิบปี...น่ากลัวทีเดียวครับ
ดัก อิงลีย์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสแห่งสมาพันธ์สัตว์ป่าแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา บอกว่า ตัวเลขที่บีพีและสหรัฐแถลงว่าพบนก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และเต่าตายไปเกือบ 3,000 ตัวนั้น เป็นตัวเลขเพียงเศษเสี้ยว เนื่องจากอาจมีสัตว์ตายมากขึ้น เพราะสัตว์อายุน้อยไม่สามารถอยู่รอดได้ เขาคาดว่าผลกระทบต่อสัตว์ป่าจะดำเนินไปหลายปีดีดักทีเดียว
นอกจากนี้ หายนะที่ติดตามมาสำหรับอุบัติภัยในครั้งนี้ คือ การท่องเที่ยวทางทะเล มีการคาดกันว่าใน 5 มลรัฐริมอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐอเมริกาต้องเข้าห้องไอซียูอย่างแน่นอน ขณะที่การจ้างงานจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบหมดภายในปีนี้
ในส่วนของบีพีเองก็ประสบปัญหาอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน เพราะบีพีต้องเจอกับปัญหาการขาดทุนในไตรมาส 2 ถึง 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และประกาศขายสินทรัพย์ในระยะ 18 เดือนให้ได้ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพยุงบริษัทเอาไว้
ที่สำคัญ บีพีต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งจ่ายเงินชดเชยอีกจำนวนมาก โดยคาดว่าน่าจะสูงถึง 3.22 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากปัญหาที่อ่าวเม็กซิโกแล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อนแท่นขุดเจาะน้ำมันของประเทศจีนก็ระเบิดเช่นกัน แต่ความเสียหายยังคงอยู่ระหว่างการประเมิน
ตัวอย่างเหตุน้ำมันรั่วไหลยังมีอีกเยอะครับ อย่างที่ประเทศไนจีเรีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 8 ของโลก ก็เจอกับเหตุน้ำมันรั่วไหลในระหว่างปี 25292553 มากถึงประมาณ 3 หมื่นครั้ง
ทุกท่านคงเหมือนกับผมที่เห็นตัวเลขความเสียหาย รวมทั้งเห็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนในประเทศไนจีเรีย และที่ต่างๆ ทั่วโลก ก็คงรู้สึกตกใจ เพราะสถิติเหล่านี้น้อยครั้งนักที่จะถูกนำมาแสดงในที่สาธารณะ
ผมไม่แปลกใจหรอกครับที่คนเกาะสมุย คนเกาะพะงัน และคนเกาะเต่า จะลุกขึ้นมาตะโกนบอกเสียงดังๆๆๆ ว่า พวกเขาไม่เอาบ่อน้ำมันที่กำลังจะมีการเจาะสำรวจกันกลางอ่าวไทย
ชาวบ้านฝากบอกผมต่อไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่า อย่าพูดกันง่ายๆ ว่า
“เพียงแค่เจาะสำรวจ อาจจะเจอหรือไม่เจอก็ได้”เขาฝากถามต่อว่า ถ้าไม่เจอก็ดีไป แต่ถ้าเจอล่ะ พวกคุณจะไม่ขุดเจาะขึ้นมาใช่หรือไม่?
วิงวอนครับ เว้นเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่าไว้สักที่เถอะ รายได้จากการท่องเที่ยวของ 3 เกาะที่ว่านี้ น่าจะมากกว่าค่าสัมปทานในการขุดเจาะน้ำมันเป็นไหนๆ







