posttoday
ขอรับกรรมฐาน...เข้าพรรษาปี’๕๓ (ตอน๘)

ขอรับกรรมฐาน...เข้าพรรษาปี’๕๓ (ตอน๘)

05 สิงหาคม 2553

ปุจฉา : กราบเรียนพระคุณเจ้า

ปุจฉา : กราบเรียนพระคุณเจ้า

โดย....พระอาจารย์อารยะวังโส


ในห้วงเวลาจำศีลเข้าพรรษา ๓ เดือน ญาติโยมมีความประสงค์ปฏิบัติธรรมอบรมจิต เพื่อสร้างปัญญาธรรมให้เกิดขึ้น จะได้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

จึงใคร่ขอกรรมฐาน หรือข้อธรรมะเพื่อเป็นอนุสติในกาลเข้าพรรษา ขอพระคุณเจ้าได้พิจารณามอบกรรมฐานผ่านทาง “โพสต์ทูเดย์” เพื่อญาติโยมผู้ไม่ค่อยมีเวลาไปวัดฟังธรรม ด้วยกิจธุระทางโลกมาก จะได้ศึกษาปฏิบัติเป็นส่วนตนที่บ้านได้ ขอแบบง่ายๆ แต่ปฏิบัติได้ผลตรงตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งหวังว่าพระคุณเจ้าคงจะช่วยอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายได้อย่างแน่นอน

กราบเรียนมาด้วยความเคารพ

“ผู้มีภาระทางโลก แต่ไม่ทิ้งธรรม”

วิสัชนา : ต้องปรับให้ได้ เมื่อเราปรับได้สมบูรณ์แล้วเราก็สร้างความรู้สึกนั้นให้เกิดมากขึ้น ให้เกิดความรู้สึกที่อิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ โดยมีสติระลึกรู้ในอารมณ์ธรรมดังกล่าว นี่เป็นหลักของจิตตาและธรรมาที่ต่อเนื่องกัน
ขณะนี้เราปรับการทำสมาธิเบื้องต้นให้เหมาะสมอยู่ ทำความรู้สึกตรงนี้ให้เกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วอิ่ม แล้วเราจึงแผ่เมตตาให้กับผู้อื่นได้ ดุจดังเรามีบ้านมีบ่อน้ำใสสะอาด ถ้าไม่สะอาด ต้องทำให้ใสสะอาด เราถึงจะเอาน้ำที่ใสสะอาดแล้วนี้ เผื่อแผ่ให้กับผู้อื่น ตาน้ำต้องไม่ขาด ไม่เหือดไม่แห้ง ยิ่งตักยิ่งเพิ่ม ยิ่งให้ยิ่งมี เราจึงให้ออกไป นี่คืออำนาจแห่งกุศลจิต ยิ่งให้เท่าไหร่ยิ่งมีเท่านั้น เพิ่มเข้าไปๆ ด้วยกำลัง เราจึงแผ่ความรู้สึกที่ดีนี่ออกไปให้กว้างขวางให้กับสรรพสัตว์ทั้งปวงว่า “เราขอแผ่เมตตาให้กับผู้ที่เราเคารพรัก” เป็นขั้นที่ ๑ ให้นึกถึงพ่อแม่ นึกถึงครูบาอาจารย์ของเรา ต้องแผ่ให้กับผู้ที่ยังมีชีวิต (หมายเหตุ : ต้องแผ่ให้กับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่) ระลึกถึงหน้าหรือนึกถึงชื่อของบุคคลที่เราเคารพรัก แล้วแผ่ความรู้สึกว่า “ขอให้ท่านทั้งหลายจงมีความสุขปราศจากทุกข์ ปราศจากภัยเช่นเดียวกัน”

“เอสะ สัปปุริโส สุขิตา โหตุ, อะเวโร โหตุ, อัพยาปัชโฌ โหตุ, อะนีโฆ โหตุ, สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ”

เราแผ่ความรู้สึกไปยังบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ที่เราเคารพรักมากที่สุด พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เวลาจะแผ่เราก็กลั้นลมไว้ ณ บัดนี้ ให้เราสูดลมหายใจเข้าไปที่ทรวงอก ไปตั้งไว้ที่ฐานจิตฐานที่ ๕ สูดลมหายใจเข้าไปพร้อมกัน เมื่อเราสูดเข้าไปถึงฐานทรวงอกแล้ว เราก็แผ่ความรู้สึกออกไป เหมือนกับคลายลมนั้นออกไปให้ทั่วสรรพางค์กาย นึกถึงบุคคลที่เรารัก ด้วยการกลั้น แล้วก็เบ่งลมนั้น ให้เกิดความซาบซ่าน มีปีติออกไป ไม่ใช่แผ่แผ่วๆ หรือนึกที่จิตอย่างเดียว ต้องกลั้นไว้ แล้วเบ่งออกไป ส่งความสุขดังกล่าวให้มีกำลัง ส่งไปยังบุคคลที่เรารักด้วยความรู้สึกที่ว่า “ขอบุคคลนั้นจงมีความสุขปราศจากทุกข์ภัย”

