posttoday
ปัญหาทางกฎหมายกับการตั้งพระสังฆราช

ปัญหาทางกฎหมายกับการตั้งพระสังฆราช

18 มกราคม 2559

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

กีฬามีกติกา ประเทศมีกฎหมาย ทั้งกติกาทั้งกฎหมาย มีไว้เป็นแบบแผนให้ปฏิบัติเพื่อความสงบเรียบร้อย บัญญัติขึ้นโดยปุถุชน จึงทำได้เพียงเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพของสังคมในขณะนั้น

การบังคับใช้กฎหมายจึงต้องใช้เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย แต่หากทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง คงต้องทบทวนว่าเหมาะสมที่จะบังคับใช้หรือไม่

การแต่งตั้งพระสังฆราชที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ มีปัญหาอยู่ที่มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งแก้ไขเมื่อปี 2535 ที่บัญญัติให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ความจำเป็นในการแก้ไขกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่แล้วนั้น ก็เนื่องจากกฎหมายนั้นไม่เหมาะสมที่จะบังคับใช้ในสภาพความเป็นจริง จึงต้องแก้ ซึ่งต่างกับการร่างกฎหมายใหม่ ที่จะต้องคิดเผื่อเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต

มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ดังกล่าวเป็นการแก้ไขจากเดิมที่ไม่ได้บังคับให้ต้องเสนอชื่อพระสมเด็จผู้อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์รูปเดียว เพื่อโปรดเกล้าฯ เป็นพระสังฆราช พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ กฎหมายเดิมไม่ได้ล็อกสเปกไว้ แต่การแก้ไขปี 2535 เป็นการล็อกสเปก

กฎหมายที่ถูกล็อกสเปก เป็นเสมือนกฎหมายตาย ไม่สามารถยืดหยุ่นให้เกิดความเป็นธรรมได้ เช่น คดีลักขนุนที่สนามหลวง หญิงยากจนลักขนุนไปขายเพื่อซื้อนมให้ลูก กับอีกคดีอย่างขี้ยาลักขนุนไปขายนำเงินไปซื้อยาเสพติด ทั้งสองคดีเป็นความผิดฐานลักทรัพย์เหมือนกัน แต่ควรจะถูกลงโทษเท่ากันหรือไม่

เคยมีคดีที่คนเก็บขยะเก็บแผ่นซีดีภาพยนตร์ไปขาย เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ เพราะไม่มีใบอนุญาต โทษขั้นต่ำ ต้องปรับไม่น้อยกว่า 2 แสนบาท แม้จะรับสารภาพก็ยังปรับเป็นแสน ไม่สามารถรอลงอาญาได้ เป็นการบังคับไม่ให้ศาลใช้ดุลพินิจในการลงโทษ กฎหมายอย่างนี้จะสร้างปัญหาให้กับสังคม แทนที่จะสร้างความสงบสุข

ในปี 2535 ที่แก้ไขมาตรา 7 ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่เป็นปัญหาในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช เจตนาแก้ไขมาตรา 7 จึงตีความเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากต้องการล็อกสเปกให้พระบางรูป ส่วนจะเป็นใคร รูปไหนจะได้ประโยชน์ ตรวจสอบได้ไม่ยาก

ข้อเท็จจริงการตั้งพระสังฆราชขณะนี้ ปรากฏว่า มหาเถรสมาคมได้ประชุมลับเมื่อวันที่ 5 ม.ค. เสนอชื่อสมเด็จวัดปากน้ำให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสถาปนา

ที่น่าแปลกใจคือ เมื่อล็อกสเปกไว้แล้ว ไม่เห็นมีเหตุผลที่จะต้องประชุมลับ ทั้งสำนักพุทธฯ ทั้งรองนายกฯ วิษณุ ก็บอกอยู่แล้วว่าจะตั้งคนอื่นไม่ได้นอกจากสมเด็จวัดปากน้ำ การประชุมลับจึงถูกโจมตีว่าเป็นการประชุมลับๆ ล่อๆ

อย่างไรตาม มาตรา 7 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ประเด็นที่มีผู้โต้แย้งว่า การสถาปนาที่ทำมาไม่ถูกต้อง คือการที่มหาเถรสมาคมเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีนั้น ไม่เป็นไปตามมาตรา 7 เนื่องจากมหาเถรสมาคมมีอำนาจเพียงให้ความเห็นชอบเท่านั้น กฎหมายไม่ได้ให้สิทธิหรืออำนาจ หรือกำหนดหน้าที่เสนอชื่อพระรูปใดเป็นพระสังฆราช

