posttoday
ห้องสุดท้าย

ห้องสุดท้าย

07 กุมภาพันธ์ 2559

ผมขับรถเข้ามาในลานจอด หลังจากวนหาโรงแรมอยู่หลายรอบ จีพีเอสในโทรศัพท์มือถือบอกว่าโรงแรมอยู่ติดถนน

โดย...เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข [email protected]

ผมขับรถเข้ามาในลานจอด หลังจากวนหาโรงแรมอยู่หลายรอบ จีพีเอสในโทรศัพท์มือถือบอกว่าโรงแรมอยู่ติดถนน เมื่อถึงปลายทางตามจีพีเอส กลับกลายเป็นทุ่งนาอัน
มืดมิด ไม่มีแม้แสงนีออนจากบ้านเรือนของสิ่งมีชีวิตปรากฏอยู่เลย

ลานจอดรถที่ผมเพิ่งเลี้ยวเข้ามา กว้างใหญ่พอให้เห็นเค้าโครงของความเจริญในอดีต ที่กำแพงติดกับตัวอาคาร มีป้ายไฟที่ไม่ได้เปิดใช้งานแล้ว ชี้บอกทางไปโต๊ะสนุกเกอร์และคาเฟ่ติดอยู่ สภาพข้าวของที่วางระเกะระกะ คาดว่าคาเฟ่และโต๊ะสนุ้กดังกล่าวน่าจะปิดตัวลงไปนานแล้ว

แสงไฟหน้ารถผมสาดส่องไปยังที่มืดในลานจอด เห็นรถจอดบ้างประปราย นับรวมแล้วไม่ถึงห้าคัน ผิดกับขนาดของลานจอดอันกว้างใหญ่ ที่น่าจะรองรับรถยนต์ที่มาจอดได้มากกว่า 50 คันไม่มีพนักงานต้อนรับออกมายืนรอ ทางเข้าโรงแรมเป็นบันไดสูงหลายขั้น แม้ว่าจะเป็นอาคารที่สร้างมานานพอสมควรแล้ว แต่ข้างบันไดยังมีทางลาดสำหรับเข็นรถวีลแชร์คนพิการด้วย ก็นับว่าเป็นโรงแรมที่มีแนวคิดที่ดีในการอำนวยความสะดวกต่อผู้พิการไม่น้อยทีเดียว

ภายในห้องโถงล็อบบี้ เห็นเศษซากความเจริญในอดีตของโรงแรม มีสถาปัตยกรรมรูปปั้นที่เสาขนาดใหญ่กลางห้องโถง ชุดเก้าอี้หวายสำหรับรับแขกสภาพโทรม และโคมไฟขนาดใหญ่กลางห้องที่ไม่ได้เปิดใช้งานแล้วห้อยแสดงถึงรสนิยมในสมัยก่อน

ภายในห้องโถงอากาศไม่ถ่ายเทนัก เพราะแอร์คอนดิชั่นขนาดใหญ่ ที่มีตู้แอร์อยู่ตรงมุมห้อง ไม่ได้เปิดใช้งานแล้ว มีเพียงพัดลมขนาดใหญ่แบบโรงงาน คอยเป่าระบายอากาศและบรรเทาความร้อน เสียงการทำงานของพัดลมดังครืนๆ ตามจังหวะการหมุนของใบพัด บ่งบอกถึงอายุการใช้มานานแล้วทีเดียว

พนักงานต้อนรับวัยกลางคน ท่าทางไม่เป็นมิตรนัก เธอรู้ทันทีว่าผมพักห้องไหน ด้วยอาจเป็นแขกรายสุดท้ายในคืนนี้ที่จองห้องไว้แล้วยังไม่ได้มาเปิดห้อง

เธอบอกให้ผมลงรายละเอียดในเอกสารการเข้าพัก ในขณะที่ผมกรอกประวัติส่วนตัว ก็หาเรื่องคุยกับเธอไปด้วย อย่างน้อยก็ทำให้รู้สึกว่า เรายังมีเพื่อนอยู่ในห้องโถงอันเงียบเชียบนี้

เธอตัดบทการสนทนาด้วยการบอกผมว่า อาหารเช้าเริ่มตอน 07.00-10.00 น. โดยไม่ต้องใช้คูปอง สามารถลงมากินที่ห้องอาหารของโรงแรมได้เลย จากนั้นเธอผายมือไปทางด้านข้างของเคาน์เตอร์เช็กอิน เพื่อบอกผมว่าทางขึ้นลิฟต์อยู่ทางด้านนั้น

