
บอลไทยไปบอลโลก 2018 ไม่ง่ายแต่ก็เป็นไปได้
นับเป็นงานหนักไม่น้อยทีเดียว สำหรับ ขุนพลนักเตะทีมชาติไทย ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย
โดย...นูโน่
นับเป็นงานหนักไม่น้อยทีเดียว สำหรับ “ช้างศึก” ขุนพลนักเตะทีมชาติไทย หลังผลการจับสลากสายแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย ออกมาไม่เป็นอย่างที่ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เฮดโค้ชทีมชาติ แอบหวังเอาไว้
ผลจับสลาก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ทีมไทย ซึ่งอยู่ในโถ 6 อยู่ในสายบี ร่วมกับ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และอิรัก ส่วนสายเอ ประกอบด้วย อิหร่าน เกาหลีใต้ อุซเบกิสถาน จีน กาตาร์ และซีเรีย หลังจากก่อนหน้านี้ ถ้าเลือกได้ ซิโก้ อยากเจอเกาหลีใต้ และจีน มากกว่าญี่ปุ่น และยูเออี
แต่มาถึงรอบนี้แล้ว ทุกคนเตรียมใจไว้แล้วว่า ไม่มีคำว่า “เบา” และ “เป็นไปไม่ได้”
“ถือว่าหนัก แต่ก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเจอไม่เอก็บี เมื่อมาถึงรอบนี้ก็เป็นงานหนักมากอยู่แล้ว แต่เราเชื่อว่าเราสู้ได้ ต้องดูจังหวะและช่วงโอกาสในแต่ละนัด สู้กันไปทีละแมตช์ เราหวัง 3 แต้มในทุกๆ นัด” กุนซือขวัญใจชาวไทย กล่าว
เช่นเดียวกับ “กัปตันอุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน ที่ยอมรับว่าอยู่สายหนักมาก เพราะนอกจากญี่ปุ่น และออสเตรเลียแล้ว อิรัก ซึ่งแม้จะเอาชนะไทยไม่ได้ในรอบที่ผ่านมา แต่ก็ถือว่าไม่ง่ายอยู่ดี
แน่นอนเมื่อมองถึงความเป็นไปได้ในการเจอกับแต่ละทีม งานหนักหนาที่สุดสำหรับทีมชาติไทยคงหนีไม่พ้นออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ที่ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายใน 3 และ 5 ครั้งล่าสุดตามลำดับ และถูกยกเป็นตัวเต็งคว้าท็อป 2 ของกลุ่มไปโดยปริยาย
เพราะต้องยอมรับว่า นักเตะไทยเป็นรองกว่ามากทั้งชื่อชั้นและประสบการณ์ โดยเฉพาะญี่ปุ่นชุดนี้เป็นทีมที่มีผู้เล่นค้าแข้งในลีกยุโรปมากที่สุดถึง 13 คน และแต่ละคนต่างก็เป็นตัวหลักของทีมทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ชินจิ โอกาซากิ ของเลสเตอร์ ชินจิ คากาวะ ของโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ หรือ ยูโตะ นากาโตโมะ ของอินเตอร์ มิลาน และ เคซุเกะ ฮอนดะ ของเอซี มิลาน และการเจอกัน 3 ครั้งล่าสุดของชุดใหญ่ ทีมไทยแพ้ขาดทั้ง 3 ครั้ง
ขณะที่ออสเตรเลีย ซึ่งช้างศึกไม่เคยเอาชนะได้เลยในการเจอกันที่ผ่านมา เป็นนักเตะสายเลือดใหม่เสียเป็นส่วนใหญ่ โดยมี ทิม เคฮิลล์ เป็นแข้งเก๋าที่สุดในทีมด้วยวัย 36 ปี โดยเข้ารอบมาเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มเช่นเดียวกับญี่ปุ่น ด้วยผลงานชนะ 7 แพ้ 1
กระนั้นก็ตาม สะสม พบประเสริฐ เฮดโค้ช แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล ในดิวิชั่น 1 และคอมเมนเตเตอร์ ยังเชื่อว่าทีมไทยยังมีโอกาสเก็บแต้มในการเจอกับทั้งสองทีม อย่างน้อยก็น่าจะมีลุ้นแต้มในบ้าน และมองสวนทางกับโค้ชซิโก้และกัปตันอุ้มว่า สายเอน่าจะหนักกว่าด้วยซ้ำ
