
‘ปลูกป่า’ ต้องหยั่งรากถึงสำนึก
พื้นที่ของประเทศไทย มีทั้งหมด 320 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่า 102 ล้านไร่ รัฐบาลประกาศว่า
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
พื้นที่ของประเทศไทย มีทั้งหมด 320 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่า 102 ล้านไร่ รัฐบาลประกาศว่า ต้องการเพิ่มพื้นที่ป่าทั้งประเทศให้ได้ประมาณ 40% หรือจำนวน 128 ล้านไร่ คือต้องเพิ่มขึ้นอีก 26 ล้านไร่ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ง่ายนัก ตั้งแต่ปี 2557 รัฐเคยปลูกไปแล้ว 2.3 แสนไร่ จากที่เคยทวงคืนมาจากพื้นที่ที่ถูกบุกรุก 2.8 แสนไร่ และตั้งเป้าปลูกป่าให้ได้ 4 แสนไร่ ภายในเวลา 4 ปี เราเคยจัดทำนโยบายป่าไม้แห่งชาติขึ้นในปี 2528 โดยกำหนดอีกว่า พื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศอย่างน้อย 40% นั้น ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ป่าเพื่อการอนุรักษ์ 25% และป่าเพื่อเศรษฐกิจ 15% ของพื้นที่ประเทศ ตัวเลขที่ระบุนั้น ยังห่างไกลจากเป้าที่วางไว้ และขณะที่หน่วยงานรัฐยังไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร ยังมีแนวคิดในการเพิ่มพื้นที่ป่าที่น่ารับฟังอย่างยิ่ง
จงรัก วัชรินทร์รัตน์ คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า แผนการเพิ่มพื้นที่ป่าในอนาคต คือ ต้องส่งเสริมให้ประชาชนทำกิจการป่าไม้ ใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ หากรัฐอยากมีพื้นที่ป่า จึงต้องทบทวนเรื่องกระบวนการเปลี่ยนพื้นที่ป่าไปเป็นภาคเกษตร ทั้งในรูปแบบที่ถูกกฎหมาย คือ อนุญาตให้ประชาชนเข้าไปใช้พื้นที่ป่าเป็นพื้นที่เพาะปลูกและการบุกรุกเข้าไปใช้พื้นที่อย่างผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ ได้เสนอให้นำพื้นที่การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่ชาวบ้านบุกรุกไว้ มาส่งเสริมปลูกไม้ยืนต้นพื้นถิ่น หรือไม้เศรษฐกิจ เป็น “ป่าเศรษฐกิจ” เช่น ไม้พะยูง เพื่อดึงชาวบ้านที่อยู่โดยรอบป่า 20 ล้านคน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการป่าทั้งระบบ เพราะว่านอกจากจะช่วยด้านการดูแลป่าแล้ว และยังเป็นการสร้างอาชีพให้กับชาวบ้านอีกด้วย และเพื่อให้แผนการบริหารดูแลป่าทำได้อย่างเป็นระบบ ควรที่จะมีการตั้งคณะกรรมการป่าไม้แห่งชาติขึ้นมา เพื่อที่จะดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนักวิชาการมาทำงานร่วมกัน
“สิ่งที่ควรทำ คือ การแก้กฎหมายที่เหมาะสม ให้เปิดช่องสำหรับเรื่องนี้ ที่ผ่านมา กฎหมายเขียนออกมาในเชิงควบคุม เนื่องจากอาจกลัวว่าหากไม่ควบคุมพื้นที่ป่า ก็จะเปิดช่องให้ผู้ปลูกสวนป่ามีช่องทางนำไม้จากป่าธรรมชาติมาสวมสิทธิได้ แต่การเน้นเรื่องการควบคุมมากเกินไป มีขั้นตอนยุ่งยากเกินไป ก็จะทำให้เอกชนที่มีเจตนาดี และพร้อมที่จะลงทุนลงแรงอย่างมาก เนื่องจากการทำสวนป่าแบบนี้ต้องลงทุนสูงและใช้เวลานาน ถ้ากฎหมายเน้นการควบคุมมากเกินไป ก็จะทำให้คนไม่สนใจอาชีพนี้ แนวคิดนี้ช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่ง พ.ร.บ.สวนป่า ฉบับเก่าเน้นการควบคุมเกินไป แต่เปิดช่องให้ใช้สำหรับปลูกพืชเกษตรที่มีรายได้ไม่แน่นอน” คณบดีคณะวนศาสตร์กล่าว ก่อนจะยกตัวอย่างอีกว่า
