posttoday
สี่สิบ

สี่สิบ

08 พฤศจิกายน 2558

ผมเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้มาถึงตอนที่ 40 แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าผมจะเขียนได้ต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้

โดย...เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข [email protected]

ผมเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้มาถึงตอนที่ 40 แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าผมจะเขียนได้ต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้

ผมมีกำหนดต้องส่งบทความล่าช้าที่สุดให้ทันเช้าวันศุกร์ เพื่อบรรณาธิการจะได้ตรวจสอบ ตีพิมพ์ให้ทันฉบับวันอาทิตย์ และผมมักส่งบทความที่เวลาเส้นตายเช้าวันศุกร์เสมอ

ผมไม่ใช่นักเขียนอาชีพ ผมเป็นเอ็นจีโอที่ทำหน้าที่ในการติดตามหาเด็กหายออกจากบ้าน งานของผมจึงอยู่ส่วนของการประสานงาน และการลงพื้นที่สืบสวน ผมเริ่มเขียนอะไรยาวๆ เป็นจริงเป็นจังครั้งแรกตอนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ตอนนั้นเป็นช่วงกำลังรอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ผมเขียนเพราะความอยากเขียน และเขียนเพราะอยากได้เงิน

ตอนนั้นผมติดการ์ตูนขายหัวเราะรายสัปดาห์ เล่มละ 10 บาท คอลัมน์แรกที่ผมต้องเปิดอ่านก่อนเมื่อจ่ายเงินซื้อมา คือเรื่องสั้น 

ผมรู้สึกว่าเรื่องสั้นในขายหัวเราะสนุกมาก มันเป็นธรรมชาติ ไม่ซับซ้อนมาก แต่มักหักมุมตอนจบ นี่คือแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมเขียนเรื่องสั้นส่งไปที่ขายหัวเราะ เป็นความสนุกที่จะได้เขียน และนึกถึงเงินค่าต้นฉบับสองพันบาทที่จะได้รับ

สี่สิบ

 

ผมคิดถึงเงินค่าเรื่องเพราะอะไร

ตอนนั้นยอมรับว่าจนมาก (ตอนนี้ก็ยังจนอยู่ 555) จึงพยายามจะหาเงินทุกวิถีทาง แถมมีเรื่องได้ใจตอนเรื่อง ม.6 เห็นประกาศในหนังสือพิมพ์ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จัดประกวดคำขวัญรณรงค์เกี่ยวกับการเป็นช่องทางในการชำระค่าบริการต่างๆ ผมส่งคำขวัญเข้าไปร่วมประกวดด้วย จำได้คร่าวๆ ว่าส่งคำขวัญประมาณว่า

“ทุกบริการ จ่ายผ่านไปรษณีย์”

หลังจากส่งคำขวัญไปก็ไม่ได้ติดตามผล จนกระทั่งวันหนึ่งมีจดหมายให้ไปรับรางวัลชมเชย รางวัลเป็นประกาศนียบัตร และเงินรางวัล 500 บาท จริงๆ ผมอยากไปรับรางวัลด้วยตัวเอง แต่คำนวณดูแล้ว ค่ารถจากบ้าน รวมค่ากินน้ำท่าอาหาร เงินรางวัลที่ได้รับอาจไม่พอด้วยซ้ำ จึงขอรับรางวัลทางไปรษณีย์แทน

นี่เป็นจุดที่ทำให้ผมได้ใจว่า งานเขียนที่ทำงานอยู่กับบ้านก็สามารถทำเงินได้ ผมรีบเอาธนาณัติที่ได้รับไปอวดพ่อกับแม่ ผมคิดว่าพ่อกับแม่ภูมิใจพอสมควรในวันนั้น ยิ่งทำให้ผมกระหยิ่มในใจว่า เราต้องทำเงินจากงานเขียนอีกในอนาคต (ผมไปเอาความมั่นใจมาจากไหนเนี่ย 555)

ก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ผมต้องการเงินสำหรับการลงทะเบียนเรียน งานเขียนที่พอจะส่งไปลงหนังสือสำหรับรับค่าต้นฉบับ จึงมีแต่ ขายหัวเราะ ที่อาจจะเปิดรับงานของนักเขียนมือใหม่ที่โนเนม และโนมันนี่อย่างผม

สี่สิบ

 

ผมนั่งคิดอยู่หลายวันว่าจะเขียนเรื่องสั้นอะไรส่งไปดี

ในชีวิตนอกจากการอ่านเรื่องสั้น ก็ยังไม่เคยลองเขียนเรื่องสั้นสักที อย่างเก่งก็เคยเขียนบทโต้วาที ความยาวประมาณ 3-4 นาที เพื่อลงแข่งขันเท่านั้น ผมตัดสินใจนึกถึงเรื่องใกล้ตัวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เรื่องราวในชีวิตของผมในตอนนั้นก็ไม่มีเรื่องอะไรมาก นอกจากเรื่องครอบครัว และเรื่องสมัยเรียนมัธยม

สุดท้ายผมเลือกจะเขียนเรื่องราวในสมัยมัธยมปลาย

“รองเท้าที่หายไป”

เป็นเรื่องราวของนักเรียนชายกลุ่มหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ในโรงเรียนวัดที่มีเด็กจากทุกสารทิศ ที่ครอบครัวส่งเข้ามาเรียนที่นี่ ปัญหาของโรงเรียนนี้ก็คือ ส่วนใหญ่จะต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียนและห้องสมุด จึงทำให้รองเท้าคู่ใหม่มักหาย โดยเฉพาะรองเท้ายอดฮิตอย่างรองเท้านันยาง

ตัวเอกของเรื่องเป็นเพื่อนของผมเอง ที่เคยถูกขโมยรองเท้าคู่ใหม่เอี่ยมไป หลังจากซื้อมาได้ไม่กี่วัน เหตุการณ์การถูกขโมยรองเท้าทำให้เขาเจ็บช้ำใจมาก ประกาศว่าตัวเองจะใส่รองเท้าคู่ใหม่ โดยไม่เสียเงินซื้ออีกต่อไป

เขากลายเป็นนักขโมยรองเท้านักเรียนคู่ใหม่ในที่สุด

ชื่อเสียงของเขาถูกพูดถึงในหมู่เพื่อนว่าเป็นโจรที่มีคุณธรรม เขาจะขโมยรองเท้าคู่ใหม่และวางคู่เก่าไว้แทนที่เสมอ ด้วยกลัวว่าเจ้าของรองเท้านั้นจะไม่มีรองเท้าใส่กลับบ้าน

ระยะหลังเขามักได้รับการไหว้วานจากเพื่อนให้จัดหารองเท้าคู่ใหม่ให้เสมอ ทุกคนเข็ดขยาดกับการซื้อรองเท้าคู่ใหม่แล้วถูกขโมย จึงใช้วิธีการนี้ในการหารองเท้า

เรื่องสั้นในขายหัวเราะมักหักมุมอยู่เสมอ ผมต้องเขียนตอนจบให้หักมุม แต่นั่นไม่ใช่เพราะผมเขียนขึ้น มันคือเรื่องจริงที่หักมุม

อยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่งขอร้องให้เขาช่วยจัดหารองเท้าให้ เพราะคู่เก่าเตะบอลจนขาดกระจุย ใส่อีกไม่ได้แล้ว ด้วยความรักเพื่อน เขารีบมุ่งตรงไปที่หน้าห้องสมุด แหล่งรวมรองเท้าที่ถูกถอดวางไว้ แต่ครั้งนี้เขาไม่มีรองเท้ามาให้เปลี่ยน เพราะของเก่าไม่อยู่ในสภาพที่ใช้การได้แล้ว

เมื่อเขาขโมยรองเท้ามาเสร็จ เขารีบเขียนชื่อเพื่อนคนนั้นลงในรองเท้า คล้ายกับสร้างตำหนิขึ้นมาใหม่ไม่ให้เจ้าของเดิมจำสภาพได้

สักพักหลังเขาเอารองเท้าคู่นี้มา มีเพื่อนคนหนึ่งเดินลากเท้ามาแต่ไกล สวมรองเท้าหนัง ไม่ใช่รองเท้านักเรียนผ้าใบแบบที่พวกเราสวมใส่กัน ได้ยินเสียงเกือกม้าดังมาพร้อมจังหวะการก้าวเท้า

พอเห็นกลุ่มเพื่อนๆ - เพื่อนคนนี้บ่นอุบว่า “รองเท้ากูหายว่ะ”

ทันใดนั้นเสียงหัวเราะดังขึ้น

ทุกคนเหมือนรู้ได้โดยทันทีว่า แท้จริงแล้วรองเท้าที่เขาขโมยมา ดันเป็นรองเท้าของเพื่อนร่วมชั้นเรียนของตัวเองที่ถอดไว้หน้าห้องสมุด...

ผมอ่านทวนต้นฉบับที่เขียนด้วยลายมือเรื่องนี้อยู่หลายรอบ นึกขำกับเรื่องราวอดีตที่ตัวเองหยิบยกมาเขียน มั่นใจว่าได้เงินค่าต้นฉบับแน่นอน

เดือนกว่าๆ ผ่านไป มีไปรษณียบัตรส่งกลับมาที่บ้าน ผู้ส่งคือหนังสือขายหัวเราะ ข้อความไม่ได้เขียนหรือพิมพ์ แต่เป็นตราปั๊ม ระบุข้อความว่า “เรื่องสั้นของคุณเป็นเรื่องที่ดี แต่กองบรรณาธิการเห็นว่ายังไม่ผ่านการพิจารณา ขอให้ฝึกฝนและลองส่งมาร่วมสนุกกันใหม่”

นั่นคือก้าวแรกในการเขียนเรื่องสั้นขนาดยาวของผม จนถึงวันนี้ผมเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้กว่า 40 ตอนแล้ว หวังว่าคงจะผ่านการพิจารณาจากท่านผู้อ่านบ้าง ไม่มากก็น้อย...

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