posttoday
เปลี่ยนความชอบให้เป็นธุรกิจที่ใช่

เปลี่ยนความชอบให้เป็นธุรกิจที่ใช่

24 พฤศจิกายน 2558

คนเราย่อมต้องมีความชอบหรือความหลงใหล (Passion) ในเรื่องอะไรสักอย่างกันทั้งนั้น ยิ่งถ้ามีไอเดียบรรเจิดในการต่อยอดให้ความชอบเหล่านั้นกลายเป็นธุรกิจได้

โดย...ภาดนุ ภาพ แอล เมน ไทยแลนด์/คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คนเราย่อมต้องมีความชอบหรือความหลงใหล (Passion) ในเรื่องอะไรสักอย่างกันทั้งนั้น ยิ่งถ้ามีไอเดียบรรเจิดในการต่อยอดให้ความชอบเหล่านั้นกลายเป็นธุรกิจได้ คุณจะกลายเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตาและน่าเอาเป็นแบบอย่าง เหมือนกับ 4 หนุ่มเหล่านี้ที่ผันความชอบและความหลงใหลให้กลายเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

ธุรกิจจากไอเดียของเด็กติดเกม

นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นักธุรกิจหนุ่มวัย 39 ปี ที่คร่ำหวอดในวงการอี-คอมเมิร์ซไทยมานานถึง 15 ปี จากเด็กที่หลงใหลและได้ชื่อว่าติดเกมขนาดหนัก แต่วันหนึ่งเขากลับปิ๊งไอเดียในการทำธุรกิจขายของมือสองบนออนไลน์ โดยก่อตั้งเว็บไซต์ Thaisecondhand.com และ Tarad.com ขึ้นมา ก่อนจะสร้างตำนานด้วยการนำ Tarad.com ไปร่วมทุนกับ Rakuten บริษัทอี-คอมเมิร์ซจากญี่ปุ่นที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก

“ปัจจุบันนี้ผมก่อตั้ง Efrastructure ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและระบบออนไลน์ครบวงจรที่ตอนนี้มีมูลค่า 500 ล้านบาท ผมตั้งเป้าหมายไว้ว่าอยากให้บริษัทเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนและเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2563 ให้ได้ จุดเริ่มต้นของอีฟราสตรักเจอร์ เริ่มจากตอนที่ผมขายหุ้น Tarad.com จำนวน 67% ให้กับบริษัท Rakuten เมื่อหลายปีก่อน

ตอนนั้นตลาดอี-คอมเมิร์ซเริ่มแข่งขันกันสูงมาก แต่ละรายจึงต้องการระบบที่ช่วยซัพพอร์ต ผมเลยคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะอยู่กับเขาได้โดยไม่ต้องไปแข่งกับเขา แต่โตไปพร้อมกันได้เลย เพราะต่อไปใครที่คิดจะทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซก็ต้องมาใช้บริการของเรา เพราะธุรกิจอี-คอมเมิร์ซโตแน่ ตอนนี้เราจึงมี 7 บริษัทย่อยในเครือ เช่น Pay Solutions ทำเรื่องธุรกรรมการเงินออนไลน์ และ Zocial, Inc. ทำเรื่องวิเคราะห์ข้อมูลออนไลน์ เป็นต้น”

ภาวุธ บอกว่า ตอนนี้ตลาดอี-คอมเมิร์ซของไทยใหญ่ขึ้นมาก เพราะยุคนี้เป็นยุคของโมบาย คอมเมิร์ซ ที่คนมักซื้อของผ่านสมาร์ทโฟน และกำลังจะก้าวสู่ยุคอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ ที่อุปกรณ์ต่างๆ พูดคุยกันได้ เครื่องซักผ้าจะสั่งผงซักฟอกได้อัตโนมัติทันทีที่หมด หรือแค่เราเดินๆ แล้วระบบตรวจพบว่ากำลังขาดน้ำ โฆษณาเครื่องดื่มก็จะโผล่มาทันที ต่อไปคนจะไม่ต้องเข้ามาหาของ แต่ของจะเป็นฝ่ายมาหาคนเอง ข้อมูลร่างกายก็จะถูกส่งไปวิเคราะห์บนคลาวด์แล้วข้อมูลเหล่านี้จะถูกอี-คอมเมิร์ซวิเคราะห์อีกที

