
แนะทำธุรกิจ ‘เอสเอ็มอี’ ต้องสร้างความต่าง-ปรับตัวเร็ว
ข่าวสารเศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หากใครได้ยินได้ฟังก็จะทราบดี หรือบางคนก็สัมผัสได้ด้วยตัวเองว่า
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
ข่าวสารเศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หากใครได้ยินได้ฟังก็จะทราบดี หรือบางคนก็สัมผัสได้ด้วยตัวเองว่า เศรษฐกิจฝืดเคือง วัดจากเงินในกระเป๋าที่ลดลงไปซะเฉยๆ โอเคเงินเดือนอาจจะไม่ลด แต่รายได้เสริมที่ได้ประจำจนกลายเป็นรายได้หลัก เช่น ค่าล่วงเวลา ค่านายหน้า หรือเงินสวัสดิการส่วนเพิ่มจากองค์กร ลดลง กระทบกับการใช้ชีวิต ต้องประหยัดกันมากๆ
สำนักวิจัย นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ ต่างประสานเสียงพร้อมกันว่า วิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้ ผู้ถูกกระทบไม่ใช่ธุรกิจใหญ่ๆ เหมือนอย่างต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 แต่กลุ่มที่เดือดร้อนแท้จริง คือ ผู้มีรายได้น้อย ที่มีหนี้ครัวเรือนสูง ไม่มีกำลังจับจ่ายใช้สอย กระทบไปยังธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่สายป่านสั้น
อีกสิ่งหนึ่ง ที่สะท้อนความเสี่ยงของเอสเอ็มอี ก็คือ การปล่อยกู้ของสถาบันการเงิน ที่ขณะนี้เรียกว่าแทบจะไม่มีการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีรายใหม่เลย สินเชื่อที่เติบโตขึ้นมาได้ในช่วงที่ผ่านมา ต่างเป็นสินเชื่อที่ให้แก่ลูกค้าเก่าเอาไปหมุนเวียนเพื่อประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอด ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจภายในและภายนอกที่โหมกระหน่ำ
...แต่ทำไม เอสเอ็มอี จะต้องอ่อนแอทุกรายด้วยล่ะ...
อันที่จริง ธุรกิจเอสเอ็มอี อีกจำนวนมากที่ยังแข็งแรง ค้าขายได้ตามปกติ และทำกำไรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้พิเศษกว่าเอสเอ็มอีทั่วไปอย่างไร ต้องฟังเสียงจากสถาบันการเงิน ที่เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของธุรกิจ ซึ่งน่าจะเป็นกรณีตัวอย่างให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (สตาร์ทอัพ) ได้เรียนลัดและนำไปประยุกต์ใช้
จิรัชยุติ์ อัมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายพาณิชย์ธนกิจ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เป็นอีกคนหนึ่งที่คิดว่า เอสเอ็มอีไม่ได้แย่ไปเสียหมด หากมองตลาดให้ถูก ไม่ทำอะไรเดิมๆ ซ้ำกับคนอื่น และเห็นช่องทางไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ยังไงก็อยู่รอด
ยกตัวอย่างลูกค้าเอสเอ็มอีในปัจจุบัน มีกลุ่มที่เป็นอุตสาหกรรมการเกษตรจำนวนมาก กระจายอยู่ทุกภูมิภาค ซึ่งสินค้าเกษตรกำลังเผชิญปัญหาราคาตกต่ำ ทั้งข้าว ยางพารา แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ของธนาคารยังแข็งแรงและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นอุตสาหกรรมขั้นปลาย มีกระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ
ยางพารา ในปัจจุบันราคาตกต่ำจนกระทบกับเกษตรกรชาวสวนยางในภาคใต้ แต่มีลูกค้าธนาคารในภาคใต้ ทำอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราเป็นถุงมือยาง หรือถุงยางอนามัย สามารถเพิ่มมูลค่าจากสินค้าเกษตรขั้นต้นได้มากกว่า 5 เท่า อีกทั้งความต้องการในตลาดโลกยังมีเป็นจำนวนมากอีกด้วย
ดังนั้นการปรับตัว และมองหาโอกาสใหม่ๆ ท่ามกลางวิกฤต จึงเป็นคุณสมบัติสำคัญที่เอสเอ็มอีไทยขาดไม่ได้
ขณะที่คนรุ่นใหม่ เจนเนอเรชั่น วาย ที่นิยมเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง ไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือน ต่างหันมาทำธุรกิจส่วนตัวกันมากขึ้น มีตั้งแต่เปิดร้านของตัวเองเล็กๆ และกิจการใหญ่โต กลายเป็นเอสเอ็มอีย่อมๆ
จิรัชยุติ์ มองเห็นทิศทางนี้เช่นเดียวกัน โดยเห็นได้ว่า ธุรกิจคนรุ่นใหม่มักจะเป็นแฟรนไชส์และภาคบริการ เช่น ร้านอาหาร หรือกิฟต์ช็อป ที่ไม่ต้องลงทุนสูง แต่ใช้นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มาเพิ่มมูลค่า ทำตลาดผ่านช่องทางดิจิทัล
“นักธุรกิจหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ธุรกิจที่มีโอกาสอยู่รอดและขยายตัวได้ ต้องมีความแปลก มีความโดดเด่น หาไม่ได้จากทั่วไป ไม่ใช่แค่เปิดร้านขาย แต่ต้องขายอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น หาสิ่งที่คนอื่นยังไม่ทำ”
ถ้าจะยกเคสธุรกิจหน้าใหม่ที่โดดเด่น จิรัชยุติ์ เลือกที่จะพูดถึง ร้านขนม “อาฟเตอร์ ยู” ที่แม้จะถูกลอกเลียนแบบ แต่ก็ไม่อาจทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนใจไปหาเจ้าอื่นได้ ด้วยความเป็นออริจินัล สูตรลับที่ยากจะเลียนแบบ และยังคิดค้นเมนูใหม่ๆ ออกมาให้ลูกค้าลิ้มลองอยู่เรื่อยๆ
นอกจากนี้ ถ้าคิดจะทำธุรกิจ อย่าคิดแค่ขายในประเทศ แต่ลองมองไกลเจาะลูกค้าต่างประเทศจะยิ่งดี เพราะประเทศไทยเข้าสู่การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ไม่ว่าเอสเอ็มอีรายเล็กหรือรายใหญ่ มีโอกาสทั้งสิ้น เพียงแค่หาตัวตนให้เจอ และมีสินค้าคุณภาพที่แข่งขันได้







