
How can we live immortal? เราจะอยู่เป็นอมตะได้ไหม?
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง [email protected]
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง [email protected]
ความพยายามที่จะเอาชนะธรรมชาตินี่ ถือว่าเป็นของขวัญอย่างหนึ่งที่พระเจ้ามอบให้มนุษย์เราก็ว่าได้นะครับ และการที่เราสามารถทำอย่างนั้นได้ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการมีสมองที่ใหญ่กว่าสัตว์อื่นบนโลก (เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว) ความสามารถในการจดจำ และถ่ายทอดได้ดีกว่าสัตว์อื่น
นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่มนุษย์เราสามารถสั่งสมความรู้และต่อยอดความรู้ดั้งเดิมจากบรรพบุรุษของเราได้
จริงๆ ถ้าจะพูดว่าพวกเรา “เอาชนะ” ธรรมชาติได้จริงไหม คิดว่าอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว ต้องใช้คำว่าเราสามารถ “ดัดแปลง” ของที่อยู่รอบตัวเราเอามาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้เราอยู่ได้สบายมากขึ้น หลายอย่างมนุษย์ทำได้ดี เช่น อาหารการกิน การสร้างที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม
แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังเอาชนะไม่ได้ อย่าว่าแต่จะเอาชนะเลย แค่หาคำตอบก็ยังทำไม่ได้
นั่นก็คือความตาย
ความตายเป็นเรื่องน่ากลัว น่าสงสัย และขณะเดียวกันก็เป็นแรงขับอันยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ที่ทำให้เราดิ้นรนเพื่อเอาตัวให้ห่างจากมัน เราสร้างนวัตกรรมอะไรได้หลายอย่างก็เพราะพวกเรากลัวตาย (ซึ่งเดี๋ยวนี้การ “กลัวแก่” ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย) นี่เอง ตั้งแต่เรื่องง่ายๆ อย่างผลิตเครื่องสำอาง ไปจนถึงนวัตกรรมการรักษาโรค หรือการสร้างสิ่งก่อสร้างอันเหลือเชื่ออย่างพีระมิด ล้วนเกี่ยวโยงถึงเรื่องความตาย
ตายแล้วไปไหน?
เรามีชีวิตหลังความตายจริงไหม?
แม้ว่าไอน์สไตน์จะบอกว่าการตายเป็นแค่การเปลี่ยนรูปร่างของสสาร เราไม่ได้หายไปไหน แต่ที่แน่ๆ ที่หายไปคือตัวตนและการรับรู้ของตัวเรานี่แหละ หรือถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่หายไปจริงๆ แต่ก็ไม่มีใครมาบอกเราได้ว่า โลกหลังจากการละสังขารปัจจุบัน มันเป็นอย่างไรอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
นั่นเป็นที่มาของความพยายามในการเอาชนะความแก่ชราและความตายของคนเรา ตอนนี้แม้เราจะยังไม่รู้จักความตายดีมากนัก แต่เราก็พยายามที่จะยื้อความตายและความแก่ชราให้อยู่ห่างจากเรามากที่สุด
วัดได้ง่ายๆ จากการดูแนวโน้มของธุรกิจที่เกี่ยวกับการชะลอวัย และสินค้าสุขภาพที่โตมากขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่แล้ว และในทศวรรษนี้ เราจะเริ่มต้นด้วยการบูมของผลิตภัณฑ์ Anti-aging อย่างจริงจังกว่าเดิม Transparency Market Research บอกว่าตัวเลขของสินค้าที่เกี่ยวกับ Anti-aging ทั่วโลกในปี 2013 นั้นอยู่ที่ประมาณ 122,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็นเกือบๆ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019 เพราะการขยายตัวของคนยุค Baby boomer และ Gen X ที่เริ่มแก่ตัวลงและเป็นกังวลมากขึ้นกับอนาคตของตัวเอง Anti-aging