
พระเจ้าผู้สร้างโลก
หลังจากที่พระเจ้าสร้างโลกที่เต็มไปด้วยภูเขา ทะเล ต้นไม้ แม่น้ำ ฝูงสัตว์ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ขึ้น
โดย...ดำรงค์ พิณคุณ ภาพ เอเอฟพี
หลังจากที่พระเจ้าสร้างโลกที่เต็มไปด้วยภูเขา ทะเล ต้นไม้ แม่น้ำ ฝูงสัตว์ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ขึ้น
พระเจ้าก็ทรงสร้างดวงอาทิตย์ กับ ดวงจันทร์ขึ้น
ในอดีตกาลที่นานแสนนาน พระเจ้าไม่ได้สร้างโลกให้มีกลางวัน กับ กลางคืน
แต่ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา คือ ดวงอาทิตย์แห่งความร้อน และ ดวงจันทร์แห่งความเย็น
ซึ่งทั้งสองจะต้องอยู่คู่กันบนท้องฟ้า คนละฝั่งกัน ทำให้โลกนี้ด้านหนึ่งเป็นแสงสว่าง อีกด้านหนึ่งจะมืด ส่วนตรงกลางจะเป็นสีเทาที่อบอุ่น
เวลาผ่านไปหลายล้านปี พระเจ้าต้องการสร้างสิ่งมีชีวิตแบบใหม่ขึ้น เพราะพระเจ้าอยากให้โลกมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง พระเจ้าจึงสร้างสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์” ขึ้นมา
มนุษย์ถูกสร้างให้มีสมองส่วนหน้าในการจินตนาการ
หากใครเป็นคนคิดดี สิ่งที่จินตนาการออกมาจะเป็น “สิ่งดี”
หากใครคิดร้าย สิ่งที่จินตนาการออกมาจะเป็น “สิ่งชั่วร้ายเสมอ”
เมื่อเวลาผ่านไป 1 ล้านปีบนโลกใบนี้ พระเจ้ากลับมาดูอีกครั้ง
พระเจ้าทรงเห็นว่า พวกมนุษย์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาได้อย่างดี เพื่อประทังชีวิต
สิ่งแรกที่พระเจ้าเห็น คือ มนุษย์รู้จักส่งเสียงโทนต่างๆ ออกมาคุยกันเป็น “ภาษา” ซึ่งสัตว์ชนิดต่างๆ ทำไม่ได้
สิ่งที่สองที่ท่านประทับใจ คือ มนุษย์รู้จักนำก้อนหินแหลมๆ มามัดไว้ที่ปลายท่อนไม้ แล้วใช้เถาวัลย์ที่แห้งแล้วมามัดให้ติดกัน กลายเป็น “อาวุธ” ในการล่าสัตว์อื่นๆ นำมาเป็นอาหาร
สิ่งที่สามที่ท่านทรงโปรดปราน คือ มนุษย์อยู่รวมกันเป็นกลุ่มโดยคนที่มีพลังมากที่สุด มักจะได้เป็นผู้นำในกลุ่มต่างๆ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง หรือเรียกว่า “สัตว์สังคม”
พระเจ้าทรงอุทานออกมาดังๆ ว่า... “สมองส่วนหน้าที่ใช้จินตนาการนี่ ทำให้พวกเขาสร้างสรรค์ได้ดีขนาดนี้เชียวหรือ...ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า”
พระเจ้าทรงมีความสุขกับสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา
เวลาผ่านไปอีก 1 ล้านปี
พระเจ้าก็กลับมาดูผลงานของตนเองอีกครั้ง
ท่านแทบไม่เชื่อสายตาตนเองว่า...
