
ว่าด้วยขยะ
....ภาสกร พุทธิชีวิน
แน่นอนครับอัตราการบริโภคของเมืองใหญ่ๆ ในแต่ละวัน ส่งผลให้ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นสูงเป็นเงาตามตัว จนกลายเป็นปัญหาในการจัดการ
จากข้อมูลของ กรุงเทพมหานคร พบว่าต้องใช้งบประมาณกว่าปีละ 2,300 ล้านบาท เพื่อจัดการกับขยะที่เกิดขึ้นวันละ 9,500 ตัน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของทั้งประเทศเลยทีเดียว กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เคยเสนอให้สนับสนุนโรงไฟฟ้าจากขยะ แต่ปัญหายังเยอะครับ
ผมจะพาท่านผู้อ่านไปดูครับ... ปัจจุบันการทำโรงไฟฟ้าจากขยะในประเทศไทยเริ่มแพร่หลายแต่ยังมีข้อจำกัด เพราะการผลิตไฟฟ้าจากขยะนั้นทำได้เฉพาะ ก๊าซชีวมวล โดยใช้เศษอาหาร หรือของสดมาหมักเพื่อให้เกิดก๊าซ แล้วนำก๊าซที่ได้มาใช้ประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้า ทำก๊าซหุงต้ม หรือนำก๊าซชีวมวลที่ได้มากรองคาร์บอนไดออกไซด์ออก เพื่อให้ได้ก๊าซที่สะอาดแล้วนำมาอัดให้ได้แรงดันตามที่ต้องการแล้วจึงเติมรถยนต์ทดแทน CNG
แนวคิดนี้จึงเหมาะสมกับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดกลางและขนาดใหญ่เท่านั้น เนื่องจากมีมูลสัตว์จำนวนมาก แต่หากจะใช้ขยะสดนั้นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะต้องคัดแยกขยะ ขณะเดียวกันขยะที่ใช้ต้องมีความต่อเนื่องและมากพอ ซึ่งระบบนั้นสามารถสร้างขึ้นมาได้เฉพาะเมืองใหญ่ๆ
ส่วนเมืองขนาดกลางและเมืองเล็กหมดสิทธิที่จะหยิบระบบนี้มาใช้ เพราะนอกจากต้องมีพื้นที่มากในการทำบ่อหมักก๊าซแล้วยังต้องเจอกับปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น น้ำจากขยะซึมลงไปปนเปื้อนน้ำใต้ดิน และยังมีปัญหากลิ่นเหม็นจากการหมักซึ่งต้องมีระบบป้องกันอย่างดีจึงจะสามารถลดปัญหานี้ได้ เมืองขนาดกลางและเล็กจึงคิดการใหญ่ไม่ได้ ทำให้ต้องใช้วิธีการจัดการแบบดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม ระบบกำจัดขยะแบบดั้งเดิม เช่น การฝังกลบก็ยังต้องใช้เวลานานในการย่อยสลาย ส่วน การเผา ก็ยังเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานมากที่สุดอย่างหนึ่ง และก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตามมามากมาย เช่น ก๊าซพิษ และควันไฟ ที่สำคัญปัจจุบันการจัดการขยะแบบดั้งเดิมนี้เริ่มมีปัญหาเรื่องสถานที่ฝังกลบ เนื่องจากปัญหาการต่อต้านที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากชุมชนที่อยู่ข้างเคียง
ขยะอีกประเภทที่เป็นปัญหาใหญ่นั่นคือ ขยะมีพิษ ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลต้องมีการจัดทำเตาเผาขยะมีพิษด้วยความร้อนสูงเอง ซึ่งก็จัดทำได้เฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น โดยเตาดังกล่าวมีการใช้ความร้อนสูง พลังงานมากในการเผา และยังมีโอกาสในการก่อก๊าซพิษสูง นอกจากนั้นยังมีภาระผูกพันที่ตามมาคือค่าใช้จ่าย เช่น พลังงาน บุคลากร และการบำรุงรักษา