นี้รวมไปถึงตั้งแต่ครีมกันแดด จนกระทั่งถึงการบริการทางการแพทย์ที่จะช่วยชะลอความแก่ชรา เช่น การปลูกผม การฉีดสเต็มเซลล์ ฯลฯ การบริการเหล่านี้จะมีมากขึ้นตามเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ความกังวลเรื่องความแก่ชรา การเจ็บป่วย และความตายนี้ ยังสะท้อนไปถึงการลงทุนสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทางด้านการแพทย์และการบริการด้านสุขภาพของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่าง Google ที่จัดตั้งบริษัทใหม่ Verily เพื่อวิจัยเรื่องวิทยาศาสตร์สุขภาพโดยเฉพาะ หรือ Apple ที่พยายามใช้เครือข่าย iPhone ของตัวเองให้เป็นประโยชน์ในการทำงานวิจัยเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคเบาหวานและอัลไซเมอร์ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของคนรุ่น Gen X ที่เริ่มแก่ตัวและกลัวตาย
สัปดาห์ที่แล้วก็มีข่าวฮือฮาเรื่องนายแพทย์ชาวอิตาลี เซอร์จิโอ คานาเวอร์โร ที่ออกมาประกาศอย่างมั่นใจว่าภายในอีก 2 ปีข้างหน้า วงการแพทย์จะก้าวล้ำถึงขนาดสามารถปลูกถ่ายศีรษะของผู้ป่วยลงบนร่างกายใหม่ได้ ซึ่งเขาเคยทดลองร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จากเกาหลีใต้และจีนในการเปลี่ยนหัวลิงกับร่างกายใหม่เป็นผลสำเร็จมาแล้ว โดยลิงที่เปลี่ยนหัวสามารถมีอายุต่อได้อีก 20 ชั่วโมง (จะเรียกว่าสำเร็จได้จริงไหม?) ในรายงานของนิตยสารวิทยาศาสตร์ The New Scientist อ้างว่า หากเอาหัวลิงไปแช่แข็งไว้ที่อุณหภูมิ -15 องศาเซลเซียส จะทำให้สมองไม่ได้รับความเสียหาย โดยตอนนี้เขาหาอาสาสมัครสำหรับ “ส่วนหัว” ได้แล้วชื่อ วาเลรี สปิริดอโนฟ ชาวรัสเซีย รอก็แต่การบริจาคร่างกาย ซึ่งต้องได้มาจากผู้ป่วยที่มีภาวะสมองตาย นายแพทย์คานาเวอร์โรเชื่อว่าการผ่าตัดจะเป็นไปได้ด้วยดี และหลังพักฟื้น 4 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะสามารถเริ่มทำกายภาพบำบัดและสร้างความคุ้นเคยกับร่างกายใหม่ของเขาได้
นั่นเป็นความพยายามขั้นต่อไปของมนุษย์ในการเอาชนะความตายวิธีหนึ่ง แต่ก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังหาทางถอดรหัสสมองของเราเพื่อเอาไปใส่ไว้ในเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ เหมือนๆ กับการถ่ายเทข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ เมื่อเราตาย ความทรงจำหรือการรับรู้เรื่องราวต่างๆ จะถูกย้ายจากร่างกายจริงไปอยู่ในร่างเสมือน หรืออยู่ใน Cloud แล้วดำรงชีวิตอยู่เหมือนๆ กับในหนังเรื่อง Lucy หรือ The Matrix แบบนั้น วิธีการนี้นักวิทยาศาสตร์บอกว่ายังอีกไกลมาก อาจต้องใช้เวลาอีกศตวรรษในการไขความลับของสมอง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ พวกเขาเชื่อว่าในศตวรรษหน้า ความตายอาจเป็นเหมือนปัญหาในการดำรงอยู่อย่างหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งเราจะสามารถดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้เพื่อแก้ปัญหาได้เหมือนกับที่เราทำได้ตลอดสองล้านปีของวิวัฒนาการของเรา ฟังดูเพ้อเจ้อนะครับ แต่ก็นั่นแหละ หลายเรื่องที่ดูเพ้อเจ้อเมื่อ 50 ปีก่อน ตอนนี้ก็กลายเป็นจริง แล้วทำไมเราจะฝันถึงชีวิตที่เป็นอมตะไม่ได้
ว่าแล้วก็เตรียมหาที่แช่แข็งสมองไว้รอดีกว่า