ลิฟต์โดยสารเป็นลิฟต์คู่ แต่เปิดใช้งานแค่ตัวเดียว อีกตัวหนึ่งมีกระถางแจกันดอกไม้พลาสติกเก่าๆ มาวางขวางไว้ เป็นอันรู้กันว่าลิฟต์ตัวนั้นปิดการใช้งาน ป้ายไฟบอกชั้นหน้าลิฟต์ค้างอยู่ที่ชั้น 3 ค่อยๆ เปลี่ยนตัวเลขลงมาเรื่อยๆ กระทั่งถึงชั้น 1

ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกโดยอัตโนมัติ เป็นจังหวะเดียวกับที่หลอดไฟในห้องโดยสารลิฟต์กะพริบ เพื่อจะเปิดการใช้งาน ความเก่าแก่ของลิฟต์ และอายุการใช้งานของหลอดไฟ ทำให้ผมยังไม่กล้าก้าวเท้าเข้าไปในลิฟต์ทันที รอจนไฟในห้องโดยสารหยุดกะพริบและติดให้สว่างก่อน ผมพลิกกุญแจห้องออกมาดูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าต้องกดลิฟต์ไปที่ชั้น 4 ประตูลิฟต์ค่อยๆ เคลื่อนปิดช้าๆ แต่เสียงดังทรงพลังมาก หากโดนลิฟต์หนีบคงบาดเจ็บไม่ใช่น้อย

เสียงสลิงยกลิฟต์ขึ้นดังเอี๊ยดอ๊าด เหมือนแสดงความเหนื่อยล้าออกมา ผมภาวนาให้ลิฟต์รีบถึงชั้น 4 ให้ไว นี่ถ้าพักแค่ชั้น 2 ผมคงเดินขึ้นบันได น่าจะรู้สึกปลอดภัยกว่า

เสียงสัญญาณเตือนถึงชั้นที่หมาย ประตูลิฟต์ค่อยๆ เปิดออก ผมเกือบก้าวเท้าออกไปแล้ว ด้วยอยากไปให้พ้นความอึดอัดนี้ แต่เหลือบไปสังเกตเห็นที่กำแพงหลังประตูลิฟต์เปิดออก มีเลข 3 ติดอยู่ ผมไม่ได้ชะโงกออกไปดู รอเพียงชั่วอึดใจว่าไม่มีใครเดินเข้ามา จึงรีบกดย้ำๆ ที่ปุ่มปิดประตูลิฟต์

ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้น 4 ผมสาวเท้าก้าวออกจากลิฟต์โดยเร็ว พยายามจะหาป้ายว่าห้องพักของผมต้องเลี้ยวไปทางไหน

ทางเดินในชั้น 4 ค่อนข้างมืด ดวงไฟส่องสว่างสลับกันเปิดดวงเว้นดวง ทิ้งระยะไว้ให้เห็นแสงสว่างและความมืดสลับกันไป ผมเดินไล่เลขห้องไปเรื่อยๆ ภาวนาขอให้ไม่ใช่อย่างที่ผมคิดไว้...
ผมเดินฝ่าความมืดมิดสลับแสงสว่างไปจนถึงหน้าบันไดหนีไฟ ใช่แล้ว มันคือห้องสุดท้าย!!! จริงๆ ด้วย

ความอ่อนแอในจิตใจเข้ามาเยี่ยมเยือนผมจนได้ ไม่รู้เป็นอะไร ในการไปต่างจังหวัด ผมมักได้นอนห้องสุดท้ายเป็นประจำ และ “เพลงห้องสุดท้าย” ของคุณเอ้ สุภารัตน์ ก็วนเข้ามาในหัวจนได้

“ผมมาตามหาผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งที่จริงนั้นเธอพักอยู่ ชั้นบน ห้องสุดท้าย...”