ขยะอีกรูปแบบหนึ่ง คือ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เป็นขยะหน้าใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในยุคไอที ซึ่งเป็นปัญหาในเมืองใหญ่ทุกๆ ที่และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นแซงปัญหาขยะอื่นๆ เนื่องจากย่อยสลายยาก การนำกลับมาใช้ใหม่ยังไม่มีประสิทธิภาพ มีวัสดุองค์ประกอบหลากหลาย และมีโลหะหนักเป็นองค์ประกอบเกือบทุกส่วนของขยะ ดังนั้นการจัดการขยะแบบดั้งเดิมจึงไม่มีความเหมาะสมกับขยะแบบนี้
ที่ผมชวนพูดคุยถึงเรื่องขยะในวันนี้ ก็เพื่อจะบอกว่าเรากำลังมีทางเลือกใหม่ในการกำจัดสิ่งไม่พึงประสงค์เทือกนี้ครับ ผมจะเสนอให้กำจัดขยะต่างๆ ข้างต้นด้วย
“โรงไฟฟ้าขยะเทคโนโลยีพลาสมา” ฟังดูแล้วน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ท่าทางจะเข้าใจยากครับผมขออธิบายสั้นๆ อย่างนี้ละกัน เทคโนโลยีพลาสมา เป็นเทคโนโลยีที่สะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้าพลาสมามีความสามารถในการจัดการขยะได้เกือบทุกประเภท โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะตกค้าง ตั้งแต่ขยะมูลฝอยจากชุมชนเมืองรูปแบบต่างๆ ทั้งของแข็ง ของเหลว และของกึ่งแข็งกึ่งเหลว ขยะอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือขยะติดเชื้อจากโรงพยาบาล
สิ่งที่ได้จากการเผาขยะโดยพลาสมาจะมีเพียง 2 อย่าง คือก๊าซเชื้อเพลิง ซึ่งใช้ในการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และ ขี้เถ้าตะกรัน หรือ ขี้แร่ ซึ่งจะเป็นส่วนผสมชั้นดีในงานก่อสร้าง ว่ากันว่าโรงไฟฟ้าขยะพลาสมาขนาดย่อมใช้พื้นที่ประมาณ 600 ตารางเมตร สามารถรับปริมาณขยะได้ 50 ถึง 250 ตันต่อวัน มีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าหลังหักปริมาณพลังงานที่ใช้เองแล้วสูงสุดประมาณ 4,500 กิโลวัตต์
ผลการศึกษาและทดลองโครงการนำร่องในหลายประเทศมีรายงานตรงกันถึงความสำเร็จของโครงการนี้ จนเอกชนบางแห่งนำไปติดตั้งไว้บนเรือสำราญขนาดใหญ่ก็มี สำหรับประเทศไทยมีการกล่าวถึงโรงไฟฟ้าจากขยะโดยเทคโนโลยีพลาสมามาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่การต้องใช้งบลงทุนสูงในการสร้าง และนำเข้าเทคโนโลยีนี้ โครงการนี้จึงยังถูกขีดเส้นใต้พักไว้
แต่ก็มีข่าวดีครับ ปัจจุบันมีนักวิจัยไทยกลุ่มหนึ่งมีความมุ่งมั่นพยายามพัฒนาโรงไฟฟ้าพลาสมานี้ขึ้นมาในแบบของไทยเอง ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีในการพึ่งตนเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งเทคโนโลยีนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด และรอคอยการพึ่งพาจากภาครัฐที่ดูแล้วมีความหวังเพียงริบหรี่
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของงานวิจัยกลุ่มนี้ คือ ยังเป็นโรคทรัพย์จางครับ ไอ้ตัวผมจะควักกระเป๋าจ่ายช่วยเขาคนเดียวก็กลัวว่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้ใจบุญคนอื่นๆ ครับ ผมจึงขอประกาศตรงนี้ในฐานะต้องการช่วยเหลือว่า หากเห็นประโยชน์ของประเทศไทยในระยะยาว เพื่อ โลกสีเขียว ของเรา
ควักกันคนละนิดละหน่อย อีกไม่นานเราก็คงได้ใช้พลังงานไฟฟ้าสีเขียวจากขยะแล้วครับ...อีกไม่นาน