สิ่งที่ท่านเห็นนั้นกลับกลายเป็นตรงกันข้าม
สิ่งที่ท่านเคยประทับใจสิ่งแรก คือ “ภาษา” เพราะมนุษย์ใช้สื่อสารกันได้อย่างดี ทั้งพูด อ่าน เขียน
แต่เหล่าพวกมนุษย์กลับใช้มันในการเขียนด่ากัน พูดจาหยาบคาย ชอบฟังคนนินทาว่าร้ายกัน
สิ่งที่สองที่พระเจ้าเคยประทับใจ คือ “อาวุธ” เพราะมนุษย์พัฒนาเพื่อการล่าสัตว์
แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานมาก มนุษย์กลับสร้างอาวุธเพื่อมาเข่นฆ่ากันเอง ทำร้ายร่างกายกัน
มนุษย์สร้างปืน สร้างระเบิด สร้างระเบิดไดนาไมต์ ระเบิดนิวเคลียร์ อาวุธเชื้อโรค ที่มาทำร้ายเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกันเอง
สิ่งที่สามที่พระเจ้าเคยโปรดปราน คือ การอยู่กันเป็นกลุ่ม เป็น “สังคม”
กลายเป็นการพัฒนาไปในทางที่ผิด แบ่งแยกเชื้อชาติ แบ่งแยกหมู่เหล่าตามสีผิว
ส่วนบางกลุ่มมีผิวสีเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน กลับแบ่งแยกเป็น สองฝ่าย สามฝ่าย หรือสิบฝ่าย
เพื่อแย่งอาณาเขต แย่งทรัพย์สินเงินทอง แย่งสมบัติ แย่งอำนาจการปกครอง
พระเจ้าทรงพิโรธ จากการกระทำของมนุษย์
พระเจ้าทรงตรัสว่า “ต่อไปนี้ข้าจะไม่ให้พวกเจ้าอยู่กันอย่างสงบสุข”
พระเจ้าทรงแยกดวงอาทิตย์ กับ ดวงจันทร์ออกจากกัน
เมื่อมีดวงอาทิตย์ขึ้น สิ่งที่โลกนี้ได้รับ คือ ความร้อน และ ความสว่าง
เมื่อมีดวงจันทร์ขึ้น สิ่งที่โลกได้รับ คือ ความมืด และ ความหนาวเหน็บ
พระเจ้าทรงตรัสว่า... “ข้าจะแยกความอบอุ่นออกจากพวกเจ้า เพราะสิ่งที่ดีที่ข้ามอบให้ คือ ความอบอุ่นที่อยู่ตรงกลางระหว่าง ดวงอาทิตย์ กับ ดวงจันทร์ แต่เมื่อพวกเจ้ามีความอบอุ่นแล้ว พวกเจ้ากลับทะเลาะกันเอง เข่นฆ่ากันเอง ดังนั้นข้าจะทำลายความอบอุ่นที่อยู่ตรงกลางออกไป ให้โลกนี้มีความมืด และ ความสว่างสลับกันไปทุกวัน”
เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง มนุษย์ได้รู้จักการกอดกันมากขึ้น เพื่อถ่ายเทความอบอุ่น
มนุษย์รู้จักสร้างไฟในยามค่ำคืน เพื่อให้เกิดแสงสว่าง กระทั่งมีมนุษย์อัจฉริยะสร้างหลอดไฟขึ้นมาและมนุษย์อัจฉริยะอีกหลายคนช่วยกันประดิษฐ์ไฟฟ้า เครื่องปั่นไฟ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้นและอบอุ่นขึ้นในยามค่ำคืน
เวลาผ่านไปอีก 1 ล้านปี
พระเจ้ากลับมามองโลกอีกครั้ง และคาดหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้น
ปรากฏว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงเห็น คือ เมื่อสมองส่วนหน้ารู้จักประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ให้เกิดความสมดุล เช่น เมื่อหนาวเกิดไป มนุษย์ก็สร้างเครื่องทำความร้อนขึ้นมา
เมื่อร้อนเกินไป มนุษย์ก็สร้างเครื่องทำความเย็นขึ้นมา
แต่สิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นแบบไม่แตกต่างจากเดิม คือ
มนุษย์ยังด่ากัน เถียงกัน ทะเลาะกัน นินทากันเหมือนเดิม
มนุษย์ยังสร้างอาวุธขึ้นมาทำร้าย ทำลายล้างกันเหมือนเดิม
มนุษย์ยังแบ่งแยกกลุ่ม เพื่อผลประโยชน์เหมือนเดิม
พระเจ้าทรงตรัสออกมาอีกครั้งว่า... “ต่อไปนี้สิ่งของที่ใครอยากได้ อยากมี มนุษย์ที่พยายามก็จะได้มันครอบครอง เพราะสมองส่วนหน้าของพวกเจ้า ทำให้เจ้ามีจินตนาการที่ดีเลิศเกินกว่าที่ข้าคาดคิดไว้”
แต่สิ่งที่ข้าจะยึดคืนกลับไป คือ “ความสุข”
พวกเจ้าจะได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา ยกเว้น “ความสุข”
แต่ถ้ามนุษย์คนใดเลิกอยากได้ อยากมีในวัตถุ ชื่อเสียง เงินตราเมื่อไร
มนุษย์ผู้นั้นจะได้ “ความสุขกลับมา”







