
"ศิริกุล ซื่อต่อชาติ" กับชีวิตออร์แกนิก
เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องของการดำเนินชีวิตของ “ป้อม” แม่บ้านธรรมดาๆ อดีตเจ้าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ผันตัวเองไปเป็น “แม่บ้าน”
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : สำนักพิมพ์สเต็ปส์
เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องของการดำเนินชีวิตของ “ป้อม” ผู้เปลี่ยนมาใช้ชีวิตออร์แกนิก ปลูกผักอินทรีย์กินเอง ใช้ชีวิตแบบอิงธรรมชาติ เสาะหาความสุขในทุกช่วงเวลา ขณะเดียวกันก็แบ่งปันประสบการณ์ “เนิบช้า” ของชีวิตแก่เพื่อนร่วมโลก
ปัจจุบันอายุ 57 ปีแล้ว ชื่อจริงคือ ศิริกุล ซื่อต่อชาติ แต่ชอบเรียกตัวเองและชอบให้ใครๆ เรียกว่า “ป้อม” บ้านของป้อมอยู่ที่สุขุมวิทซอย 71 ก่อนหน้านี้ไม่พิศวาสเรื่องปลูกผัก ครั้งหนึ่งไปเดินตลาดนัดสีเขียว เห็นโบรชัวร์แผ่นพับแนะนำคนเมืองให้ปลูกผักกิน โดยมีศูนย์เรียนรู้ “สวนผักบ้านคุณตา” ช่วยอบรมให้
สวนบ้านผักคุณตาอยู่ที่บางจากสุขุมวิท 62 จากไม่รู้อะไรเรื่องต้นไม้ก็ค่อยๆ เรียนรู้คิดแค่ว่าถ้าปลูกวัตถุดิบสำหรับการทำอาหารไว้ เราก็จะสามารถทำกับข้าวจากสิ่งที่ปลูกเองในบ้าน ก็ลองเรียนดู คิดแค่นั้น เริ่มจากวิธีเตรียมดิน วิธีปรุงดิน ก่อนจะปลูกพืชผักให้งามดีต้องเตรียมดินก่อน
ง่ายที่สุดคือเพาะถั่วงอก ซึ่งง่ายจริงๆ แค่ 3 วันก็งอกเป็นถั่วงอกแสนอร่อย จึงหันมาสนใจการปลูกผักต่างๆ “ทำได้ถ้าเราตั้งใจ” คือคีย์เวิร์ดเรื่องปลูกผักของป้อม มั่นใจมากขึ้นก็ทำมากชนิด ปลูกมากชนิด ทำต่อเนื่องมาเรื่อย ผักเมื่อปลูกเยอะก็เรียนรู้เรื่องถนอมอาหาร ขยายต่อไปถึงผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน เช่น ยาสมุนไพรง่ายๆ หรือยาสระผมง่ายๆ สนุกใหญ่
“การใช้ชีวิตแบบออร์แกนิกคงไม่จำกัดเฉพาะการเลือกบริโภคอุปโภคสิ่งที่เป็นผลผลิตแบบออร์แกนิกเท่านั้น แต่รวมถึงวิธีการคิดในการดำเนินชีวิตควบคู่ไปด้วย ไม่จำเป็นจะต้องออร์แกนิกจนตึง เพราะในความเป็นจริงไม่มีอะไรในยุคนี้ที่จะบริสุทธิ์สะอาดได้เพียงนั้น”
ป้อม เล่าว่า การใช้ชีวิตในแบบที่รู้สึกว่าตัวเองเบาสบาย ไม่ตึงไม่หย่อน ไม่เครียดกับเรื่องที่ไกลตัว มีกฎเกณฑ์ประจำตัวให้น้อย มีความต้องการไม่มากจนเกินตัว ไม่หาเงินแบบยิ่งมียิ่งอยากได้ มีความสุขตามอัตภาพของแต่ละคน มีความพอใจและมีความสุขกับปัจจุบันในสิ่งที่ตัวเองมี ในสิ่งที่ตัวเองเป็น พึ่งตัวเองให้มาก พึ่งสารเคมีให้น้อยถึงน้อยที่สุด