“จะเห็นว่าแนวโน้มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซทั่วโลกช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้นเปิดกว้างขึ้นแบบไร้พรมแดน แต่ผมก็เป็นห่วงเหมือนกันว่าผู้ประกอบการไทยจะปรับตัวกันไม่ทัน ผมว่าต่อไปธุรกิจอินเทอร์เน็ตจะผูกขาดครอบคลุมทั้งโลก ที่บอกว่าตลาดออนไลน์ไทยโตมากเลย แต่เงินไปอยู่ไหน พอลองไปดู Top 5 Spenders เช่น กูเกิล เฟซบุ๊ก ไลน์ ก็รู้เลยว่าเงินไม่ลงที่ไทยเลย ออกต่างประเทศหมด เรายังไม่มีธุรกิจออนไลน์ที่ได้เงินจริงจังเลยละ”

ภาวุธ เสริมว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้เริ่มธุรกิจออนไลน์ในบ้านเราโตช้าก็คือ ไอเดียธุรกิจนั้นๆ อยู่แต่ในไทยอย่างเดียว คนไทยชอบทำอะไรซ้ำกัน เปิดเว็บออนไลน์คล้ายกัน นวัตกรรมหรือความคิดสร้างสรรค์จึงไม่ต่างจากคนอื่น

“อุปสรรคอีกอย่างคือเรื่องเงินทุน เนื่องจากการสนับสนุนของเราสู้ต่างประเทศไม่ได้ เช่น ในสิงคโปร์ ถ้าไอเดียดี นำเสนอแล้วผ่าน บริษัทต่างชาติมากมายก็พร้อมที่จะให้เงินลงทุนเลย แต่เมืองไทยเป็นตลาดที่ 2 ที่ 3 ที่เขามอง สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการขาดแพสชั่น คนที่เริ่มทำธุรกิจออนไลน์ต้องมีแพสชั่น ต้องมีฝัน ต้องรัก และพร้อมที่จะลงมือทำ ต้องกล้าที่จะลอง บางครั้งคนไทยเจออุปสรรคแล้วมักจะถอย”

ภาวุธ ทิ้งท้ายว่า ก่อนจะประสบความสำเร็จตัวเขาก็ทำธุรกิจเจ๊งมาเยอะ จึงอยากแนะนำนักธุรกิจรุ่นใหม่ว่า อย่ามัวแต่คิดกลัวโน่นกลัวนี่ อย่ากลัวความผิดพลาด ถ้าไม่ทำก็ไม่มีประสบการณ์ อย่างตัวเขาเวลาทำธุรกิจเจ๊ง เขาไม่เคยเสียใจ แต่จะเก็บไว้เป็นบทเรียนว่าจะไม่ทำพลาดอีก

อาชีพเท่ๆ ทำเงินมหาศาล

เวลาที่เราดูคอนเสิร์ต นอกเหนือจากเสียงเพลงและการแสดงของศิลปินแล้ว แสง สี และรูปแบบเวทีก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้แต่ละโชว์สมบูรณ์แบบและน่าประทับใจ และชายหนุ่มวัย 40 ปี พล หุยประเสริฐ ผู้นี้แหละที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น

“จากตอนเด็กๆ ที่ผมชอบฟัง ชอบเล่นดนตรี และชอบดูคอนเสิร์ตมากๆ แต่เมื่อโตขึ้นผมกลับเลือกเรียนด้านการออกแบบ โดยเรียนจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้ผมมีพื้นฐานในการออกแบบเป็นทุนเดิม พอจบมาผมไม่เคยทำงานประจำ แต่เริ่มตั้งบริษัท H.U.I. ซึ่งเป็นธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ ดีไซน์ หรือการออกแบบเวที แสง สี เสียง ในคอนเสิร์ตต่างๆ โดยใช้วิชาออกแบบที่เรียนมาเป็นแรงบันดาลใจร่วมด้วย

