posttoday
ปิดฉากชีวิตคนเมือง เปิดโอกาสธุรกิจที่บ้านเกิด

ปิดฉากชีวิตคนเมือง เปิดโอกาสธุรกิจที่บ้านเกิด

07 พฤศจิกายน 2558

หากคุณเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาแสวงหาโอกาสเพื่อสร้างชีวิตใหม่ในเมืองหลวง ต้องต่อสู้ดิ้นรนอยู่กับชีวิตมนุษย์เงินเดือน

โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ

หากคุณเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาแสวงหาโอกาสเพื่อสร้างชีวิตใหม่ในเมืองหลวง ต้องต่อสู้ดิ้นรนอยู่กับชีวิตมนุษย์เงินเดือนมาจนเหนื่อยล้าแสนสาหัส แต่ชีวิตวันนี้ก็ยังไม่ได้ดีขึ้นกว่าเก่าสักเท่าไหร่ เคยบ้างไหมที่คิดจะละทิ้งชีวิตทุนนิยมในเมืองหลวง กลับสู่ท้องถิ่นบ้านเรา เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ได้เลิศหรูกับชีวิตคนทำงานในเมืองก็ตาม แต่สิ่งใดจะสำคัญเท่าใจที่เอิบอิ่มกับการได้ทำกินบนถิ่นเกิดของตัวเอง

เปลี่ยนชีวิตคนเมือง เป็นนักธุรกิจเกษตรกร

เรื่องราวความน่าสนใจของบุคคลที่หันหลังให้กับงานประจำละทิ้งการเป็นมนุษย์เงินเดือนที่พยายามเสาะแสวงหาความมั่นคง ความสมบูรณ์แบบของชีวิตท่ามกลางเมืองหลวงดินแดนศิวิไลซ์แห่งนี้ ตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการเก็บเสื้อผ้าเดินทางกลับบ้าน แสวงหาหนทางใหม่เพื่อประสบความสำเร็จในชีวิต

ชินวุฒิ ปิดทองคำ จากเด็กบ้านนอกอาศัยอยู่ที่ จ.ลพบุรี เดินทางเข้ามาในกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี สาขาเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เมื่อเรียนจบได้เข้าทำงานที่บริษัท ฟูจิฟิล์ม ทำงานแผนกกราฟฟิกอาร์ต รับหน้าที่เป็นเซลส์ ขายฟิล์ม ขายน้ำยา และเพลท ฯลฯ ทุกอย่างที่ใช้กับสิ่งพิมพ์

การเข้าทำงานบริษัทญี่ปุ่นในช่วงนั้นถือว่า เพอร์เฟกต์ เพราะรับเงินเดือน เดือนละ 3-4 หมื่นบาท และเมื่อถึงสิ้นปีมีโบนัส ค่าสวัสดิการได้เงินอีกประมาณ 1.5 แสนบาท และยังมีเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสมทบจากบริษัทอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นเงินเดือนใฝ่ฝันของใครหลายๆ คนในกรุงเทพฯ

แต่จุดพลิกผันเปลี่ยนวิธีคิดการทำงานของ ชินวุฒิ เริ่มจากเห็นลูกค้าที่เป็นโรงพิมพ์ห้องแถวขนาดเล็ก มียอดสั่งซื้อน้ำยา หมึกพิมพ์เดือนละ 1 ล้านบาท แม้จะเป็นเพียงธุรกิจเล็กๆ แต่มีความสามารถสั่งซื้อแบบที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ขณะที่โอกาสเติบโตในตำแหน่งงานดูแล้วค่อนข้างยาก ต้องฟันฝ่าหลายด้าน แถมทำงานจนไม่มีเวลาส่วนตัว จึงคิดหันเหไปทำธุรกิจที่บ้านเกิด เพราะเห็นว่า ธุรกิจการเกษตรมีมาร์เก็ตแชร์ใหญ่มาก จึงฉุกคิดขึ้นได้ว่าถ้าสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาด ปุ๋ย ยา เคมีภัณฑ์ มาได้แค่ 1% ก็ถือว่าสบายแล้ว

