ภคมน สมบูรณ์เวชชการ อายุน้อยยิ่งต้องพิสูจน์ตัวเอง
จากความหลงใหลในรสชาติของอาหาร เสน่ห์ในการปรุง ตลอดจนถึงการดีไซน์หน้าตาของจานอาหาร จนได้ชื่อว่าเป็น “นักชิม” แม้จะไม่ได้ร่ำเรียนแบบจริงจัง
โดย...นกขุนทอง-วนิชชา ตาลสถิตย์ ภาพ... เสกสรร โรจนเมธากุล
จากความหลงใหลในรสชาติของอาหาร เสน่ห์ในการปรุง ตลอดจนถึงการดีไซน์หน้าตาของจานอาหาร จนได้ชื่อว่าเป็น “นักชิม” แม้จะไม่ได้ร่ำเรียนแบบจริงจัง แต่คอร์สต่างๆ เกี่ยวกับอาหาร รวมถึงความรู้อื่นๆ ที่จะพัฒนาให้เธอขึ้นสู่การเป็นนักบริหารด้านธุรกิจอาหารได้ เธอไม่รีรอที่จะเข้าไปเก็บเกี่ยว
จนวันนี้ชื่อ นีน่า-ภคมน สมบูรณ์เวชชการ กลายเป็นนักธุรกิจหญิงอายุน้อย กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีว่าเซสท์ ที่หลายคนจับตา เพราะเวลาเพียงไม่กี่ปีเธอสามารถนำพาธุรกิจแรกร้านอาหารเอบีซี เอสเซนส์ อิน อีตเทอรี (ABC Essence in Eatery) ย่านทองหล่อ เข้าไปอยู่ในลิสต์นักชิม และขยายสาขาไปที่ เดอะ คริสตัล เรียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ได้สำเร็จ
ศิลปะบริหารคน
นีน่าเป็นลูกสาวของ วีระเดช สมบูรณ์เวชชการเจ้าของไร่ผลิตกาแฟและร้านกาแฟแบรนด์ ดิโอโร่มีกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ ที่เก๋าประสบการณ์ในแวดวงอาหารเครื่องดื่มมานานนับ 15 ปี การเกิดใหม่ของธุรกิจร้านอาหารจึงหนีไม่พ้นถูกครหาว่าอยู่ใต้ใบบุญพ่อ ใช้เงินต่อเงินจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับการลงทุน ทว่านีน่าก็ก้าวพ้นเสียงที่ทำให้บั่นทอนจิตใจ ทว่านำมันมาเป็นแรงขับในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เพราะผลงานจะพิสูจน์คนเอง
“นีน่าเพิ่งจบปริญาโท เอ็มบีเอ จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ ก่อนหน้านั้นจบปริญญาโทมาร์เก็ตติ้งที่อังกฤษ แล้วจบตรีด้านไฟแนนซ์ที่แคนาดา ก็เรียนเกี่ยวกับธุรกิจหมดเลยค่ะ เพราะครอบครัวก็ทำธุรกิจอยู่แล้ว นี่น่าก็เข้าไปเป็นมาร์เก็ตติ้งไดเรกเตอร์ของดิโอโร่ค่ะ แต่ธุรกิจของตัวเองจบมาก็เริ่มทำก่อนแล้ว เป็นร้านอาหาร ABC Essence in Eatery ค่ะ นีน่าทำเองทุกอย่าง มีให้คุณพ่อช่วยในเรื่องติดต่อการก่อสร้าง โครงสร้าง ให้ช่วยดีลตรงนั้น”
แม้คุณพ่อจะไม่ได้ช่วยบริหาร แต่ตลอดทั้งชีวิตที่นีน่าใกล้ชิดคุณพ่อ เห็นคุณพ่อทำงานก็ได้ซึมซับการบริหารงานบริหารคนแบบซึมลึก พอถึงวันที่เธอก้าวมาเป็นผู้บริหาร มีลูกน้องหลายสิบ นอกจากทฤษฎีต่างๆ ที่ร่ำเรียนมา ประสบการณ์จากความเป็นลูกคุณพ่อก็ช่วยให้เธอจัดการงานให้ดีขึ้น
