
มีหนี้เท่าไร (ดี)
โดย...บีเซลบับ ภาพ... คลังภาพโพสต์ทูเดย์
โดย...บีเซลบับ ภาพ... คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ในยามที่อัตราดอกเบี้ยตกต่ำเป็นประวัติการณ์ การก่อหนี้กลายเป็นเรื่องน่าพิสมัยสำหรับคนบางกลุ่ม แต่กับบางกลุ่มก็ไม่อยากก่อหนี้มากเกินตัว ประเด็นคือจำนวนหนี้เท่าใดถึงจะเรียกว่าเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวหรือหนี้เกินตัว หนี้ประเภทใดที่น่าจะจัดการด้วยการใช้เครดิตแทนที่จะจ่ายเงินสด สิ่งเหล่านี้คนก่อหนี้ต้องคิด เพราะเกี่ยวพันโดยตรงกับการก่อหนี้ส่วนบุคคล เท่าใดหรือระดับใดที่เหมาะสม การผ่อนหนี้บ้าน หนี้รถยนต์ หนี้บัตรเครดิต และอื่นๆ ทั้งหมดนี้ควรอยู่ในอัตราใด หรือสัดส่วนใดของรายได้ จึงจะเรียกว่าไม่เกินตัว ใครที่กำลังมีหนี้ (เหมือนผู้เขียน) แนะนำว่าควรอ่านด่วน!
ชีวิตหนึ่งๆ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะไม่ก่อหนี้เลย คำตอบง่ายมาก คือ เป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้ยาก โดยคนส่วนใหญ่ยังคงต้องผ่อนชำระค่าบ้าน ผ่อนชำระค่ารถยนต์ และในบางคนก็ยังต้องผ่อนชำระค่าบัตรเครดิต จะเห็นว่าหนีสภาพหนี้กันไม่ค่อยพ้น เพราะฉะนั้นความรู้อันสำคัญไม่น้อยไปกว่าวิชาชีพใดคือ การก่อหนี้อย่างมีความรู้ ก่อหนี้อย่างชาญฉลาด ไม่ใช่ปล่อยตัวเองให้เป็นหนี้เป็นสินแบบ
ทะลุ่มทะลุย ดอกเบี้ยบานทะโรค จนไม่อาจบริหารจัดการ กลายเป็นคนหนี้ล้นพ้นตัว ส่งผลกระทบต่อชีวิตในหลายๆ ด้าน หรือในบางรายก็ทุกด้าน ลูก ภรรยา สามีกระเจิดกระเจิง บ้านแตกสาแหรกขาดก็คงเคยเห็น
ตามหลักของการบริหารการเงินที่ดีนั้น ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าภาระหนี้ที่เป็นระยะยาวต่อเดือนแล้ว ควรมีไม่เกิน 36% ของรายรับรวมต่อเดือน ตัวเลขนี้สำคัญเพราะเป็นสิ่งหรือเกณฑ์ชี้ความน่าเชื่อถือทางการเงินของลูกหนี้ จะปล่อยกู้บุคคลหรือไม่ หรือเราจะได้รับสินเชื่อที่ขอกู้ไปหรือไม่ ก็ประเมินหรือได้รับการประเมินจากตัวเลขดังกล่าว อยากรู้ว่าตัวเองจะได้กู้เงินหรือไม่ อาจประเมินคร่าวๆ ในใจก่อนว่า อยู่ในข่ายเกินหรือไม่เกิน 36%
กู้ได้ก็ดี กู้ไม่ได้ (ทั้งที่ใจอยากกู้) ก็ไม่ดี แต่ถ้าไม่กู้เลย อย่างนี้ไม่ดีแน่ๆ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหนี้เคยกล่าวไว้ว่า การไม่มีหนี้สินเลยถือเป็นการบริหารการเงินที่ไม่ชาญฉลาดเท่าไหร่ (แม้จะเป็นเรื่องฉุกเฉินก็เถอะ) เพราะหมายความว่าคุณต้องจ่ายเงินสดสำรองของคุณออกไปแทนที่จะใช้เครดิตหรือใช้เครดิตได้ ความท้าทายอยู่ที่ตรงนี้นี่เองว่า จะเรียนรู้หรือตัดสินใจได้อย่างถูกต้องอย่างไรว่า ค่าใช้จ่ายประเภทใดที่ควรชำระด้วยการก่อหนี้ ประเภทใดที่ไม่ควร จากนั้นก็บริหารเงินที่คุณกู้ยืมมาให้ถูกต้องเหมาะสม (ไม่ใช้จ่ายผิดประเภท)
โดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจที่จะก่อหนี้ยืมสินมักไม่ได้มีเหตุมาจากการที่ว่า คุณมีเงินสดมากน้อย แต่จะมาจากเหตุผลที่ว่า มันมีลู่ทางอะไรไหมที่จะทำให้เงินงอกเงยขึ้นได้ ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมากอย่างทุกวันนี้ ลองคำนวณดูสิว่าคุณมีค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยเท่าไร จากนั้นให้เปรียบเทียบว่า หากคุณนำเงินที่มีไปลงทุน คุณคิดว่าคุณจะได้ผลตอบแทนในอัตราเท่าใดหากนำเงินจำนวนเดียวกันนี้ไปลงทุน
ถ้าคุณคิดว่าคุณสามารถสร้างผลตอบแทนจากการนำเงินสดของคุณเองไปลงทุนให้งอกเงยขึ้นมา มากกว่าที่คุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยละก็ กู้มาลงทุนดูจะคุ้มมากกว่านะ ต่อไปนี้คือเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ในการสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดจากการมีหนี้ส่วนตัว
ผู้ปล่อยกู้โดยทั่วไปมักมีธรรมเนียมปฏิบัติว่า จะอนุมัติวงเงินสินเชื่อ โดยไม่ให้ลูกหนี้ต้องมีภาระการส่งค่ามากเกินกว่า 28% ของรายได้ขั้นต้น และภาระการชำระหนี้ต่อเดือนก็ต้องไม่ให้เกินกว่า 36% ของรายได้สุทธิ อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์ ผู้ให้กู้ยอมที่จะปล่อยวงเงิน ซึ่งก็ทำให้ลูกหนี้มีภาระหนี้รวมอยู่ระหว่าง 40-50% คำถามก็คือ คุณยินดีที่จะก่อหนี้ในสัดส่วนขนาดนั้นหรือไม่
วิธีที่จะมองว่าคุณควรมีหนี้สักเท่าใด คือ พิจารณาการบริหารรายได้ของคุณ หากคุณจ่ายภาษีเงินได้ 25% คุณก็มีเงินออมในระดับที่แข็งแรงพอ คือ 15% และคุณมีการผ่อนชำระหนี้รายเดือนอีก 40% ดังนั้นคุณก็จะมีเงินสดหมุนเวียนติดมือสำหรับการจับจ่ายใช้สอยในอัตรา 20% คุณต้องถามและตอบตัวเองให้ได้ว่า นี่เป็นการแบ่งสันปันส่วนที่จะทำให้คุณดำรงชีวิตอยู่ได้หรือไม่ บอกตามตรงว่า ตามหลักการที่ยึดถือของนักบริหารหนี้ทั่วไป ภาระหนี้ที่มีมากกว่า 40% ของรายได้ขั้นต้นในแต่ละเดือน ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าคุณกำลังเข้าสู่สถานการณ์วิกฤตในการบริหารหนี้แล้ว!
เอาล่ะสิ กำลังสนุก ว่าแต่เรื่องของหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต ยังไม่มีโอกาสได้พูดถึงเลย ไว้โอกาสหน้ามาใหม่ จะขอขยับให้ฟังทั้ง 3 หนี้ ที่กอดคอลูกหนี้ (อย่างเหนียวแน่น) มาแต่ไหน รวมทั้งศิลปะในการปลดตัวเองจากการเป็นหนี้ คอยติดตามก็แล้วกัน...