เราส่งไปให้บุคคลที่เรารัก ที่เรามีความรู้สึกที่ดี ให้เขาพ้นทุกข์ภัยทั้งปวง ต่อไปให้ดึงลมเข้าไปสู่ฐานจิตที่ ๕ คือ ที่ทรวงอกอีกครั้ง หายใจเข้าไปให้เต็มที่ ช้าๆ แล้วอัดไว้ให้แน่นที่ทรวงอก มีสติระลึกรู้อยู่ตรงนี้ ไม่ถอยจิตออกมา ลมมันจะคลายของมันเองโดยธรรมชาติ เราปล่อยลมออกไปโดยธรรมชาติ แต่สติเรากำกับรู้จิตอยู่ที่ทรวงอก ทำความรู้สึกให้เมตตาตนเองไว้ สำรวจดูกำลังจิตเราว่ายังสมบูรณ์อยู่ในการเมตตาตัวเอง เราขอถึงซึ่งความสุขและไม่เป็นไปสู่ส่วนของความทุกข์ ไม่เบียดเบียนใคร และเป็นผู้ไม่ต้องการให้ใครมาเบียดเบียน เป็นผู้ที่ไม่ต้องการมีเวรมีกรรม เป็นผู้ที่ต้องการพ้นจากความคับแค้นใจ ทำความรู้สึกให้เกิดความสุข รักตัวรักตนให้เกิดขึ้น โดยอัดลมหายใจเข้าไปที่ทรวงอกช้าๆ แล้วสร้างความรู้สึกให้เกิดพลัง ลมเป็นพลังจิต ขับเคลื่อนไปเก็บไว้ แล้วขึงไว้ จะเกิดกำลังให้ควบคุมไว้อยู่ตลอดเวลา คือ การควบคุมจิตไว้กับลม จิตจะมีพลังเกิดขึ้น

การควบคุมไว้ตรงนั้น ทำให้จิตตั้งมั่นเข้าสู่ความเป็นสมาธิ การควบคุมจิตดังกล่าว เป็นหลักแห่งการตั้งสติเข้าสู่จิต และรู้ละวางอาการที่เป็นอธรรม สร้างธรรมให้มากขึ้น เป็นการเข้าสู่หลักแห่งการตั้งฐานจิต เข้าสู่จิตตาและธรรมานุปัสสนา โดยการปฏิบัติและเสวยอารมณ์ธรรม ไม่ใช่ท่องบ่นแบบนกแก้วนกขุนทอง ทำความรู้สึกให้เกิดขึ้นให้เข้มแข็งขึ้น

ขั้นที่ ๒ ให้จิตของเราระลึกแผ่เมตตาให้กับบุคคลที่เราเคารพรัก และเป็นบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ อาจเป็นสามี/ภรรยา ลูก หรือญาติพี่น้องของเรา ทำเช่นเดียวกันคือ แผ่เมตตาไป โดยระลึกตั้งมั่นว่า “เอสะ สัปปุริโส สุขิตา โหตุ, อะเวโร โหตุ, อัพยาปัชโฌ โหตุ, อะนีโฆ โหตุ, สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ” แล้วเราก็สูดลมหายใจเข้าไปที่ทรวงอก ตั้งความรู้สึกที่ดีไว้ ขึงไว้ แล้วแผ่ไปให้บุคคลที่เรามีความรัก ความเกี่ยวเนื่อง ให้เขามีความสุขและพ้นจากความพ้นทุกข์เช่นเดียวกับเรา ต้องมีความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงๆ ท่านจึงให้เราตั้งความรู้สึกไว้ที่คนที่เรารักที่สุดคือ ตัวเอง เป็นขั้นที่ ๑ คนที่เรารักที่สุดรองลงมาคือ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เป็นขั้นที่ ๒

ผู้เกี่ยวเนื่องกับเรา สามี ภรรยา ลูก พี่น้องเป็นขั้นที่ ๓ ขั้นต่อไป แผ่เมตตาไปให้กับญาติ พี่น้อง คนที่เราปรารถนาดีกับเขา ระลึกว่า “เอสะ สัปปุริโส สุขิตา โหตุ, อะเวโร โหตุ, อัพยาปัชโฌ โหตุ, อะนีโฆ โหตุ, สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ”

สูดลมหายใจเข้าไปที่ทรวงอก แล้วแผ่ออกไปยังญาติพี่น้อง บริวาร เพื่อนฝูงทั้งหลาย นึกหน้าทีละคนๆ แล้วส่งความสุขนั้นไป ความรู้สึกที่เป็นความเมตตาต่อตัวเขา ดุจดังเราเมตตาตัวเอง โดยความหมายรวมๆ กว้างๆ แล้วระลึกไปโดยเฉพาะเจาะจงกับแต่ละบุคคล ให้เขามีความสุข ให้เขามีจิตที่ดี รับความรู้สึกความคิดถึงของเรา บางทีนั่งๆ อยู่ทำไมคิดถึงเราขึ้นมา

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