“เจอปัญหาเยอะค่ะ ส่วนมากเป็นเรื่องคน เจอคนหลายรูปแบบมาก เมื่อก่อนไม่เคยเจอเลย มาเจอตอนทำร้านอาหาร เช่น ลูกจ้าง ตกลงกันดิบดี อ้าว วันรุ่งขึ้นเขาไม่มาทำงานแล้ว เราต้องรีบแก้ปัญหาตรงนั้น มันต้องมีชาเลนจ์ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เราต้องมีสติที่สุดเนื่องจากเราเป็นผู้บริหาร ทุกอย่างมันแก้ได้ไง จริงๆ แนวคิดในการทำงาน นีน่าได้รับการซึมซับมาตั้งแต่เห็นคุณพ่อคุณแม่ทำงานค่ะ สิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ที่สุดเป็นเรื่องของการโค้ชชิ่ง เราเป็นผู้บริหารเราทำทุกอย่างเป็นก็จริง แต่ถามว่าเราต้องทำเป็นทุกอย่างไหม ก็ไม่ไง หน้าที่ของเราคือต้องโค้ชคน โค้ชแมนเนเจอร์ โค้ชคนนั้นคนนี้ให้เขาไปแมนเนจอีกทีหนึ่ง”
นีน่าโชคดีที่ค้นหาความต้องการของตัวเองเจอว่าต้องการจะทำอะไร เป็นอะไร ดังนั้นระหว่างทางหากมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของเธอ นีน่าให้ความสนใจ เรียกว่าขยันรู้ขยันหาอุดช่องโหว่ของ
ตัวเอง เพื่อเตรียมความพร้อมที่สุดในทุกโอกาสที่จะลงมือทำ เช่น ลงเรียนคอร์สโค้ชชิ่ง คอร์ส NLP (ย่อมาจาก Neuro-Linguistic Programming) คือเทคนิคการจัดพฤติกรรมของสมองและจิตใต้สำนึก
“ตอนเรียนโค้ชชิ่งสนุกค่ะ จำเป็นมาก มันเป็นศาสตร์ของการเข้าใจ พอเรียนเข้าใจเลยนะว่า ทำไมเขาคิดแบบนี้ เขาเป็นคนแบบนี้เราต้องพูดกับเขายังไง เขาถึงจะทำในสิ่งที่เราอยากให้ทำ ถึงเราใช้การพูดคุยก็จริง แต่ใช่ว่าทุกคนจะพูดคุยเหมือนกันได้ จริงๆ ต้องดูว่าคนนี้เป็นคนยังไง ต้องพูดยังไง อะไรจะไดรฟ์เขา ถ้าคนนี้ชมแล้วเขาจะพาวเวอร์ในการทำงานไปอีก 3 เดือน กับอีกคนไม่ต้องชม คือบริหารคน มี 3 อย่าง มี การให้รางวัล มีการยอมรับในความสามารถของเขาและสนับสนุนเขา
การเรียนเอ็นแอลพี คือ การเข้าใจตัวเองก่อน พอเข้าใจตัวเองว่าตัวเองเป็นยังไง มันเวิร์กยังไง เราถึงจะเริ่มแอพพลายแล้วเข้าใจคนอื่นได้ อย่างเอ็นแอลพีมันเป็นเหมือนโลกเป็นแผนที่ เราอยู่จุดนี้ แมพตัวเองอยู่แค่นี้ คนรอบตัวเรามีเท่านี้ ถ้าไม่เข้าใจว่ามีเท่านี้แล้วยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางมันก็ไม่ใช่ มันก็ต่อเนื่องกัน ถ้าเราไม่เข้าใจเราก็ไม่สามารถโค้ชคนได้”
สำหรับปัญหาหน้าเด็ก ตัวเล็ก อายุน้อย ไม่เพียงลูกน้องที่คลางแคลงใจในความสามารถ เวลาประสานงานกับหน่วยอื่นๆ นีน่าก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่เชื่อมือ “ตั้งแต่เรียนจบก็ทำงานเลย ตอนนี้อายุ 27 ปีค่ะ หลายคนก็ยังมองว่าเด็กไป ทำไงได้ถ้าให้เทียบกับอายุเราก็เด็ก แต่ประสบการณ์ทำงานและวิธีการทำงานเราไม่เด็ก ไม่ได้มาเล่น ทุกอย่างที่ทำเรารู้จริง แล้วทำให้เห็นสิว่าเราทำได้ ถ้าเราทำไม่ได้เขาไม่เชื่อเราหรอก แล้วเวลาผ่านไปเขาก็เห็น”
รู้ลึก ทำจริง รักในงานที่ทำ
แรงบันดาลใจที่อยากทำร้านอาหาร เพราะนีน่าชอบลองรสชาติแปลกใหม่ ร้านไหนเปิดใหม่ ใครบอกอร่อยหรือบอกไม่อร่อยก็ต้องไปลองให้รู้เอง เข้าทำนอง สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าลิ้มลอง ช่วงที่ศึกษาในต่างประเทศก็ไปเยือนมาหลายร้านในเมืองดัง ถึงต้องจองโต๊ะข้ามเดือนก็รอได้ ในประเทศไทยเองก็ไปชิมตั้งแต่ร้านหรูยันร้านข้างทาง
