
ธรรมศักดิ์ ลือภูวพิทักษ์กุล ภูมิใจได้เป็น ‘เกษตรกร’
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมยังจำได้ว่ามีวงดนตรีวงหนึ่ง ชื่อ พีทูวอร์ชิพ เป็นวงดนตรีที่มีเพลงดัง อย่างเพลง จอมยุทธ์ และเพลง อย่าอยู่อย่างอยาก
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร-วิภาคย์ พูนพันธุ์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมยังจำได้ว่ามีวงดนตรีวงหนึ่ง ชื่อ พีทูวอร์ชิพ เป็นวงดนตรีที่มีเพลงดัง อย่างเพลง จอมยุทธ์ และเพลง อย่าอยู่อย่างอยาก ในยุคสมัยนั้นถือว่าดังมาก ทั้งวง ทั้งเพลง ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อกาลเวลามันเดินหน้าของมันไป โดยไม่รั้งรอใคร นักร้องนำของวง โอ๋-ธรรมศักดิ์ ลือภูวพิทักษ์กุล จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของเขาตามไปด้วย
จากนักร้อง ธรรมศักดิ์ได้เปลี่ยนไปในเส้นทางใด วันนี้เขาจะมาบอกเล่าเส้นทางใหม่ของชีวิตให้เราได้รับรู้กัน
“หลังจากออกอัลบั้มชุดแรก ผมก็มาทำสนามฟุตบอลที่บ้านหลังนี้ ทำจนไม่มีเวลาไปทำเพลง เลยออกจากวง พอมาถึงช่วงน้ำท่วมใหญ่ ปลายปี 2554 แม่ที่อยู่บ้านแถวมีนบุรี โดนน้ำท่วม แม่เลยย้ายมาอยู่กับผมที่บ้านหลังนี้ ด้วยความที่แม่เป็นคนชอบทำอาหารกินเองทุกมื้อ จากที่เริ่มเก็บผักริมรั้วมาทำอาหาร เลยคิดอยากปลูกผักกินเอง พอดีมันมีพื้นที่เล็กๆ เหลืออยู่ พอผมเห็นแม่ลงมือทำ และเห็นผลลัพธ์ว่า แค่ 2-3 อาทิตย์ ก็ได้กินผักแล้ว ผมเลยรู้สึกทึ่ง คราวนี้เลยเริ่มลงมาทำเองบ้าง เริ่มหาพันธุ์พืชมาปลูกเรื่อยๆ ในพื้นที่เล็กๆ ที่มีอยู่”
จนเมื่อธรรมศักดิ์ได้พบเจอว่า สิ่งที่เขาทำอยู่นี้คือความสุขของเขาจริงๆ มันเป็นความสุขที่เขาตามหามาโดยตลอด เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนสนามฟุตบอล ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นไร่ปลูกพืชผักสวนครัว ผลไม้ นาข้าว และเลี้ยงไก่ไข่ โดยเขานำวิชาชีพด้านอินทีเรียดีไซน์ มาออกแบบไร่นาและสวนของเขาเอง ด้วยแรงบันดาลใจที่ได้รับจากแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ 1 ไร่ ไม่จน
“ผมได้ออกแบบให้แต่ละส่วน มีพืชผักสวนครัว หรือผลไม้ ที่ล้อไปด้วยกัน บางส่วนก็เป็นพื้นที่เอาไว้เลี้ยงไข่ไก่ บางส่วนก็เอาไปปลูกข้าว เวลาไม่ปลูกข้าว ก็ปลูกพืชหมุนเวียน นับตั้งแต่ผมลงมือทำอย่างจริงจัง ก็ลองถูกลองผิด ทำแล้วประสบผลสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง ก็ศึกษาหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต สอบถามผู้รู้ หรือผู้มีประสบการณ์ ตั้งแต่ทำไร่ทำสวนมา จนถึงวันนี้ ร่วม 4 ปีแล้ว”