จนถึงปัจจุบันกล่าวได้ว่า ป้อมเปลี่ยนมาใช้ชีวิตออร์แกนิกแบบเต็มขั้น (หรือไม่ก็เกือบๆ) เรื่องราวของเธอเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้คนมากมายให้หยุดดิ้นรน หยุดรีบร้อนเหน็ดเหนื่อยเพื่อตามโลกให้ทัน เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเขียนหนังสือเรื่อง “ปลูกผักกันเถอะ” (Let’s Do Some Gardening) สำนักพิมพ์อมรินทร์ฮาวทู และล่าสุดเขียนหนังสือชื่อ My Organic Life ของสำนักพิมพ์สเต็ปส์
ชีวิตของป้อมเป็นชีวิตเรียบง่าย ทุกอย่างที่ใช้ในการดำเนินชีวิตมาจากการปฏิบัติเอง ทดลองเรียนรู้เองบ้าง เรียนจากผู้รู้บ้าง ทำผิดบ้างถูกบ้าง พลาดก็มาก สำเร็จก็มี ที่สำคัญเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบใกล้ชิดธรรมชาติ มีความสุขกับปัจจุบันและสิ่งใกล้ตัว ไม่หมกมุ่นอดีต ไม่วิตกถึงอนาคต ทำงานบ้านและงานที่ตัวเองชอบคือปลูกผักอินทรีย์ อยู่กับบ้าน เลือกใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
“พึ่งตัวเอง ทำของกินของใช้เอง ซื้อหรือพึ่งปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ทำให้ตัวเองลำบากหรืออยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เงื่อนไขอะไรมากนัก” ป้อม เล่า
ตื่น 06.00 น. ทำโยคะรับอรุณ เพื่อรักษาสมดุลและการใช้แรง อ้าว! นักปลูกผักต้องมีกล้ามเนื้อนะ ต้องใช้แรงงาน โยคะยังช่วยให้รู้จักหายใจและสร้างสมาธิ 07.00 น. ทักทายผัก ได้ออกกำลัง ได้แดดเช้าสดชื่น ได้ทักทายพืชผักในกระถางที่ปลูกไว้ ดูการเจริญเติบโตอย่างเอาใจใส่ จากนั้นกลับมาทำอาหารเช้า อาศัยเก็บผักที่จะเป็นเครื่องเคียงกลับมาด้วยสดๆ
“มีทอดไข่ดาวให้สุก วางบนขนมปัง ถ้าจะให้ง่ายกว่านั้น ก็วางผักสลัดโรยเกลือ พริกไทย หรือราดน้ำสลัดแทนไข่ดาว กินกับโยเกิร์ตใส่ผลไม้ หรือน้ำเต้าหู้ใส่เม็ดแมงลัก ก็จะได้อาหารเช้าที่ดูดีมีประโยชน์ กินกันจนอิ่มถึงเที่ยงเลย”
หลังอาหารเช้าและกาแฟร้อนๆ สบายท้องแล้ว ก็ถึงเวลาลงสนามจริงๆ ได้แก่ การลงมือซ่อมแซมน้องผักที่สภาพไม่ค่อยดี ตัดแต่งกิ่งหักเหี่ยวหรือไม่โต ริดใบที่มีโรค จากนั้นเติมดินที่ปรุงไว้ ใส่เพิ่มโดยไม่ต้องพรวน เพราะรากจะกระเทือน แค่รดน้ำ ธาตุอาหารจะซึมลงในดินเอง ถึงตอนนี้ก็คิดเมนูมื้อเที่ยงไปด้วย
ถึงมื้อกลางวัน ก็เดินดูรอบบ้านดูว่ามีอะไรกินหรืออยากกินอะไร ก็จัดไปมีตั้งแต่เมนูยำหนมเส้น (ขนมจีน) ผัดกะเพรา ยัมยัม ใส่พืชผักสมุนไพรที่เพาะปลูกเอง อิ่มแล้วเป็น “งานในโรงรถ” ที่ไม่ใช่งานซ่อมรถ แต่เป็นสถานที่การทำงานของป้อมที่แอบใช้พื้นที่โรงรถตั้ง “คอนโด 5 ชั้น” หรือตู้ลิ้นชักพลาสติก 5 ลิ้นชัก สำหรับเป็นที่เลี้ยงน้องไส้เดือน
“ถ้าดูแลดีๆ น้องไส้เดือนจะช่วยกำจัดเศษอาหาร เช่น กากถั่วเหลืองที่เหลือจากการทำน้ำถั่วเหลือง น้องไส้เดือนช่วยผลิตอาหารให้ต้นไม้ในบ้าน นั่นคือมูลไส้เดือนที่มากมาย ให้ปุ๋ยต้นไม้ในบ้านแล้วยังมีเหลือพอบรรจุขายได้ราคาดีด้วย”