“ชอบกินข้าวนอกบ้านทุกมื้อค่ะตั้งแต่จบไฮสกูล (หัวเราะ) จริงๆ แล้วชอบกินค่ะ แล้วธุรกิจครอบครัวก็เป็นร้านกาแฟ เป็นธุรกิจด้านการบริการแล้วมันสืบเนื่องกัน เราก็มีหน่วยแบ็กอัพที่สตรองมากๆ ก็เลยคิดว่าด้วยความที่ชอบกินอยู่แล้วก็เลยเอาแพตเทิร์นนี้มาทำเป็นร้านอาหาร มันเป็นความสุขที่ได้กินค่ะ ต้องบอกว่าเป็นฟู้ดดี้”
เมื่อการกินคือความสุข จึงส่งผลให้เธอคิดทำความสุขนี้ให้กลายเป็นธุรกิจบริหารจัดการเอง เธอกลายเป็นนักชิมที่หลายคนจัดอันดับให้เธอไปแล้ว เธอเล่าว่าการเป็นนักชิมต้องเริ่มจากเปิดใจยอมรับก่อน นอกจากนั้นประสบการณ์และความรู้ก็สำคัญและต้องมาควบคู่กันด้วย
“จริงๆ เป็นนักชิม ต่อให้เรียนมาเยอะขนาดไหน แต่ถ้าไม่ได้ชิมของจริง เขาจะจำแนกได้ยังไงว่าอร่อยหรือไม่อร่อย หรืออันนี้ทำถูกต้องไหม ที่จริงเรื่องของอาหารเป็นครีเอทิตี้ ไม่มีถูก ไม่มีผิด คือการชิมมันต้องเปิดใจ ต้องลอง สมมติบางคนบอกว่าเป็นนักชิม แต่ไม่กินอาหารอินเดียนะ ไม่ได้สิเป็นนักชิมต้องกินได้หมด ต่อไปคือประสบการณ์ แล้วก็ความรู้ ต้องหาความรู้จะชิมจริงๆ ถ้าไม่รู้ว่าอันนี้ทำออกมายังไง บางทีชิมไปไม่รู้ว่าเนื้อหรือหมู มันก็ไม่ใช่ อย่างไก่ เนื้อนุ่มมากเราต้องรู้ว่ามันต้องไม่ใช่การอบแน่ๆ มันต้องเอาไปซูส์-วีด (Sous-Vide การปรุงอาหารแบบ
สโลว์คุก) ก่อนแน่ๆ เรื่องพวกนี้จำเป็นต้องรู้”
นอกจากใจรักในการชิมอาหารแล้ว การที่เธอคิดเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่โลดแล่นในวงการอาหาร เธอต้องรู้และต้องควบคุมและจัดการธุรกิจนี้ไม่ให้หายไปอย่างหลายร้านที่เคยเกิดขึ้น
“ธุรกิจในประเทศนี้มีโพเทนเชียลในการโตเรื่อยๆ มันมีอยู่แล้วค่ะ ที่เกิดขึ้นแล้วหายไป ถ้าเป็นเรื่องร้านอาหารมันประกอบไปด้วยหลายอย่างมากเลย ข้อแรกคืออาหารอร่อยหรือเปล่า ไม่อร่อยก็ไม่ผ่าน ทาร์เก็ตถูกไหม การบริการถูกใจเขาไหม แล้วก็โลเกชั่น นีน่าต้องขอใช้คำนี้ ไม่ได้มาเล่นๆ นะคะ
นีน่าไม่ได้เปิดร้านอาหารเพราะนีน่าทำอาหารได้ แต่เปิดเพราะเห็นโพเทนเชียลของธุรกิจนี้ เรามีครัวกลางซัพพอร์ตเรียบร้อยแล้ว แล้วถ้าจะเปิดหลายสาขาศูนย์มันต้องนิ่ง เราต้องทำยังไง จะเทรนคนยังไง จุดนี้มันต้องมีก่อนร้านจะเปิดด้วยซ้ำไป ไม่อย่างนั้นก็ตาย ซึ่งนีน่าแพลนถึงสาขาที่ 3, 4, 5 ไว้ก็ประมาณนั้นเลย ขนาดพวกแบรนดิ้งก็แพลนไว้แล้ว ก็อยากทำร้าน
อาหารเอบีซีฯ นี้ค่ะเพิ่มสาขาอีก ถามว่าโตเร็วไหม มันโตเร็วนะ ไม่กี่ปีก็ได้รับการเชิญจากหลายๆ ห้างแล้ว”
นีน่าโชคดีที่ค้นหาเส้นทางของตัวเองเจอเร็ว และการที่เธอเริ่มต้นทำธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้ได้เรียนรู้ไว แม้จะเกิดปัญหาข้อผิดพลาดต่างๆ แต่ทั้งหมดคือบทเรียนเป็นประสบการณ์ให้เธอเติบโตอย่างแข็งแรง และมั่นคงในธุรกิจอาหารที่เธอรัก