ที่ผ่านมาผมเคยทำคอนเสิร์ตกว่า 150 โชว์ ให้ศิลปินชื่อดังทั่วฟ้าเมืองไทยจนสร้างรายได้มหาศาล งานหลักของผมก็คือการสร้างอารมณ์ร่วมให้คนดูรู้สึกคล้อยตาม ความยากของมันคือต้องเข้าใจอารมณ์ของคนดู ว่ามาดูคอนเสิร์ตแล้วเขาต้องการอะไร เราต้องรู้ด้วยว่าศิลปินอยากพูดอะไร คนดูจริงๆ แล้วอยากดูอะไร เช่น ถ้าเรามีเวลากับคอนเสิร์ตนี้ 3 ชั่วโมง เราต้องรู้ว่าศิลปินก็จะมีเวลาอยู่กับคนดู 3 ชั่วโมง เราจึงต้องมีหน้าที่บริหารเวลาและบริหารอารมณ์ของคนดูในแต่ละช่วงด้วย ช่วงไหนควรสนุก ช่วงไหนควรเศร้า คนดูต้องร้องไห้ ยิ่งช่วงท้ายถ้าพีกอารมณ์คนดูได้ก็จะยิ่งดี”

พล บอกว่า ทุกครั้งที่มีเทปบันทึกการแสดงสดคอนเสิร์ตที่เขาทำ เขาจะไม่ย้อนกลับไปดูมันอีก เพราะจะทำให้เขาเห็นข้อผิดพลาดเต็มไปหมด…“ผมเป็นพวกเพอร์เฟกชั่นนิสม์ ทุกคนในวงการจะไม่ถามเลยว่างานที่ผ่านมา ผมชอบมั้ย? ซึ่งผมจะตอบกลับทันทีว่าไม่ชอบ ถามยังไงผมก็ไม่เคยพอใจ อาจเป็นนิสัยที่ดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ ถ้าผมรู้สึกว่ามันยังไม่ดี แสดงว่าผมรู้ว่ามันจะดีขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร ในขณะที่ถ้าผมเห็นงานแล้วรู้สึกว่าผมติไม่ได้เลย นั่นแสดงว่าผมมีปัญหาแล้ว ผมไม่สามารถทำงานให้ดีกว่างานที่มีอยู่ในตลาดได้”

พล เสริมว่า การทำงานออกแบบคอนเสิร์ตของต่างประเทศนั้น ทุกอย่างเกิดจากกระบวนการทำงานที่แตกต่างกัน พวกเขาสามารถซ้อมแล้วซ้อมอีกจนแม่น แล้วจึงเอางานไปขายได้ แต่ตลาดที่บ้านเราไม่เป็นแบบนั้น เราทำงานกันแบบครั้งต่อครั้งเสร็จแล้วทิ้งเลย ดังนั้นระหว่างทางเราจึงทดลองอะไรมากไม่ได้

“ขอยกตัวอย่างทัวร์คอนเสิร์ตของบอดี้สแลม ‘ดัม-มะ-ชาติ’ ซึ่งเป็นทัวร์แรกที่มีมาตรฐานเหมือนกันในทุกที่ที่ไป ผมทดลองแล้ว ทุกอย่างเป๊ะมาก แต่ในแง่ของธุรกิจมันก็ไปไม่รอด ต้องไปว่ากันใหม่ หากในอนาคตศิลปินพร้อมใจกันสร้างงานให้เป็นมาตรฐาน การออกแบบคอนเสิร์ตของเราก็อาจดีเทียบเท่าของต่างประเทศได้ แต่ศิลปินอาจต้องยอมลดรายได้เล่นตามผับให้น้อยลง ทำทัวร์คอนเสิร์ตอย่างเดียวเหมือนที่ฝรั่งเขาทำกัน ถ้าทำได้ระบบธุรกิจดนตรีก็จะเปลี่ยนไปทันที”

