
จัดการของเก่าเอามาทำเงิน
เสื้อผ้าเก่าที่ไม่ได้ใส่แล้ววางกองไว้เป็นถุงๆ ไม่นับรวมแก้วน้ำจานชามที่ได้มาจากของขวัญในโอกาสต่างๆ
โดย...โยโมทาโร่
เสื้อผ้าเก่าที่ไม่ได้ใส่แล้ววางกองไว้เป็นถุงๆ ไม่นับรวมแก้วน้ำจานชามที่ได้มาจากของขวัญในโอกาสต่างๆ จนถึงของเล่นเก่าที่เก็บอยู่ก้นกล่องในห้องเก็บของ แต่เชื่อไหมครับว่าที่ยากกว่าการขาย คือการที่เราไม่รู้ว่าของชิ้นไหนที่เราจะได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ในอนาคต ลองเอาแนวทางคัดเลือกของเรา 3 ข้อไปใช้ดูจะทำให้คุณเลือกง่ายขึ้นอีกเยอะ
1.ขายของที่ไม่ใช่ไลฟ์สไตล์จริงๆ ของเรา
หลักการง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณสามารถแยกสิ่งของที่จะขายกับของที่คุณจะใช้ หากภายใน 1 ปี คุณใช้ของนั้นไม่เกิน 2 ครั้ง นั่นอาจหมายความว่าไลฟ์สไตล์ของคุณไม่เหมาะกับสินค้าชนิดนั้น ยกตัวอย่างเช่น ชุดเครื่องชงกาแฟดริป ด้วยคุณนั้นกำลังวาดฝันว่าจะมีไลฟ์สไตล์ฮิปสเตอร์เก๋ไก๋ อยากละเมียดละไมกรุ่นกลิ่นกาแฟในทุกเช้าด้วยกาแฟดริป แต่ชีวิตจริงคือการนอนดึกตื่นสาย และรีบออกไปทำงานด้วยขนมปังแผ่นกับกาแฟทรีอินวัน วันหยุดก็เหนื่อยเกินกว่าจะมานั่งบดกาแฟต้มน้ำกรองชงทีละแก้ว ชีวิตฮิปสเตอร์ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด ถ้าคุณเข้าข่ายนี้แสดงว่าเครื่องชงกาแฟนั้นไม่ใช่ทางของคุณขายทิ้งไปเสีย
2.ชุดของขวัญจับสลากก็ขายได้อย่าคิดมาก
กระติกเก็บความร้อน ชุดเครื่องชงชา ชุดจานชามเซรามิก นาฬิกาแขวน พาวเวอร์แบงก์ และอื่นๆ ของขวัญเหล่านี้คุณมีแนวโน้มอย่างสูงที่คุณจะได้จากการจับสลากของขวัญปีใหม่ทุกปี หากคุณเก็บไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วหรือนานกว่านั้น มั่นใจได้เลยว่าคุณจะไม่มีโอกาสได้ใช้ เอามาขายต่อในราคาถูกกว่าท้องตลาด 30% นอกจากจะได้เงินแล้วยังไม่เปลืองที่เก็บของอีกด้วย
3.เก็บเกิน 2 ปี มีแนวโน้มจะไม่ได้ใช้
ของที่เก็บไว้เกิน 2 ปี มีแนวโน้มสูงที่คุณอาจจะไม่ได้ใช้ในอีกหลายปีข้างหน้า หากของชิ้นนั้นไม่ใช่ของสะสมแสนรักแสนหวง นำมาประกาศขายบนเว็บไซต์หรือแม้กระทั่งในเฟซบุ๊กส่วนตัวของคุณเองก็ยังได้ ไม่ต้องเสียดายว่าของซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ สู้ขายเอาเงินกลับมาหาซื้อของที่เราต้องใช้อย่างอื่นจะดีกว่า เวลานั้นคุณอาจจะแพ้พลังดึงดูดป้ายเซลส์ 50% ไปโดยไม่ทันยั้งคิดว่าคุณต้องการใช้ของชิ้นนั้นหรือไม่