“ผมว่าเราโชคดี ญี่ปุ่น กับออสเตรเลีย เจอกันบ่อย จะหนักแค่สองทีมนี้ ดีกว่าไปเจอกับอิหร่าน เกาหลีใต้ และอุซเบกิสถาน ส่วน ซาอุฯ ยูเออี และอิรัก เรามีโอกาสได้ 3-4 แต้มในการเจอกัน อยู่ที่บ้านใครบ้านมัน ส่วนตัวยังมองว่าเบา น่าจะลุ้นเป็นอันดับ 3 ของกลุ่มได้ ถ้าสามารถสู้กับ 3 ทีมจากอาหรับได้” โค้ชเตี้ย กล่าว
สำหรับซาอุดิอาระเบีย ผ่านเข้ารอบมาในฐานะอันดับ 1 ของกลุ่ม นักเตะส่วนใหญ่ค้าแข้งอยู่ในลีกของตัวเอง โดยมี โมฮัมเหม็ด อัล ซาลาวี กองหน้าดาวซัลโวในรอบคัดเลือกเป็นนักเตะที่น่าจับตามอง แต่ช่วงหลังก็ไม่ใช่ยุคเฟื่องฟูเหมือนแต่ก่อน ส่วนยูเออี แม้จะเข้ามาเป็นอันดับ 2 ก็จริง แต่ก็ยิงประตูถล่มทลายถึง 25 ประตู และมี “เมซุต โอซิล แห่งยูเออี” ชื่อ โอมาร์ อับดุล ราห์มาน เป็นดาวเด่น ซึ่งหากทีมชาติไทยมีการวางแผนที่ดีและงัดศักยภาพนักเตะออกมาได้เต็มที่ก็มีลุ้น
ขณะที่อิรักนั้น แข้งช้างศึกได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วในรอบที่ผ่านมาว่าสู้ได้ และมีโอกาสลุ้นถึง 3 แต้ม แม้ไม่ง่ายก็ตาม
สิ่งสำคัญอยู่ที่เกมในบ้าน ต้องพยายามเก็บแต้มให้มากที่สุด และการเตรียมความพร้อมหลังจากนี้ โดยเฉพาะเกมอุ่นเครื่อง ซึ่งซิโก้เผยว่า หลังจากนี้จะปรึกษาหารือกับทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ว่าจะเชิญทีมไหนมาลับแข้ง ซึ่งต้องเน้นกับทีมอาหรับ ที่อยู่ร่วมกลุ่มถึง 3 ทีม และทีมสไตล์ทางยุโรปด้วย เพื่อต่อกรกับออสเตรเลีย และญี่ปุ่น
“ผมยังบอกไม่ได้ว่าเราต้องได้กี่แต้มถึงจะเพียงพอเข้ารอบ เพราะไม่อยากกดดันตัวเอง แต่เราหวัง 3 แต้มทุกเกมอยู่แล้ว และแฟนบอลก็คาดหวังเราด้วย อยากให้โฟกัสไปที่แต่ละเกมมากกว่า ถือเป็นเรื่องดีที่ได้อยู่ร่วมกลุ่มอิรัก เพราะเราเคยเจอกันมาแล้ว 2 ครั้ง และเสมอ 2 ครั้ง จึงรู้ทางดีว่าเขาเล่นอย่างไร ครั้งต่อไปต้องเอาชนะให้ได้ และหวังแต้มในเกมกับยูเออี ส่วนเกมแรกที่ต้องบุกเยือนซาอุฯ นั้น เราต้องเก็บ 1 แต้มให้ได้ หากได้ 3 แต้มก็ถือเป็นโบนัส” ซิโก้ กล่าว
เช่นเดียวกับ ธีราทร ที่เชื่อว่าช้างศึกสู้ได้ ในการไปเยือนซาอุฯ นัดแรก และมีโอกาสที่จะเก็บแต้มกลับออกมา
ขณะที่ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ประธานฝ่ายพัฒนาด้านเทคนิคลูกหนังไทย ที่เดินทางไปร่วมงานจับสลากที่มาเลเซีย เชื่อมั่นในตัวกุนซือทีมชาติไทยจะดึงศักยภาพนักบอลไทยออกมาได้ในการสู้กับทีมชั้นนำของเอเชีย
“เราอยู่ในกลุ่มที่มีคุณภาพมากๆ การเตรียมทีมจะต้องละเอียด และเก็บชัยชนะในบ้านให้ได้เพื่อความหวังในการเข้ารอบ” โค้ชเฮง กล่าว
ทั้งนี้ 2 อันดับแรกของแต่ละกลุ่มจะผ่านเข้ารอบสุดท้ายที่รัสเซียโดยอัตโนมัติ ส่วนอันดับ 3 จะมาแข่งเพลย์ออฟ ในระบบเหย้า-เยือน วันที่ 5-10 ต.ค. 2560 โดยผู้ชนะจะเข้าไปแข่งเพลย์ออฟกับตัวแทนจากโซนคอนคาเคฟ ในระบบเหย้า-เยือน วันที่ 6-14 พ.ย. 2560 เพื่อหาผู้ชนะจะได้สิทธิไปเล่นรอบสุดท้ายต่อไป
“เรามาถึงขนาดนี้แล้ว เราไม่จำเป็นต้องกลัวทีมไหน อยากให้แฟนบอลชาวไทยคอยให้กำลังใจเราด้วย โดยเฉพาะเกมในบ้าน เราอยากให้แฟนๆ มาเต็มสนามเหมือนทุกครั้ง แม้จะอยู่ในกลุ่มหนักมากๆ แต่ผมเชื่อว่าหากได้รับการสนับสนุนจากแฟนบอล เราไม่กลัวครับ”อุ้ม ทิ้งท้าย