การที่กฎหมายกำหนดให้มีผู้เสนอและผู้ให้ความเห็นชอบนั้น จะใช้ในกรณีที่ผู้เสนอเป็นเจ้าของเรื่อง เป็นผู้ปฏิบัติ เป็นผู้รู้ปัญหาดี แต่เพื่อความรอบคอบก็ให้นำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบอีกครั้ง เช่น การออกกฎกระทรวง ต้องได้รับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก่อน วิธีปฏิบัติกระทรวงนั้นๆ จะเป็นผู้ตั้งเรื่องขึ้นมา แล้วจึงนำไปขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีความเห็นหลากหลาย กลั่นกรองอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้รอบคอบ ฉะนั้นต้นเรื่องจึงมาจากผู้ขอความเห็นชอบ

เทียบเคียงกับกรณีการตั้งสมเด็จพระสังฆราชในครั้งนี้ กลับเป็นการเริ่มต้นจากผู้ที่ให้ความเห็นชอบ ซึ่งไม่เป็นไปตามกฎหมาย ขั้นตอนที่ถูกต้อง นายกรัฐมนตรีต้องนำชื่อพระสมเด็จไปขอความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม แม้ผลที่สุดจะเป็นอย่างเดียวกัน แต่กระบวนการผิดขั้นตอนตามกฎหมาย

การสถาปนาครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่มีปัญหามากที่สุด ถูกคัดค้านทั้งจากพระและฆราวาส ถ้าจะถามว่า ฆราวาสชอบธรรมที่จะคัดค้านหรือไม่ คงต้องตอบว่า ฆราวาสคือ 2 ใน 4 ของพุทธบริษัท ที่พระพุทธองค์ฝากพระศาสนาไว้ จึงมีสิทธิเต็มที่ที่จะออกมาปกป้องพระศาสนา และสมเด็จช่วงก็มีประเด็นให้คัดค้านได้ เมื่อไปรับรองธรรมกาย ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชได้ทรงวินิจฉัยไว้แล้วว่า เป็นคำสอนผิด และเจ้าสำนักก็ต้องอาบัติปาราชิกไปแล้ว 

ผลจากการคัดค้าน มีพระผู้ใหญ่บางท่านออกมาให้ข่าวว่า ถ้าไม่แต่งตั้งพระสังฆราชจะมีม็อบ ซึ่งคงต้องถามว่า ตำแหน่งพระสังฆราชมีบัญญัติไว้ในพระธรรมวินัยหรือไม่ หากไม่มีจะเรียกร้องทำไม ถ้าพระจะชุมนุมเพื่อให้ปฏิบัติตามธรรมตามวินัย เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่หากเรียกร้องเพื่อให้ได้รับยศถาบรรดาศักดิ์ จะเป็นกิจที่พึงกระทำหรือไม่ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ แห่งวัดเทพศิรินทร์ ท่านแสดงโลกธรรม 8 ให้ชาวพุทธตระหนักว่า ยศถาบรรดาศักดิ์นั้น ไม่ใช่แก่นสารสาระ เมื่อมียศก็เสื่อมยศ

การออกมาเรียกร้องให้สถาปนายศถาบรรดาศักดิ์ จึงไม่ได้อยู่ในหลักธรรมวินัย การสถาปนาพระสังฆราชที่ปฏิบัติกันมาตามโบราณราชประเพณีนั้น เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยแท้ ซึ่งใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ยึดถือมาตลอด กระทั่งปี 2535

มาตรา 11 ยังแสดงถึงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไว้ในเรื่องการพ้นจากตําแหน่งของสมเด็จพระสังฆราช ที่บัญญัติไว้ 4 กรณี คือ เมื่อ 1.มรณภาพ 2.พ้นจากความเป็นพระภิกษุ 3.ลาออก และ 4.ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออก

ในเมื่อพระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะถอดถอนได้ แล้วไฉนกฎหมายจึงไปบังคับให้พระองค์ต้องแต่งตั้งตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอเท่านั้น

หากมาตรา 7 ไม่ได้ถูกแก้ไขเมื่อปี 2535 และมหาเถรสมาคมเสนอรายชื่อสมเด็จ 2-3 รูป ให้พระมหากษัตริย์ทรงวินิจฉัย แม้ในที่สุดพระองค์จะเลือกสมเด็จช่วง ก็คงไม่มีใครค้าน เพราะเป็นพระราชอำนาจโดยเฉพาะของพระองค์ท่าน

ฉะนั้น ที่เป็นปัญหาเกิดความขัดแย้งในปัจจุบัน จึงเป็นปัญหาที่เกิดจากกฎหมาย และเมื่อปัญหาเกิดจากกฎหมาย วิธีแก้คือต้องไปแก้ที่กฎหมาย ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า เหตุเกิดที่ไหน ให้แก้ที่นั่น

คุณลุงตู่เพียงใช้มาตรา 44 แก้มาตรา 7 ให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม ปัญหาต่างๆ ก็จะหมดไป

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก