
บิ๊กอ๊อดปฏิวัติวงการเชิ้ตดำ ยุคใหม่ต้อง 'ฟิต-ไฮเทค-สมาร์ท'
หลังการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. เซ็นรับรองให้ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง
โดย...มิวโกโตะ
หลังการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. เซ็นรับรองให้ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นั่งนายกสมาคมฟุตบอลไทยอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 17 ก.พ. อดีตบิ๊กผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็เดินสายลุยงานใหม่ทันที และเพียงแค่ชมเกมในสนามแมตช์แรก ก็มีโจทย์สุดหินมาท้าทายทีมงานให้แก้ไข
ควันหลงจากศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ก ที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เอาชนะ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 3-1 เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา เชิ้ตดำเกมดังกล่าวถูกแฟนบอลวิจารณ์อย่างรุนแรง ทั้งความผิดพลาด และไม่ทันเกม ส่งผลให้นายกลูกหนังคนใหม่อยู่เฉยไม่ไหว สั่งประกาศพักงานผู้ตัดสินที่ 1 ฑีธิชัย นวลจันทร์ และ 2 ผู้ช่วย ณฐกร ฉิมพาลี กับ บินหลา ปรีดา ทันทีแบบไม่มีกำหนด จนกว่าทีมสอบสวนจะได้สาเหตุของความผิดพลาด
“เป็นครั้งแรกที่ผมได้ดูฟุตบอลนัดสำคัญในสนาม ความตั้งใจอยากเห็นเกมสนุกสนานยุติธรรม จึงพยายามจัดสรรวิธีหาผู้ตัดสินแบบโปร่งใส (จับสลาก) แต่เมื่อเกมครึ่งหลังเริ่ม ความผิดพลาดมันชัดเจนในสายตาผม ในฐานะนายกคนใหม่ผมต้องรับผิดชอบ ผมจะไม่หนีปัญหา สภากรรมการฯ จะต้องเร่งสะสางหาความจริงให้เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย” บิ๊กอ๊อด กล่าว
ทั้งนี้ พล.ต.อ.สมยศ เชื่อว่าปัญหาผู้ตัดสินเป็นเนื้อร้ายในวงการลูกหนังไทยมานาน แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง หรือบางครั้งกลับกลายเป็นแก้ปัญหาด้วยปลายเหตุ
“ที่ผมเลือกสมัครชิงนายกครั้งนี้เพราะทนเห็นเรื่องแบบนี้ไม่ได้ ปัญหาคู่สตูลกับขอนแก่นเมื่อปีก่อนมีนายตำรวจโดนย้ายแบบไม่เป็นธรรม แฟนบอลจำนวนมากขนาดนั้นกำลังอารมณ์คุกรุ่น ใครมันจะไปห้ามได้ ถามว่าแฟนบอลบางทีมตีกันเพราะอะไร มันไม่ใช่พวกเขานักเลงหรอก แต่บางครั้งการตัดสินมันค้านสายตาเกินไป พอเกิดอารมณ์บวกแรงยุมันก็กระทบกัน มันต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือผู้ตัดสินไม่ทันเกม” บิ๊กอ๊อด เสริม
นอกจากนี้ เรื่องของผู้ตัดสินยังลุกลามกระทบไปยังภาพรวมเรื่องการพัฒนาฟุตบอลไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากสปอนเซอร์บางรายที่ทุ่มทุนหลักล้านเพื่อสนับสนุนทีม แต่กลับเจอเสียงนกหวีดไม่เป็นธรรมเล่นงาน บ่อยครั้งเข้านายทุนหลายรายจึงเบื่อและถอนตัวในที่สุด
“ผมเห็นว่าการแทรกแซงกรรมการจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างยุติธรรมมันส่งผลเสียในระยะยาว ทีมที่ได้รับการช่วยเหลือจากการตัดสินจะไม่พัฒนา ไม่มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์เกม เพราะคอยจ้องแต่จะหาตัวช่วย ขณะที่สโมสรอื่นๆ ที่เสียเปรียบก็ไม่อยากจะพัฒนาตัวเอง สปอนเซอร์ลงทุนแต่ละครั้ง 10-20 ล้าน หรือ 100 ล้าน แต่สุดท้ายมาแพ้แค่เสียงนกหวีด เรื่องนี้ในที่สุดก็ส่งผลเสียต่อทีมชาติ ขาดความน่าเชื่อถือในระดับโลกกันไปหมด ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่คนในวงการฟุตบอลต้องช่วยแก้เรื่องนี้แบบจริงจัง” บิ๊กอ๊อด แจงปัญหา
สำหรับวิธีแก้ไขภายหลัง พล.ต.อ.สมยศ ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมด่วนร่วมกับกรรมการผู้ตัดสินอาวุโสระดับอาจารย์ที่นานาชาติให้การยอมรับอย่าง “เปาอั๋น” ภิรมย์ อั๋นประเสริฐ ผู้ตัดสินดีกรีฟุตบอลโลก, เอกชัย ถนัดเดินข่าว, พงศธร เพิ่มพานิช, ปรัชญา เพิ่มพานิช, โสภณ มหาบุญ, พีระพล ภูอุดม, ไกรสร พันธ์ุเพียร และ ชลัท ภิรมย์ ก่อนได้ 3 ข้อสรุปภายใต้สโลแกน “ยกเครื่องความฟิต-ติดเทคโนโลยี-ต้องมีองค์ความรู้”
1.ต้องพัฒนาสมรรถภาพร่างกายของผู้ตัดสิน ใครไม่ผ่านความฟิตตามเกณฑ์มาตรฐาน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะทดสอบผ่านเกณฑ์
2.ต้องจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
3.ต้องพัฒนาคุณภาพผู้ตัดสิน ทางด้านองค์ความรู้ กฎ กติกา รูปแบบใหม่ รวมถึงฝึกการแก้ปัญหา การตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งหมดต้องนำมาศึกษา และมีการทดสอบเป็นระยะ ซึ่งเชื่อว่าทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การจัดตั้งสถาบันพัฒนาผู้ตัดสินไทย ให้เป็นสถาบันวิชาชีพที่มีความเป็นอิสระ ได้รับการยอมรับจากสังคมและประชาชนทั่วไป
“ผมจะยกพื้นที่ที่ทำการสมาคม สนามศุภชลาศัย ให้เป็นสถาบันพัฒนาผู้ตัดสิน ให้เป็นที่ทำการ และมีเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติงานเต็มเวลา ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยการเชิญผู้ตัดสินระดับฟีฟ่า และผู้ตัดสินชั้น 1 ที่มีอยู่ร้อยกว่าคนมารายงานตัว อบรม พัฒนาสมรรถภาพร่างกายกัน ในวันที่ 23-25 ก.พ.นี้ ใครที่ผ่านการทดสอบก็จะได้ปฏิบัติหน้าที่ ใครไม่ผ่านก็ต้องพัก” พล.ต.อ.สมยศ กล่าวทิ้งท้าย
น่าติดตามวิธีการแก้ปัญหาแบบทันท่วงที แบบฉบับนายกลูกหนังคนใหม่ จะขจัดปัญหาที่หยั่งรากลึกเรื่องนี้ได้หรือไม่