เขาจึงตัดสินใจลาออกจากบริษัทพร้อมกับเงินค่าสวัสดิการติดตัวมาจำนวน 2 แสนบาท เริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ จากการผลิต “น้ำส้มควันไม้” ลงทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปกว่า 1.5 แสนบาท พร้อมกับพยายามติดต่อกับเกษตรกรในพื้นที่ จ.ลพบุรี แต่ปรากฏว่าไม่มีเกษตรกรคนไหนสนใจเลยแม้แต่คนเดียว เพราะส่วนใหญ่ถูกผูกขาดจากนายทุนร้านค้าเคมีภัณฑ์การเกษตรไปหมดแล้ว ทำให้เงินลงทุนของชินวุฒิหมดลงทันที

หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนมาเป็นการทำปุ๋ยคอกปลูกข้าวในที่ดินของครอบครัวที่มีอยู่ 100 ไร่ ถัดมาไม่นานเริ่มไม่ขายข้าวให้โรงสี แต่หันมาขายข้าวเองให้กับคนชุมชน จึงเกิดเป็นความคิดว่าน่าจะผลิตข้าวได้หลายรูปแบบมากกว่านี้ จนกระทั่งมาจบลงที่ข้าวไรซ์เบอร์รี่ในที่สุด

“ตลาดข้าวไรซ์เบอร์รี่มีมาร์เก็ตแชร์น้อยมากเฉลี่ยไม่ถึง 3% ข้าวกล้อง 5% ข้าวขาว 70% หอมมะลิเฉลี่ย 30% นี่จึงเป็นโจทย์ยากของข้าวไรซ์เบอร์รี่ แต่ผมไม่ยอมหยุดแค่นั้น ผมพยายามติดต่อขายข้าวให้กับชุมชน ตัวแทนที่มารับซื้อ ส่วนหนึ่งผมพยายามหาตลาดใหม่เองไปพร้อมกัน หากทำเช่นนี้จะทำให้มาร์เก็ตแชร์ของข้าวไรซ์เบอร์รี่เพิ่มขึ้นถึง 15%ได้” ชินวุฒิ กล่าว

ช่วงแรกของการขายข้าวไรซ์เบอร์รี่ในปีแรก กิโลละ 120 บาท ขายได้ 1-2 ตัน/เดือน ในปีต่อมาลดราคาลงให้ตัวแทน กิโลละ 80 บาท อาจดูเหมือนน้อยลงแต่ความจริงมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 5 ตัน จนทุกวันนี้เข้าสู่ปีที่ 3 เพียงแค่ 2 ไตรมาสแรก ขายได้แล้วกว่า 40 ตัน เฉพาะใน จ.ลพบุรี เท่านั้น จากนี้เขาวางแผนจะทำตลาดเองทั้งหมดในกรุงเทพฯ ด้วย ซึ่งคาดว่าจะขยายเพิ่มขึ้นมาถึง 80 ตันได้ จนทุกวันนี้มีรายได้เฉลี่ยปีละ 1 ล้านบาท

“การประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีอาจารย์หลายท่านให้ความรู้ ทั้งยังให้โอกาสไปเปิดบูธขายสินค้า ทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นเท่าตัว จนกระทั่งเริ่มจะผลิตไม่ทัน ผมจะเน้นนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่ของตัวเอง ไม่ได้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น เวลาผมไปเดินงานเกษตรแฟร์ จะคิดหานวัตกรรมที่พบเห็นมาพัฒนาต่อยอดเป็นของตัวเองเสมอ” ชินวุฒิ กล่าว

