
ช่องว่างระหว่างเก้าอี้
เดี๋ยวนี้เวลาไปไหนในกรุงเทพมหานครก็ต้องเลือกใช้บริการรถไฟลอยฟ้าหรือรถไฟใต้ดินมาเป็นอันดับหนึ่งก่อนการเดินทางด้วยวิธีอื่น
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
เดี๋ยวนี้เวลาไปไหนในกรุงเทพมหานครก็ต้องเลือกใช้บริการรถไฟลอยฟ้าหรือรถไฟใต้ดินมาเป็นอันดับหนึ่งก่อนการเดินทางด้วยวิธีอื่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเดี๋ยวนี้การจราจรในเมืองหลวงของเราๆ ทุกคนสาหัสเหลือเกิน
บางทีเผื่อเวลาการเดินทางแล้วประมาณ 2 ชั่วโมงก็ยังไม่พอ ความเร็วบนท้องถนนในชั่วโมงเร่งด่วน ถ้าใครขับรถหรือนั่งรถเมล์ไปทำงานย่อมทราบดีว่าไม่น่าจะเกิน 20 กม./ชั่วโมง
แม้ว่าในช่วงหลายปีมานี้ เส้นทางรถไฟลอยฟ้าจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น แต่รถยังติดอยู่เหมือนเดิม ปริมาณรถยนต์ในท้องถนนไม่ได้ลดลง คิดว่าน่าจะเป็นความเคยชินของเจ้าของรถ
ในเมื่อตัวเองมีรถส่วนตัวแล้ว เรื่องอะไรจะไปนั่งรถเมล์ หรือรถไฟ เบียดเสียดกับคนอื่นอีก สู้ยอมตื่นแหกขี้ตาตื่นเช้าให้เร็วขึ้นอีกสัก 1-2 ชั่วโมง เพื่อแลกกับการขับรถไป
ทำงานดีกว่า
พูดถึงเรื่องรถไฟฟ้าทั้งลอยฟ้าและใต้ดินแล้ว มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและคิดว่าน่าจะมีหลายคนที่เห็นเหมือนกัน คือ การเกิดปรากฏการณ์ที่ผู้โดยสารนั่งเก้าอี้เว้นระยะห่างกันหนึ่งเก้าอี้ ยกเว้นถ้าเป็นชั่วโมงเร่งด่วนก็จะนั่งติดกันตามปกติโดยเลี่ยงไม่ได้
ถ้าผมจำไม่ผิดเก้าอี้รถไฟฟ้าแถวหนึ่งจะมีประมาณ 6-7 ตัว ผู้โดยสารส่วนใหญ่ก็ชอบที่จะนั่งแบบเว้นช่องว่างเอาไว้ บางทีใครมีน้ำใจเห็นผู้โดยสารที่มาเป็นคู่ก็เขยิบที่นั่งให้เพื่อที่ให้ผู้โดยสารคู่นั้นได้นั่งด้วยกัน ไม่ต้องนั่งแยกจากกัน แต่ก็มีนะครับที่บางคนไม่ได้ให้ความสนใจ ปล่อยให้ผู้โดยสารที่ควงมาเป็นคู่ต้องนั่งแยกกัน
ผมมองโลกในแง่ดีครับ คงไม่ได้เป็นมาตรการตอบโต้คนมีคู่ของคนโสดหรอก ฮ่า ฮ่า ฮ่า เพราะเป็นสิทธิของผู้โดยสารทุกคนหลังจากเสียเงินแลกกับบริการสาธารณะ เหมือนกับป้ายที่บอกว่า “โปรดเอื้อเฟื้อแก่ เด็ก สตรี คนชรา และสตรีมีครรภ์” ซึ่งไม่ได้มีสภาพบังคับทางกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของสปิริต ใครจะนั่งโดยไม่ลุกให้สตรีมีครรภ์ หรือคน
ชรา ที่ยืนขาสั่นอยู่ตรงหน้า ตำรวจก็ไม่สามารถลากตัวท่านเข้าคุกได้
เข้าใจว่าที่คนชอบเว้นช่องว่างระหว่างเก้าอี้เอาไว้นั้นส่วนหนึ่งต้องการความเป็นส่วนตัวท่ามกลางความไม่เป็นส่วนตัว เดี๋ยวนี้เวลาใครอยู่บนรถไฟฟ้าก็ต้องควักสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตขึ้นมาสไลด์ดูโน่นดูนี่ และด้วยความที่เป็นหน้าจอคมชัดระดับ HD ย่อมทำให้คนนั่งข้างชำเลืองเห็นความเป็นส่วนตัวได้ เลยต้องเอาตัวรอดด้วยการเว้นระยะห่างเอาไว้
เรื่องช่องว่างระหว่างเก้าอี้ ผมคิดว่ากำลังจะสะท้อนอารมณ์ของคนในสังคมบางประการ กล่าวคือ ภายใต้ความเป็นส่วนตัวย่อมหมายถึงการสร้างระยะห่างทางสังคมของคนในเมืองที่ถ่างออกไปมากขึ้นทุกที
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีสมัยนี้ทำให้คนไกลอยู่ใกล้กันมากขึ้น แล้วก็ทำให้คนที่อยู่ใกล้กันห่างกันมากขึ้นได้เช่นกัน
มีหลายต่อหลายครั้งที่เห็นคนมาด้วยกัน พอนั่งลงบนเก้าอี้ปุ๊บไม่ว่าจะนั่งแบบเว้นระยะห่างหรือไม่ก็จะต้องหยิบโทรศัพท์ออกมาดูปั๊บ ผิดกับชาวต่างชาติที่มักจะใช้เวลาบนรถไฟสนทนากัน ซึ่งบางทีคิดว่าการที่ได้ใช้เวลาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบางเรื่องน่าจะช่วยให้กระชับความสัมพันธ์ได้ดีขึ้น
แต่ก็อีกนั่นแหละ จะต่างคนต่างอยู่มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย เพียงแต่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ผมสังเกตเห็นและนำมาแชร์เท่านั้น
ผมมองว่าคงจะไม่ดีแน่ถ้าคนข้างกายของใครเอาแต่เล่นโทรศัพท์อย่างเดียวโดยไม่สนใจอย่างอื่น เพราะการมองข้ามกันและสร้างระยะห่างในวันนี้ อาจเป็นบ่อเกิดของปัญหาอย่างที่เราคาดไม่ถึงในวันหน้าก็ได้







