
‘น้ำ’ ที่แห้งขอด
ในสมัยผมยังเป็นเด็กประถม ครูวิชาสังคมศึกษามักพูดอยู่เสมอว่าประเทศไทยเราเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ”
โดย...โสภณ ศุภมั่งมี ภาพ อภิชิต จินากุล
ในสมัยผมยังเป็นเด็กประถม ครูวิชาสังคมศึกษามักพูดอยู่เสมอว่าประเทศไทยเราเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของประเทศอาเซียนเพื่อนบ้าน ในน้ำมีปลาในนามีข้าว น้ำดีดินดีปลูกอะไรก็สวยงาม ประเทศไทยมีสินค้าการเกษตรมากมายที่สนับสนุนตัวเลขเศรษฐกิจการส่งออก เราเติบโตแข็งแรงเป็นประเทศชาติที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ยาวนานและสถานที่ธรรมชาติต่างๆ มากมาย
หมุนเข็มนาฬิกาผ่านมาประมาณ 25 ปี สยามประเทศกำลังเผชิญกับสภาวะภัยแล้งที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ช่วงวันที่ผมเขียนต้นฉบับอากาศภายนอกได้ไต่ระดับความระอุไปถึง 40 องศาเซลเซียส ในช่วงบ่าย ไม่สามารถเดินออกไปข้างนอกได้โดยไม่มีร่มบังแดด เหงื่อที่ไหลย้อยมาพร้อมกับกลิ่นที่ไม่ค่อยพึงประสงค์ วันนี้ผมดื่มน้ำไปแล้วเกือบ 20 แก้ว แต่เหมือนอุณหภูมิในร่างกายยังไม่มีท่าทีว่าจะยอมลดลง มองไปข้างนอกหน้าต่างเห็นกลุ่มเมฆลอยอยู่ไกลที่ปลายฟ้าสีหม่น ภาวนาในใจว่าขอให้ฝนตกลงมาเถอะ สักนิดก็คงดี
ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวแน่ที่กำลังประสบปัญหาอากาศร้อนเกินในช่วงฤดูแล้ง ทุกครั้งที่ผมเปิดทีวีฟังข่าวสารบ้านเมือง ทุกสำนักยกเรื่องนี้เป็นวิกฤตภัยธรรมชาติสำคัญที่ควรรีบแก้ไขเป็นการด่วน เอาตัวเลขน้ำในเขื่อนกักเก็บน้ำหลักสำคัญของประเทศมาพูดจ้อแจ้ให้ฟังว่า “เหลือไม่เยอะแล้วนะ” ขอความช่วยเหลือจากประชาชนทุกคนให้เพลาๆ การใช้น้ำลงหน่อย เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้ มีบางกระแสข่าวถึงขั้นว่าอยากให้งดการเล่นสาดน้ำกันในช่วงประเพณีสงกรานต์ที่กำลังเวียนมาถึงในอีกเดือนหนึ่งข้างหน้า กลายเป็นเรื่องเป็นราวแบ่งแยกความเห็นอยู่สองฝ่าย ฝ่ายเห็นด้วยบอกว่าน้ำไม่มีพอจะดื่มกินใช้ จะเอาไปสาดกันเล่นอีกทำไม ส่วนคนที่เห็นต่างก็บอกว่าถ้าไม่สาดน้ำก็ไม่มีสงกรานต์ ไม่มีสงกรานต์ก็ไม่มีเงินหมุน เศรษฐกิจก็พังย่อยยับ พ่อค้าแม่ค้าก็ตายกันหมด
ฟังแล้วน่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย เพราะต่างก็มีเหตุผลที่น่าฟัง
วันก่อนผมอ่านข่าวอยู่ชิ้นหนึ่งบอกว่าที่โรงเรียนบนดอยที่แม่ฮ่องสอน ประสบภัยแล้งขาดน้ำอย่างหนัก น้ำประปา 4 วันปล่อยหนึ่งครั้ง นักเรียนและครูจำเป็นต้องซักแห้งไม่อาบน้ำกันหลายวัน เพราะขนาดน้ำดื่มยังแทบไม่มี นี่ไม่ใช่เพิ่งเกิดนะครับ เป็นมาหลายเดือนแล้ว แต่ความช่วยเหลืองบประมาณในการสร้างขุดบ่อเก็บกักน้ำก็ยังไปไม่ถึงซะที
