posttoday
วิโรจน์ ฉิมมี ในวันที่กลับคืนสู่ ‘บ้าน’

วิโรจน์ ฉิมมี ในวันที่กลับคืนสู่ ‘บ้าน’

17 ธันวาคม 2558

กว่าที่ชายหนุ่มวัย 28 ปี เบส-วิโรจน์ ฉิมมี จะกลายเป็นเจ้าของฟาร์มสเตย์ 25 ไร่

โดย...ตุลย์ จตุรภัทร

กว่าที่ชายหนุ่มวัย 28 ปี เบส-วิโรจน์ ฉิมมี จะกลายเป็นเจ้าของฟาร์มสเตย์ 25 ไร่ ที่มีหุบเขาล้อมรอบและอยู่ริมลำธาร ที่มีชื่อว่า บ้านไร่ ไออรุณ ณ ต.กะเปอร์ อ.กะเปอร์ จ.ระนอง อย่างเต็มภาคภูมิ เขาผ่านอะไรมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะการตัดสินใจทิ้งชีวิตหนุ่มเมืองกรุง และกลับคืนสู่บ้าน ที่ซึ่งเมื่อเขากลับมา เขาต้องฝ่าฟันคำถามต่างๆ นานา ว่าทำไมเขาถึงต้องกลับมาสู่วิถีคนบ้านนอกอย่างนี้ ทั้งๆ ที่เขาก็มีชีวิตที่ดีที่กรุงเทพฯ อยู่แล้ว

ทุกอย่างมีเหตุผล และวันนี้วิโรจน์จะมาบอกเล่าถึงเหตุผลนั้นให้เราได้รับรู้กัน

วิโรจน์ ฉิมมี ในวันที่กลับคืนสู่ ‘บ้าน’

 

“ผมเริ่มกลับมาอยู่ที่บ้านเมื่อสองปีที่แล้ว กลับมาปรับปรุงบ้าน จากนั้นก็มาทำร้านขายสินค้าเกษตรที่อยู่ท่ามกลางสวนผัก ทำบ้านเพิ่มอีกสามหลัง เพื่อทำฟาร์มสเตย์ และทำสวนส่วนผสมทั้งผักและผลไม้ จนกลายมาเป็นบ้านไร่ ไออรุณ ในวันนี้”

กับเรื่องราวชีวิตของวิโรจน์ เขาบอกเล่าว่า เขาเกิดท่ามกลางครอบครัวเกษตรกรที่พ่อแม่ไม่ได้เรียนหนังสือในระดับชั้นที่สูง “สมัยเด็กผมก็ช่วยพ่อแม่ทำสวนผัก เมื่อโตขึ้นก็ช่วยพ่อแม่ปลูกยางพารา ก่อนไปโรงเรียนก็เก็บน้ำยาง พอโตขึ้นอีกก็เริ่มค้นพบว่าตัวเองชอบงานสร้างสรรค์ ชอบวาดรูป ประจวบกับเราได้เห็นพ่อแม่ร่วมใจกันสร้างบ้านหลังหนึ่ง แต่สร้างไม่เสร็จ ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง เลยทำให้คิดอยากเรียนสถาปัตย์ จึงสอบเข้าที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีก็สอบได้ และร่ำเรียนอยู่ที่นั่น 5 ปี โดยความคิดที่อยากเรียนด้านนี้ ก็เพื่อที่เมื่อจบมา เราจะได้ออกแบบบ้านและสร้างบ้านของทุกคนในครอบครัวให้สำเร็จ”

วิโรจน์ ฉิมมี ในวันที่กลับคืนสู่ ‘บ้าน’

 

หลังจากเรียนจบ วิโรจน์คิดอยากกลับบ้านโดยทันที เพราะอยากกลับไปอยู่กับครอบครัว แต่ครอบครัวไม่เห็นด้วย โดยอยากให้เขาทำงานที่กรุงเทพฯ ก่อน เขาจึงเข้าทำงานในบริษัทรับออกแบบแห่งหนึ่ง “ผมทำอยู่ที่นี่เป็นเวลา 3 ปี 8 เดือน แล้วก็ตัดสินใจลาออก เพราะมั่นใจแล้วว่า เราเรียนสิ่งนี้มาเพื่ออะไร มาทำงานที่บริษัทนี้เพื่ออะไร รวมทั้งมีคำถามถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า เรามาทำงานเพื่อคนอื่นทำไม ทั้งๆ ที่เรามีจุดมุ่งหมายของชีวิตที่เป็นของเราจริงๆ มาตั้งนานแล้ว”

สำหรับการตัดสินใจลาออกจากงานในครั้งนี้ ลาออกด้วยเป้าหมายเดียวคือ การได้กลับมาอยู่บ้าน อยู่กับครอบครัว ได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักและอยากทำ ที่สามารถสร้างรายได้มาหล่อเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ โดยก่อนที่เขาจะลาออก วิโรจน์ก็ได้พูดคุยกับครอบครัวอย่างจริงจัง ซึ่งทางครอบครัวก็ยังไม่อยากให้ลาออก แต่เมื่อในครั้งนี้เขาพร้อมแล้ว เขามั่นใจแล้ว เขาจึงลาออกอย่างไม่ลังเลใจ ท้ายที่สุด ครอบครัวก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะถือเป็นการตัดสินใจของลูกนั่นเอง

วิโรจน์ ฉิมมี ในวันที่กลับคืนสู่ ‘บ้าน’