พล ทิ้งท้ายว่า ใน 1 ปีที่ผ่านมา เขาทำมากว่า 10 คอนเสิร์ต ซึ่งพอทำงานเยอะๆ แล้วมันต้องใช้พลังในการคิดสูงมาก เขาจึงคิดว่าในปีหน้าเขาคงจะเริ่มถ่ายทอดวิชาให้กับน้องๆ รุ่นใหม่ได้ลองทำดูบ้าง

ออกกำลังกายผ่านเว็บไซต์ เทรนด์ใหม่คนรักสุขภาพ

ฟ้าใส พึ่งอุดม หนุ่มหล่อหุ่นล่ำวัย 29 ปี จากแพสชั่นที่รักการออกกำลังกายแล้วอัพภาพลงไอจีและเว็บไซต์ ตอนนี้เขาได้กลายเป็นไอดอลที่คนรุ่นใหม่ ซึ่งรักการออกกำลังกายรู้จักกันดี ฟ้าใสจึงเปลี่ยนความคลั่งไคล้นี้ไปสู่การขยายธุรกิจสอนออกกำลังกายผ่านเว็บไซต์ ธุรกิจขนมเพื่อสุขภาพ “ฟิตยัม” และเปิดช่อง Fitjunctions.com บนยูทูบเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับฟิตเนสจนมีคนติดตามเป็นแสน

“ผมเป็นคนที่หลงใหลการออกกำลังกายมานาน มันจึงเป็นแรงบันดาลใจและสิ่งกระตุ้นให้ผมมองเห็นช่องทางการทำธุรกิจเกี่ยวกับการออกกำลังกายและทุ่มเทกับมันอย่างไม่ลดละ เริ่มจากเปิดฟิตจังก์ชั่น (Fit Junctions) หรือฟิตเนสเพื่อรับเทรนลูกค้าและเทรนเนอร์ก่อนเป็นอันดับแรก โดยใช้สังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือสร้างการรับรู้ เพราะมีต้นทุนน้อย แถมกลุ่มเป้าหมายยังเป็นคนรุ่นใหม่ที่นิยมเสพข้อมูลข่าวสารผ่านอุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้”

ฟ้าใส บอกว่า แม้ธุรกิจรับเทรนออกกำลังกายจะมีคู่แข่งเยอะก็จริง แต่จุดเด่นของธุรกิจของเขาก็คือ การให้ความสำคัญกับความแตกต่างของเนื้อหา วิธีการนำเสนอ ตลอดจนช่องทางที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายจริงๆ ซึ่งฟิตจังก์ชั่นจะเน้นเรื่องการออกกำลังกายที่สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตจริงได้ พร้อมทั้งผสมเรื่องการพัฒนาตัวเองเข้าไปให้ลูกค้า โดยเพิ่มช่องทางใหม่ๆ อย่างยูทูบเข้าไปด้วย จนตอนนี้ก็ได้รับฟีดแบ็กที่ดี มีผู้สนใจเข้ามาเสียค่าลงทะเบียนเรียนผ่านออนไลน์พอสมควร

“การทำธุรกิจบนสังคมออนไลน์ไม่ง่าย ต้องอาศัยแพสชั่น ความทุ่มเท ไม่ว่างานนั้นจะยากแค่ไหน ต้องเจอกับคู่แข่งกี่ราย คุณก็ต้องทำด้วยความสุขและใช้พลังฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้ ตรงกันข้ามถ้าคุณเป็นประเภทที่ทำธุรกิจด้วยการวิเคราะห์ว่าอะไรน่าจะดี แล้วลงทุนในธุรกิจนั้น คุณก็จะพบกับความเบื่อหน่ายและเลิกกิจการไปในที่สุด

