
‘บีอิน’คว้าลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก
ทรูฯ เจรจาเตรียมรับไม้ยิงสด สหรัฐส่อครองแชมป์ทุ่มสูงสุด
ทรูฯ เจรจาเตรียมรับไม้ยิงสด สหรัฐส่อครองแชมป์ทุ่มสูงสุด
บีอิน สปอร์ต แซงทางโค้งคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในเมืองไทย 3 ฤดูกาล
“บีอิน สปอร์ต” สถานีกีฬาชื่อดังแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผงาดคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในเมืองไทยเป็นเวลา 3 ฤดูกาล เริ่มตั้งแต่ปี 2016-2019 โดยเว็บไซต์มีเดียบิซิเนส เอเชีย คาดสถานีในเครืออัลจาซีราใช้เงินประมูลรวม 300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.05 หมื่นล้านบาท) ซึ่งตัวเลขน้อยกว่าเมื่อ 3 ปีก่อนที่บริษัท เคเบิล ไทย โฮลดิ้ง หรือซีทีเอช ประมูลชนะถึง 50 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ ตามรายงานระบุการประมูลครั้งนี้มีผู้ร่วมชิงชัยทั้งสิ้น 4 ราย ที่เหลือคือ แชมป์เก่าซีทีเอช, บริษัท ทรูวิชั่นส์ และฟอกซ์ สปอร์ต โดยแหล่งข่าวจากทางทรูวิชั่นส์ ยืนยันลูกค้าทรูฯ ได้ชมถ่ายทอดสดแน่นอน เนื่องจากปัจจุบันบีอินกระจายสัญญาณออกอากาศทางทรูฯ 1 ช่อง คือ ช่องบีอิน สปอร์ต 1 เอชดี และกำลังเดินหน้าเจรจาเรื่องพาร์ตเนอร์ถ่ายทอดสด ซึ่งจะใช้เวลาพูดคุยอย่างน้อย 2 สัปดาห์
นอกจากนี้ บีอินยังยืนยันความเป็นพันธมิตรด้านบรอดคาสต์ในประเทศไทยกับทรูวิชั่นส์ ผ่านเว็บไซต์ th.beinsports.com เป็นที่เรียบร้อย
ขณะที่ ริชาร์ด สคูดามอร์ ประธานของศึกพรีเมียร์ลีก ยินดีที่ได้ร่วมงานกับพันธมิตรใหม่อย่างบีอิน สปอร์ต พร้อมเชื่อมั่นศักยภาพสถานียักษ์ใหญ่แห่งตะวันออกกลาง
“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ช่องกีฬาบีอินได้เลือกที่จะลงทุนในสิทธิในการออกอากาศพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปัจจุบันพวกเขาเป็นสถานีที่ยอดเยี่ยม ออกอากาศ รายงานข่าว อย่างมีคุณภาพสูงทั่วทั้งภูมิภาค เราหวังว่าจะได้ทำงานกับพวกเขาต่อไป” สคูดามอร์ กล่าว
ด้านเว็บไซต์เดลีเมลตีข่าวไทยอาจเสียแชมป์ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดพรีเมียร์อันดับหนึ่ง เพราะนับตั้งแต่ฤดูกาล 2016-2019 เป็นต้นไป สหรัฐและชาติสมาชิกยุโรปแถบสแกนดิเนเวียจะทำลายสถิติ จากการทุ่มซื้อลิขสิทธิ์มูลค่า 330 ล้านปอนด์ (ราว 1.8 หมื่นล้านบาท) แม้อีกหลายชาติยังไม่ได้ประมูล
สำหรับเจ้าของลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะมีสิทธิในสัญญาณภาพภาคพื้นดินทุกประการในพื้นที่ที่ประมูลได้ โดยสามารถจัดอีเวนต์ยิงสด หรือแบ่งขายสิทธิให้ใครก็ได้