แนวคิดในการให้เอกชนเข้ามาจัดการพื้นที่ป่าจนสามารถมีป่าเพิ่มขึ้นได้นั้น เคยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งใช้แนวคิดของสหกรณ์การเกษตรของเอกชนเข้าไปจัดการดูแล โดยได้รับความช่วยเหลืออย่างจริงจังจากรัฐบาลด้วย โครงสร้างที่แข็งแรงและมีขอบข่ายการดำเนินงานที่กว้างขวาง มีการดำเนินงานเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรทุกด้าน เช่น กิจกรรมการให้การศึกษาอบรมแก่สมาชิกและเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินกิจกรรมที่ส่งเสริมและอำนวยความสะดวก ทำให้โครงการปลูกป่าที่วางแผนระยะยาวในการปลูกต้นไม้และตัดไปใช้งานอย่างเป็นระบบ เช่น ตัดสลับกับการปลูกไม้ราคาแพงที่ก่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีพื้นที่ป่าไว้สำหรับดำเนินกิจกรรมของสหกรณ์ โดยสมาชิกซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ สามารถเลี้ยงชีพได้โดยไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานเข้าไปหางานทำในเมือง
รูปแบบสหกรณ์ป่าไม้ ตามที่อาจารย์จงรักระบุ ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Wood Job ที่เล่าเรื่องราวของฮิราโนะ เด็กหนุ่มชาวเมืองหลวงของญี่ปุ่น ที่กำลังเรียนปีสุดท้ายมัธยมปลาย แต่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ระหว่างที่ฮิราโนะมีเวลาว่าง 1 ปี เขาเห็นใบปลิวที่เชิญชวนให้เข้าค่ายและเรียนรู้ชีวิตในป่า ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาเข้าไปอยู่ในชุมชนเล็กๆ ที่คนในพื้นที่ประกอบอาชีพตัดต้นไม้ขาย แต่ไม่ใช่การตัดอย่างไม่มีระบบการจัดการรองรับ สมาชิกในชุมชนตัดไม้ ปลูกป่า และช่วยกันดูแลให้ผืนป่ายังคงสมบูรณ์อยู่ตลอดเพื่อรุ่นลูกรุ่นหลาน
ฮิราโนะ ถามหัวหน้าหมู่บ้านว่า ในเมื่อไม้ของหมู่บ้านประมูลได้ถึง 8 แสนกว่าเยน/ต้น ถ้าตัดต้นไม้เยอะๆ ชุมชนก็ย่อมกลายเป็นชุมชนที่ร่ำรวยได้ไม่ยาก แต่หัวหน้าชุมชนกลับตอบว่า ทำอย่างนั้นแล้วรุ่นต่อๆ ไปจะมีอะไรเหลือให้ประกอบอาชีพ
เด็กหนุ่มจากในเมืองได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย เช่น ความเชื่อของคนในชุมชนที่กำหนด ช่วงห้ามเข้าป่า เพื่อให้เจ้าป่านับต้นไม้ ต้องรู้จักเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนเข้าเขตป่า หลากหลายงานในป่าชุมชนสอนให้เขารู้จักวิถีชีวิตที่ต่างไปจากในเมืองที่มองเห็นเพียงความต้องการของตัวเองเป็นหลัก งานในป่าสอนให้รู้ว่า สำนึกที่มีต่อธรรมชาติคือแนวทางที่ทำให้รู้จักสร้างสมดุลของการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนระหว่างคนกับป่า