ต่อจากนี้จะพยายามเพิ่มโปรดักต์อื่นเข้าไปแทรก เพราะไม่ได้หวังแค่ธุรกิจข้าวอย่างเดียว จะเพิ่มน้ำมันรำข้าว เลี้ยงวัวเพิ่ม เพาะต้นกล้าข้าว ฯลฯ ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างจะเข้าสู่ระบบตลาดต่อจากข้าวทันที

นักธุรกิจหนุ่มยอมรับว่า ครอบครัวเคยประสบปัญหาพิษเศรษฐกิจ ปี 2540 ทำให้สมัยนั้นร้านอาหารของคุณพ่อต้องล้มลง ครอบครัวมีหนี้สินทุกวันนี้อยู่ประมาณ 5 ล้านบาท ตอนนี้เขาอายุ 27 ปี ตั้งความหวังจะปลดหนี้ทั้งหมดให้ได้ภายในอายุ 33 ปี ที่เหลือของชีวิตคือกำไรที่มอบให้ครอบครัวได้ทั้งหมดในระยะยาว ด้วยความตั้งใจที่ต้องการสานต่อความฝันของพ่อที่อยากมาเปิดร้านอาหารอีกครั้งหรือเปิดรีสอร์ท เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณพ่อกับแม่ และมีเวลาดูแลคุณยายและน้อง มีธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรเป็นของตัวเองอย่างมั่นคง ทั้งหมดจะทำไม่ได้เลยหากเขายังคงทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ในกรุงเทพฯ

ปิดฉากชีวิตคนเมือง เปิดโอกาสธุรกิจที่บ้านเกิด

 

กลับบ้านเถอะลูกหลาน มาปลูกชาอัสสัมจังหวัดน่าน

 เรื่องราวชวนคิดถึงการพัฒนาบ้านเกิดของ บุญทวี ทะนันไชย ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตภัณฑ์ ชาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จังหวัดน่าน ผลิตชาเมี่ยงออกมาจำหน่าย สร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน จนเป็นที่รู้จักและมียอดสั่งซื้อจำนวนมากจากนักท่องเที่ยว ทั้งยังส่งออกไปสู่ต่างประเทศ

จากอาชีพค้าขายธรรมดา จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ใหญ่บ้าน มองเห็นวิถีชีวิตชุมชนบ้านศรีนาป่าน มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ถึง 400 ปี อพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนา สิบสองจุไทย อันเป็นชนชาติพันธุ์ไทลือ อาศัยอยู่บนผืนป่าท่ามกลางธรรมชาติอันสงบสุข

แต่จากปัญหาพืชผลการเกษตรราคาตกต่ำในปี 2546 ทำให้ราคาเมี่ยง ซึ่งมีเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือเท่านั้นขายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทำให้ชาวเกษตรกรหันไปปลูกข้าวโพด หรือพืชเชิงเดี่ยว หาเลี้ยงชีพ แต่นั่นกลายเป็นการทำลายวิถีชีวิตการทำมาหากินของชาวบ้านโดยสิ้นเชิง จึงคิดรวมกลุ่มคนขึ้นมาเพื่อเดินทางไปศึกษาการพัฒนาพืชที่มีอยู่แต่ละแห่ง จนได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว “ต้นเมี่ยง” เป็นต้นชาสายพันธุ์เดียวกับ “ชาอัสสัม” มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งได้มากกว่าชาชนิดอื่นๆ

ผลที่ตามมาคือ มีนักธุรกิจจำนวนมากเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานผลิตชากันใหญ่โต แต่ปรากฏว่าแทนที่จะเติบโตจาก 10% ขึ้นเป็น 11-12% ตามลำดับ ทุกอย่างกลับถอยหลังเติบโตลดลงจนถึงศูนย์ สุดท้ายนักธุรกิจก็ต้องถอยกลับไป ปัญหาเกิดจากความเป็นโรงงานไม่ใช่วิถีชุมชนของที่นี่ รวมถึงเกษตรกรยังเพาะปลูกพืชตามกระแสทำให้ไม่มีเวลาเก็บเกี่ยวใบชา