อย่างช่วงแรกที่ผมเริ่มเป็นเน็ตไอดอลของการเล่นกล้าม ผมได้สร้างโลกอีกใบของตัวเองที่มีแต่ความสมบูรณ์แบบขึ้นมา เวลาจะลงรูปในออนไลน์ก็ต้องดูดีเท่านั้นถึงจะลงได้ พอนานวันความคิดนี้ก็ลุกลามไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งที่จริงแล้วชีวิตจริงเราไม่ต้องดูดีเสมอไปเราก็มีความสุขได้ เพียงแต่บาลานซ์ชีวิตให้ดีก็พอ คิดได้แบบนั้นผมจึงปรับการนำเสนอเนื้อหาแบบที่คนทั่วไปเป็นได้ โดยเสริมวิธีการและเทคนิคที่ทำให้เขาสามารถรักษาสมดุลระหว่างการใช้ชีวิต การออกกำลังกาย และความสุขให้ไปด้วยกันได้”

ฟ้าใส ทิ้งท้ายว่า ในอนาคตอันใกล้เขาตั้งเป้าหมายไว้ว่าอยากผลักดันให้ช่องฟิตจังก์ชั่นบนยูทูบเป็นสื่อหลักที่มีคนติดตามมากขึ้น พร้อมทั้งผลิตรายการใหม่ๆ ที่มีเนื้อหาหลากหลายและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

เรื่องช็อป-เรื่องช่วยคน เรื่องเดียวกัน

เรื่องช็อปปิ้งกับเรื่องช่วยคนอื่น ไม่น่าจะเป็นหัวข้อที่ไปด้วยกันได้สักเท่าไหร่ แต่การเกิดขึ้นของโซเชียล กิฟเวอร์ หรือธุรกิจเพื่อสังคม ดูเหมือนจะทำให้เรื่องช็อปปิ้งกับเรื่องช่วยคนไปด้วยกันได้ ซึ่ง อาชว์ วงศ์จินดาเวศย์ นักธุรกิจหนุ่มวัย 28 ปี เจ้าของเว็บไซต์ Socialgiver.com เป็นผู้สร้างธุรกิจใหม่นี้ขึ้นมา

“ผมก่อตั้งเว็บไซต์ Socialgiver.com ขึ้นมาพร้อมกับแนวคิดใหม่ที่จะช่วยระดมทุนให้กับโครงการเพื่อสังคมและมูลนิธิต่างๆ ซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะ เนื่องมาจากตัวผมเองเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือสังคมเท่าที่สามารถจะช่วยได้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise (SE) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีจุดประสงค์เกี่ยวกับเรื่อง CSR โดยสมบูรณ์แบบ แต่ใช้กลยุทธ์และรูปแบบธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศอังกฤษมาแล้ว โดยแนวคิดในการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการเช่นนี้ กำลังเป็นที่สนใจและถูกนำไปใช้ในหลายประเทศ ดังนั้น การก่อตั้งเว็บไซต์ Socialgiver.com จึงเป็นเสมือนช่องทางให้คนไทยสามารถทำความดีได้ง่ายขึ้นและบ่อยขึ้น ผ่านพฤติกรรมการบริโภคที่พวกเขาคุ้นเคยในชีวิตประจำวันกันอยู่แล้ว”

อาชว์ อธิบายว่า เว็บไซต์ Socialgiver.com เป็นพื้นที่ออนไลน์ส่วนกลางให้ทุกคนสามารถเข้ามาเลือกซื้อสินค้าต่างๆ และบริการจากกิจการชั้นนำในเว็บไซต์นี้ ที่บริจาคผ่านมูลนิธิบูรณะชนบทเข้ามา ซึ่งรายได้หรือผลประกอบการจากการซื้อนั้นจะนำไปสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมและมูลนิธิต่างๆ ที่ผู้ซื้อสามารถเลือกเองได้ โดยทุกๆ โครงการที่คัดเลือกมาล้วนมีความหลากหลายและสร้างสรรค์ ทั้งในเรื่องการศึกษา สัตว์และสิ่งแวดล้อม คนพิการ และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับผู้ซื้อว่าจะเลือกสนับสนุนโครงการไหน

“ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า หากเรามีความฝันที่อยากอยู่ในสังคมที่ดีขึ้น เราเองก็ต้องสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมให้มากขึ้นด้วย และเมื่อทุกคนร่วมมือกัน สังคมก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นแน่นอน” นักธุรกิจหนุ่ม กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