มาเจอกระทู้พันทิปอีกแห่งหนึ่งที่พูดถึง “สงกรานต์” ในปีนี้ว่าควรเกิดขึ้นหรือไม่ อย่างที่บอกไปคร่าวๆ ว่ามันเป็นเรื่องของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ในปัจจุบันที่ผลผลิตสินค้าการเกษตรนั้นตกต่ำ ในเมื่อน้ำน้อยเกษตรกรก็ไม่สามารถใช้น้ำเพื่อปลูกพืชผลได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มีผืนนาบางแห่งต้องยอมปล่อยให้ข้าวยืนต้นตายเพราะไม่มีน้ำเพียงพอหล่อเลี้ยง พืชผักอย่างอื่นก็ไม่งอกงามและปริมาณลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ วันก่อนที่ไปเดินตลาดสดแทบไม่มีสินค้าสดจำหน่าย หรือถึงมีก็ราคาสูงมากจนน่าตกใจ อย่างเดียวที่ประเทศไทยยังพอพึ่งพาได้คือโหมกระหน่ำพาชาวต่างชาติเข้ามาใช้จ่ายซื้อของในประเทศไทย เพราะฉะนั้นคล้ายกับว่าถ้าเรางดสงกรานต์กันจริงๆ ปริมาณของชาวต่างชาติก็ไม่พ้นลดถอยไปด้วยเป็นเงาตามตัว ทั้งสองฝ่ายเปิดเวทีโต้เถียงกันแบบไม่มีใครยอมใคร เพราะเชื่อว่าตัวเองนั้นคิดถูก สุดท้ายผลจบลงโดยไม่มีทางออกใดๆ ที่ปลายอุโมงค์
ลองสมมติว่าสงกรานต์ยังคงเกิดขึ้นจริง (ซึ่งความเป็นไปได้สูงจนไม่ต้องจินตนาการ) และนักท่องเที่ยวทะลักเข้ามาในประเทศไทยเพื่อท่องเที่ยวอย่างสุขใจ ผ่านพ้นช่วงสงกรานต์สาดน้ำตัวเปียกโชกในกรุงเทพฯ กันอย่างสำราญใจเรียบร้อย อยากเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อรื่นรมย์กับธรรมชาติที่สวยงาม ป่าเขาเขียวขจี เดินเขาชมน้ำตก ล่องเรือในแม่น้ำ หรือสำหรับบางคนที่รักธรรมชาติอยากท่องเที่ยวแบบ ECO Tourism อยากเห็นเมืองไทยในด้านไม่แต่งแต้มเติมสี แต่น่าเสียดาย…พวกเขาคงต้องผิดหวัง เพราะเมื่อก้าวขาออกจากหัวเมืองสำคัญของประเทศไทยแล้ว เปลือกที่สวยงามของเราก็ถูกกะเทาะเห็นด้านในที่กลวงโบ๋ ธรรมชาติของเราถูกทำลายล้างอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย ป่าไม้ของเราหดหายถูกรุกล้ำจากนายทุนหน้าเลือดค้าไม้ที่เห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง (ปริมาณป่าไม้ลดลง 22% ภายใน 50 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยเหลือพื้นที่ป่าเพียง 31%) เมื่อไร้ซึ่งต้นน้ำปริมาณฝนก็ลดน้อย อากาศแห้งแล้ง ปริมาณน้ำก็ลดหาย เกิดปัญหาดินทรุดน้ำท่วมฉับพลัน ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติไม่มีอะไรให้ชื่นชม สุดท้ายเมื่อนักท่องเที่ยวเหล่านั้นกลับบ้านเกิด ความทรงจำเพียงอย่างเดียวเกี่ยวกับประเทศไทยที่พวกเขามี อาจเป็นการร่ำสุราและเมาหัวราน้ำ เริงร่าตัวเปียกโชกในตรอกข้าวสารหรือรอบคูเมืองเชียงใหม่ก็เป็นได้
“น้ำ” ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่ขาดหายไปในสังคมปัจจุบัน แต่ “น้ำใจ” แห้งขอดไม่แพ้กัน สิ่งเดียวที่หลงเหลือคือพื้นทรายแห้งกรังแห่งประโยชน์ส่วนตัวไว้เชยชม เราคิดถึงเพียงแต่ตัวเองว่าต้องได้อะไร แทนที่จะเลิกทะเลาะและโยนความผิดใส่กัน หันมาช่วยกันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ รณรงค์การปลูกป่าและเอาผิดโทษผู้บุกรุกอย่างจริงจัง ผมหวังว่าสักวันผืนดินแห่งนี้จะกลับมาเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ไม่จำเป็นต้องเพื่อคนทั้งโลกครับ อย่างน้อยอย่าให้พี่น้องชาวไทยของเราหิวกระหายไปมากกว่านี้เลย
เกี่ยวกับผู้เขียนชื่อ : โสภณ ศุภมั่งมี
ผลงานหนังสือ : คิดสุดปลายเท้า Swiss Surreal : สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น และ คิวชู l ภูเขา l เงาจันทร์
Blog : www.analogdiary.com Fb/Twitter/Ig : sopons