บทเพลงแห่งความตายและเรื่องลี้ลับวนเวียนเข้ามาให้ห้องพักของผมซะแล้ว ผมเปิดไฟทุกจุดที่มีอยู่ในห้อง เดินดูรอยที่ประตูว่ามีลักษณะการพังประตูเข้ามาหรือไม่ เพราะจินตนาการไปว่า หากมีคนเสียชีวิตในห้อง เขาคงต้องพังประตูเข้ามาเก็บศพ

ห้องพักขนาดใหญ่มาก ตามประสาของการเชิญวิทยากรมาบรรยาย ผู้จัดคงเลือกห้องพักที่ดีและใหญ่สำหรับผม แต่ผมคิดในใจว่า ไม่ต้องห้องใหญ่ขนาดนี้ก็ได้ เอาแค่พอประมาณ ไม่ใหญ่จนโหรงเหรงแบบนี้

ผมรูดม่านปิดทุกหน้าต่างที่มี ตรงนั้นมีแต่ความมืดมิดซึ่งมองไม่เห็นอะไรข้างนอกเลยสักอย่าง ผมย่อขนาดของโลกทั้งใบให้อยู่ภายในห้องนี้ กดรีโมทเปิดทีวีทิ้งไว้เป็นเพื่อน เจ้ากรรม ทำไมรายการช่วงกลางคืนแบบนี้ถึงมีแต่รายการผีๆ นะ กดไปช่องไหนก็เจอ

ผมนับถือศาสนาพุทธที่ไม่มีวัตถุมงคลคล้องคอหรือติดตัวไว้ พยายามทำใจให้นิ่งสยบความหวั่นไหวที่จะเข้ามากระทบ

เสียงแมลงวิ่งชนหน้าต่าง คล้ายมีใครเอานิ้วมาเคาะกระจกเบาๆ เป็นจังหวะ ผมข่มใจรูดม่านเปิดเพื่อดูให้แน่ใจว่ามันคือแมลง และมันก็คือแมลงที่วิ่งเข้ามาหาแสงไฟที่ลอดผ้าม่านไปตรงกระจกจริงๆ ด้วย

ผมคิดว่าทั้งชั้นอาจจะมีผมพักอยู่แค่ห้องเดียว มันเงียบมากจนได้ยินเสียงความกลัวในส่วนลึกๆ ของหัวใจ มันทะลุผ่านเสียงทีวีที่เปิดค้างไว้ และเสียงแมลงที่อยากบินทะลุกระจกเข้ามา

ผมคิดว่าคืนนี้ผมควรแค่ล้างหน้าแล้วรีบเข้านอน ทันทีที่เปิดก๊อกน้ำมีลมออกมาก่อน จากนั้นน้ำสีสนิมพุ่งออกมา ก่อนที่จะเป็นน้ำประปาสีปกติ ผมรู้ด้วยประสบการณ์ว่าห้องนี้คงไม่มีแขกเข้ามาพักนานแล้ว เพราะไม่ได้เปิดใช้ก๊อกน้ำมานานพอสมควร

การข่มตาหลับและการนับแกะไม่ได้ช่วยอะไรเลย สัญญาณ Wi-Fi ที่จะใช้สื่อสารข้ามโลกความกลัวกับโลกภายนอกอ่อนแรงเกินกว่าจะส่งข้อความไประบายความรู้สึกนี้กับใครได้

ผมตัดสินใจครั้งสำคัญในฐานะผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงว่า คืนนี้ต้องขอเปิดกินเบียร์ย้อมใจสักหน่อยแล้ว

ผมเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์สองกระป๋องที่เป็นมินิบาร์ในห้องพักมาซดดื่ม หวังว่าแอลกอฮอล์จะทำให้ผมหลับง่ายขึ้น โชคร้ายที่เบียร์ไปทำปฏิกิริยาให้เส้นเลือดสูบฉีดหัวใจยิ่งเต้นแรง จนตื่นตัวไปอีก ค่ำคืนนี้มันยาวนานเสียเหลือเกิน

ท้ายสุดผมใช้สติระงับความกลัวที่คิดไปเอง นึกถึงเหตุผลต่างๆ ที่มาของเสียงรบกวน และภาพตอนสว่างของบรรยากาศที่ชวนน่ากลัว แม้เพลงห้องสุดท้ายจะยังตามหลอกหลอนผมอยู่ แต่ผมก้าวผ่านทุกอย่างไปด้วยสติและตื่นมาในตอนเช้าโดยไม่มีความกลัวใดๆ หลงเหลืออยู่เลย

ข่าวล่าสุด

เจาะ TH-AI Passport รัฐจ่ายค่าบุฟเฟต์ 5 ล้านคน เอกชนปรับกำไรได้เอง

เจาะ TH-AI Passport รัฐจ่ายค่าบุฟเฟต์ 5 ล้านคน เอกชนปรับกำไรได้เอง