งานยามเย็นมีตั้งแต่การทำแชมพูมะกรูด ยาสีฟัน สบู่ ฯลฯ อยู่ที่ว่าอยากทำอะไร ถ้าขยันไม่นิ่งดูดายก็มีอะไรให้ทำเยอะ ทำทีก็ใช้เป็นเดือน ทุ่นค่าใช้จ่ายในบ้าน หรือจะทำเป็นรายได้เสริมก็ยังได้ นอกจากนี้คืองานรดน้ำต้นไม้ รดไปคิดเมนูมื้อเย็นไป มีความสุขที่สุด เมนูก็มาจากสิ่งที่เราปลูก ยักกระสายทำนู่นทำนี่ไม่มีเบื่อ เช่น ผัดกุยช่าย เก็บผักมาจิ้มน้ำพริกตำเองก็อร่อย
บ่อยครั้งที่ป้อมมีแขกมาเยี่ยมชมการปลูกผักที่บ้าน พูดคุยขอความรู้ ขอสัมภาษณ์ ขอถ่ายทำเพื่อไปลงหนังสือหรือรายการโทรทัศน์ รวมถึงการไปบรรยาย ออกงานเกี่ยวกับการปลูกผักอินทรีย์เกือบทุกอาทิตย์ ทั้งหมดเป็นงานไม่ได้เงิน เหน็ดเหนื่อยแต่มีความสุขที่ได้แบ่งปันเป็นประโยชน์
การออกท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เป็นวิธี “หนีงาน” แบบมีความสุขสำหรับป้อม ถ้าเหนื่อยๆ มากเข้าก็พยักหน้ากับสามีออกไปเที่ยวต่างจังหวัด สามีเป็นเจ้าของบริษัทสถาปนิกก็หนีเที่ยวไปด้วยกัน เป็นการขับรถเที่ยวแบบละเลียดช้าๆ 7-14 วัน และเล็มสองข้างทางแบบค่ำไหนนอนนั่น จอดรถถ่ายรูปต้นไม้ใบหญ้าไปเรื่อยเปื่อย เดินเที่ยวตลาดท้องถิ่น กินอยู่อาหารพื้นบ้าน ดูวิถีผู้คน
“ป้อมจะเตรียมอุปกรณ์เครื่องครัวใส่รถไว้ เผื่อการซื้อของสดไปทำอาหารกินในที่พักถ้าสถานที่อำนวย เช้าขึ้นมาก็ต้มกาแฟแล้วไปหาอาหารในตลาดเช้า แวะเยี่ยมเพื่อนในกลุ่มปลูกผักอินทรีย์ตามจังหวัดต่างๆ คุยแลกเปลี่ยนกัน ทำอาหารเย็นกินกัน ตื่นขึ้นก็ไปต่อ”
สัมผัสชีวิตออร์แกนิกของป้อมในวันหนึ่งๆ แล้ว อยากเลือกจุดไหนหรือหยิบฉวยจุดไหนไปปรับใช้ ป้อมยินดี ขอให้พิจารณาด้วยความพอดี แต่ละคนไม่เหมือนกัน ความพอดีของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วย พิจารณาด้วยตัวของตัวว่าอะไรทำได้หรือได้แค่ไหน ใช้เกณฑ์ว่าไม่อึดอัด เลือกเอาที่โดนจริตตัว
“บางคนพอเห็นกระแส อยากทำตามกระแส แต่ต้องดูว่ามันใช่สำหรับเรามั้ย ต้องใจเย็น ต้องรอคอย ต้องรู้จักสูญเสีย นี่คือสิ่งที่ผักสอน และต้องลงมือทำทันที อย่าเกี่ยงสถานที่ บ้านของป้อมไม่มีพื้นที่ ทุกอย่างปลูกในกระถาง”
สรุป 5 ปีที่หันมาเลือกใช้ชีวิตออร์แกนิก ชีวิตเนิบช้าลงแต่สบายขึ้น สุขภาพดีขึ้น มีความสุขขึ้น มีเพื่อนเยอะขึ้น โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่ใช้ชีวิตแนวเดียวกัน เป็นชีวิตที่ได้ประโยชน์ตัว ขณะเดียวกันก็พร้อมแบ่งปันสู่เพื่อนที่อยากเลือกใช้ชีวิตออร์แกนิก
ชาวกรุงที่ชีวิตกำลังหมุนติ้วๆ เริ่มจากถามตัวเองว่า อยากเปลี่ยนหรือไม่ เพราะจริงๆ แล้วเปลี่ยนได้ ขึ้นอยู่กับใจของเรา เริ่มต้นจากที่ใจเรา