“เมื่อกลับมาที่บ้าน ผมก็เริ่มสานฝันในสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม ด้วยการทำความสะอาดบ้าน ทาสีบ้านใหม่ ปรับปรุงห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องกินข้าว และภายนอกของบ้าน โดยเงินลงทุนตั้งต้นในการปรับปรุงบ้าน ก็มาจากเงินเดือนก้อนสุดท้ายที่ผมได้รับมา บวกกับเงินเก็บตลอดการทำงานสามปีกว่าที่กรุงเทพฯ รวมทั้งรายได้จากการขายผักของครอบครัว”

วิโรจน์ บอกเล่าว่า ภาพในหัวของเขา นอกจากการปรับปรุงบ้าน เขายังคิดอยากทำฟาร์มสเตย์ที่ใช้ชื่อว่า บ้านไร่ ไออรุณ “ตอนที่ทำงานที่กรุงเทพฯ เวลาว่างๆ เราก็พยายามออกแบบ ปรับปรุงแก้ไข คิดแผนการทำงานฟาร์มสเตย์ของเราด้วยตัวของเราเอง รวมทั้งก็เก็บหอมรอมริบไปทีละน้อย พอมาลงมือทำจริง มันเลยทำได้เลยทันที ที่สำคัญ เราใช้วัสดุจากสิ่งที่เรามีอยู่ หรือมีอยู่บริเวณรอบๆ บ้าน มาประยุกต์ใช้ มันเลยทำให้บ้านของเรามีสไตล์ในรูปแบบของตัวมันเอง”

วิโรจน์ ฉิมมี ในวันที่กลับคืนสู่ ‘บ้าน’

 

สำหรับการทำบ้านไร่ ไออรุณ เขาเริ่มจากการขยายแปลงผัก ปลูกผักนานาชนิด ที่เมื่อได้ผลผลิตแล้วก็เอาไปแจกญาติพี่น้อง เหลือกินเหลือแจก ก็ให้คุณแม่เอาไปขายที่แผงผักในตลาด “ผมได้มีการปรับปรุงแผงผักเก่าๆ ของแม่ด้วยครับ โดยนำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา นำมาปรับปรุงแผงผัก และใช้งานประดิดประดอยมาทำแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งตอนแรกๆ คนละแวกนั้นก็มองเป็นเรื่องประหลาด แต่พอเริ่มมีสื่อมาทำข่าว มาให้ความสนใจกับแผงผักของเรา เขาก็เริ่มมองเราในแง่ดีขึ้น ผมก็ไม่ได้หวังว่าคนในตลาดจะต้องหันมาปรับปรุงแผงให้เหมือนเรา ถ้าใครอยากทำไปพร้อมกับเรา เราก็ยินดี ใครไม่คิดอยากทำ ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราก็ได้ลงมือทำในสิ่งที่เราอยากทำและคิดว่ามันดีต่อชุมชนแล้ว แค่นี้เราก็มีความสุขแล้ว”

ในการปลูกผัก เขาต้องมาเรียนรู้ด้านนี้ใหม่หมด โชคดีที่มีคุณพ่อคุณแม่เป็นที่ปรึกษา และเป็นผู้ช่วยที่สำคัญที่สุด “เราลงมือทำด้วยกันหมดทุกขั้นตอน เมนหลักในการปลูกผักคือพ่อกับแม่ หน้าที่ของเราคือการนำความรู้มาประยุกต์ใช้กับการทำแปลงผัก เราทำให้แปลงผักมันมีชีวิตชีวามากขึ้น มีดีไซน์น่ามองมากขึ้นด้วยการออกแบบของเรา”

วิโรจน์ ฉิมมี ในวันที่กลับคืนสู่ ‘บ้าน’

 

จากทำแปลงผัก ปรับปรุงแผงผัก ทำสวนส่วนผสมทั้งผักและผลไม้ วิโรจน์ก็เริ่มปลูกบ้านอีกสามหลังเพื่อทำฟาร์มสเตย์ เมื่อทำได้สำเร็จก็เริ่มมีคนสนใจเข้ามาพัก มาใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ “พวกเขาเลือกที่จะมาพักผ่อน ในขณะเดียวกันก็มาปลูกผักร่วมกับเรา ทำอาหารกินเองร่วมกับเรา ตกค่ำก็มานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน ถือว่าพวกเขาเหล่านี้เดินทางเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา ทำให้ครอบครัวเราไม่เหงาเลย เป็นอะไรที่น่ารักมากๆ”

วิโรจน์เผยว่า เขาดีใจที่เขาตัดสินใจลาออกจากงานแล้วกลับมาบ้าน มาทำสิ่งที่ดีร่วมกับครอบครัว “มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะเรารู้ว่าที่บ้านของเรามีอะไรดีบ้าง เราสามารถพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้มันดีขึ้นมาได้ ที่สำคัญคือ เราไม่รู้ว่าคนในครอบครัวจะหายจากเราไปวันไหน การได้กลับมาอยู่กับครอบครัว มาดูแลคนที่เรารักและรักเรา มันทำให้เรามีความสุขมากกว่าอยู่ห่างไกลกัน มากกว่าใช้ชีวิตให้ผู้อื่น แต่ไม่ได้ให้กับเราและครอบครัวเรา”

จากสถาปนิกมาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว วันนี้วิโรจน์ได้ค้นพบความสุขอย่างแท้จริง เป็นความสุขที่ได้อยู่กับพื้นที่สีเขียว ได้อยู่กับอากาศที่ดี ได้อยู่กับคนที่เรารัก ทำให้สุขภาพกายใจดีที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในโลก

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