ด้วยความที่เขาได้ศึกษาและทำความเข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัสแก่ชาวไทย ทำให้การทำไร่นาและสวนอย่างจริงจังในครั้งนี้ เป็นไปในหลัก 1.ทำกินเอง 2.เมื่อกินเหลือก็แบ่งปันแจกจ่าย 3.หากยังเหลืออีก ก็นำไปขาย เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง
“แต่กว่าที่ผมจะเข้าใจปรัชญานี้อย่างกระจ่างแจ้ง ผมก็ใช้ชีวิตแบบพอเพียงแบบผิดๆ มาโดยตลอด เช่น เมื่อคิดอยากพอเพียง ก็ขนเอาเสื้อผ้าทั้งหมดไปให้เพื่อนบ้าน หรือบริจาค เหลือตัวเก่าๆ เอาไว้ใช้ หรือใครชวนไปไหน ก็ไม่ไป เพื่อนเปิดร้าน ก็ไม่ไป พ่อเพื่อนเสีย ก็ใส่กางเกงแม้ว เสื้อยืดไป ท้ายที่สุดการใช้ชีวิตแบบพอเพียงที่ถูกต้องเหมาะสม มันไม่ต้องถึงขนาดนี้”
ธรรมศักดิ์ บอกเล่าอย่างติดตลกว่า เขาได้รับฉายาจากเพื่อนบ้านว่า ชาวสวนเที่ยงคืน เป็นเพราะเขาชอบปลูกผักปลูกผลไม้ตอนเที่ยงคืน เรื่อยไปจนถึงเช้า โชคดีที่เขามีดวงไฟดวงใหญ่ที่เขาเอาไว้ใช้ตอนทำสนามฟุตบอล ทำให้เวลากลางคืนที่เขาลุกขึ้นมาปลูกผักปลูกผลไม้ มีแสงสว่างอย่างเพียงพอ
“แน่นอนว่า นอกจากเราจะปลูกผักผลไม้กินเอง เหลือก็แจกจ่าย เรายังขาย ตอนนี้ผมขายให้คนในละแวกบ้าน เวลาผักหรือผลไม้ชนิดไหนพร้อมขาย ก็จะประกาศขายผ่านทางเฟซบุ๊ก ก็มีคนมารับเอาไป มาซื้อถึงที่ก็มี แต่ที่แน่ๆ รายได้ที่ได้รับ โดยส่วนใหญ่มาจากการแปรรูปสิ่งที่เราปลูก สิ่งที่เราเลี้ยง หรือทำเป็นซอส น้ำสลัด หรือเนย ก็มีรายได้เจือจุนคนในครอบครัว มีเหลือกินเหลือเก็บ ใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบายๆ”
ที่สำคัญที่สุด ธรรมศักดิ์มีสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น จากที่เคยกินยา ไปหาหมออยู่บ่อยๆ ก็ไปน้อยลง และแทบจะไม่ได้ไปหาหมอในท้ายที่สุด
“ชีวิตดีขึ้นกว่าที่คิดไว้เยอะมาก ทั้งได้สุขภาพที่ดี ได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราอยากใช้ และไม่ต้องไปเสียเงินกับอะไรที่ไม่จำเป็น ถามว่าเบื่อชีวิตในรูปแบบนี้มั้ย ไม่เบื่อเลยครับ เราไม่ค่อยได้ออกไปไหน ชีวิตเราก็มีความสุข สังคมกลางคืนหายไป ไม่ได้ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เราก็ไม่ได้รู้สึกโหยหามัน”
ท้ายที่สุด ธรรมศักดิ์ เผยถึงความภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาเป็น ว่า ทุกวันนี้เขากล้าเรียกตัวเองได้เต็มปาก ว่า เกษตรกร “เวลากรอกเอกสารต่างๆ ลงไปในช่องอาชีพ ผมจะเขียนคำว่า เกษตรกร มันเป็นความภาคภูมิใจมากกับอาชีพนี้ (ยิ้ม)”