เมื่อกลับมาสู่จุดที่ศูนย์อีกครั้ง ความที่ชุมชนไม่ยอมแพ้ยังคงเรียนรู้วิธีการทำชาให้เหมาะกับรสชาติของคนจีน หรือรสชาติของคนไต้หวัน จนได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านชามาจากประเทศอินเดีย ให้ความรู้ ฝึกสอนเพิ่มผลผลิต พัฒนาการเพาะปลูก พัฒนารสชาติ ในปี 2555 ทางชุมชนผลิตชาเมี่ยงได้สำเร็จในที่สุด จึงทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพฯ และได้รับการส่งเสริมให้เป็นสินค้าตามเสด็จฯ ไปในหลายประเทศ จนทุกวันนี้ยอดจำหน่ายไปแล้วกว่า 7 แสนซอง

ปิดฉากชีวิตคนเมือง เปิดโอกาสธุรกิจที่บ้านเกิด บุญทวี ทะนันไชย

 

ด้วยชื่อแบรนด์ “ทีพนา” เป็นมากกว่าแค่ชาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการช่วยรักษาผืนป่าจากผู้ซื้ออีกด้วย เพราะการเพาะปลูกชาเมี่ยงจะปลูกในป่าใกล้ต้นไม้ใหญ่ทิ้งไว้ 2-3 ปี จึงจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ นั่นเท่ากับไม่มีการตัดต้นไม้เพื่อมาทำพื้นที่การเกษตรแบบที่อื่นๆ

ทุกวันนี้ชาเมี่ยง สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับคนในชุมชน มีรายได้ร่วมกับการทำงานหลักจะได้เงินประมาณ 600-700 บาท/วัน โดยรวมรายได้แก่ชุมชนเฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านบาท ซึ่งตลาดชาเมี่ยงกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพเป็นหลัก

“แม้ว่าชุมชนจะประสบความสำเร็จ แต่ยังมีปัญหาหนึ่งคือ เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยให้ความสนใจ หายไปกับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ถูกสั่งสอนให้เล่าเรียนเพื่อเติบใหญ่เป็นเจ้าคนนายคน เรียนจบก็ต้องใช้หนี้เงินกู้ยืมมาเรียน ไปขายแรงงานกันหมด ทำให้ทุกวันนี้คนในชุมชนมีแต่คนสูงวัยไม่มีลูกหลานดูแล แต่อีกไม่นานนี้สิ่งที่พวกผมพยายามทำจะเป็นตัวบอกลูกหลานว่า กลับมาบ้านดีกว่า เพราะอยู่กรุงเทพฯ มีเงินเดือน 2.5 หมื่นบาท มันอยู่ไม่ได้แล้ว การไปทำงานบริษัทคุณเป็นแค่ฟันเฟืองตัวหนึ่งเท่านั้น หมดอายุงานลูกหลานก็มาทำแทนตำแหน่งไม่ได้ ไม่มีเวลาให้ครอบครัวอีกด้วย” บุญทวี กล่าว

บุญทวี เล่าทิ้งท้ายว่า เรื่องราวความเจ็บช้ำเช่นนี้ เคยพบเจอมากับตัวเอง เพราะน้องชายทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ แม้ในวันที่พ่อแม่เสียชีวิต ถึงวันสวดฌาปนกิจศพก็ยังเดินทางมาไม่ได้เพราะติดงาน ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้นยังประสบอุบัติเหตุระหว่างเดินทางมาอีกด้วย ซึ่งเรื่องราวเช่นนี้กำลังถูกถ่ายทอดสู่เด็กรุ่นใหม่ให้รู้ว่า บ้านเกิดของเรามีความอุดมสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว อย่าไปแข่งขันกันให้เจ็บตัวแล้วไม่ได้อะไรเลย

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว